วันจันทร์, มิถุนายน 08, 2569

'ทวี สอดส่อง' ชี้โครงการ TH-AI Passport 1,650 ล้านบาท ส่อเป็นวิกฤตงบประมาณกองทุนหมุนเวียน ยก 4 ข้อ ชี้ช่องโหว่-ขาดความโปร่งใส-ล็อกสเปกกีดกันเอกชนไทย-ไม่ระบุ Token ต้นทุนใช้ AI แฉ TOR บังคับเอกชน พาเจ้าหน้าที่สดช.นับสิบไปดูงานต่างประเทศ


'ทวี' หวั่น TH-AI Passport สร้างวิกฤตกองทุนฯ แฉ TOR พา สดช.ดูงาน ตปท.

7 มิ.ย. 2569
Next News TH

'ทวี สอดส่อง' ชี้โครงการ TH-AI Passport 1,650 ล้านบาท ส่อเป็นวิกฤตงบประมาณกองทุนหมุนเวียน ยก 4 ข้อ ชี้ช่องโหว่-ขาดความโปร่งใส-ล็อกสเปกกีดกันเอกชนไทย-ไม่ระบุ Token ต้นทุนใช้ AI แฉ TOR บังคับเอกชน พาเจ้าหน้าที่สดช.นับสิบไปดูงานต่างประเทศ 

สำนักข่าว Next News รายงานว่าเมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2569 พ.ต.อ. ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคประชาชาติ ได้โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว TaweeSodsongOfficial วิจารณ์โครงการ TH-AI Passport มูลค่า 1,650 ล้านบาท ของสำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) กระทรวงพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ว่าเป็น "วิกฤตงบประมาณกองทุนหมุนเวียน" พร้อมทั้งเปิดเผยข้อมูลเชิงลึกและตั้งคำถามถึงความโปร่งใสและความคุ้มค่าของเงินแผ่นดินในโครงการดังกล่าว เนื้อหาระบุว่า 

โครงการยกระดับทักษะด้านดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์เพื่อคนไทย (TH-AI Passport) ซึ่งมีมูลค่าสูงถึง 1,650 ล้านบาท และดึงเม็ดเงินมาจากกองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กำลังเผชิญกับการตรวจสอบอย่างหนักจากสังคมและคณะกรรมาธิการสภาผู้แทนราษฎรหลายคณะ 

ผลประเมินกองทุนฯ ต่ำกว่ามาตรฐาน 

จากการตรวจสอบข้อมูลเชิงลึกเปรียบเทียบกับเอกสารรายงานผลการดำเนินงานทุนหมุนเวียนประจำปีบัญชี 2566 ของกรมบัญชีกลาง พบหลักฐานที่น่ากังวลอย่างยิ่ง กองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งจัดเป็นทุนหมุนเวียนประเภทเพื่อการสนับสนุนส่งเสริม กลับได้คะแนนผลการประเมินเฉลี่ยเพียง 3.5841 คะแนน ซึ่งต่ำกว่าคะแนนเฉลี่ยรวมของ 113 กองทุนหมุนเวียนที่ 4.1733 คะแนนอย่างเห็นได้ชัด รายงานระบุว่า "ไม่สามารถบ่งบอกความสำเร็จของแต่ละแผนงาน/โครงการได้อย่างชัดเจนตามตัวชี้วัดที่กำหนดทั้งเชิงปริมาณ/เชิงคุณภาพและเป้าหมาย" และ "ผลตอบแทนทางสังคมของโครงการที่กองทุนฯ ให้การสนับสนุนไม่สามารถนำเสนอต่อคณะกรรมการบริหารกองทุนเพื่อพิจารณาได้"

พ.ต.อ. ทวี ได้ชี้ให้เห็นถึงสี่ประเด็นหลักที่สะท้อนปัญหางบประมาณในขอบเขตของงาน (TOR) โครงการ TH-AI Passport ดังนี้ 

1. ไม่ระบุปริมาณ Token ต้นทุนหลักของ AI ประเด็นแรกคือ TOR ในข้อ 1 และ 2.1 ซึ่งเป็นเป้าหมายโครงการ ระบุเพียงว่าต้องการให้คนไทยอย่างน้อย 5,000,000 คน สามารถเข้าถึงและใช้งาน Generative AI ได้ฟรีเป็นระยะเวลา 1 ปี โดยไม่มีการระบุปริมาณ Token ซึ่งเป็นชิ้นส่วนที่ AI ใช้อ่านและตอบข้อความ การถามคำถามแต่ละครั้งต้องใช้ Token จำนวนมากและต้องใช้พลังงานประมวลผลมหาศาล ปริมาณ Token จึงเท่ากับต้นทุนเนื้อเงินที่รัฐต้องจ่ายจริง การไม่กำหนดเพดาน Token ขั้นต่ำนี้ ถูกมองว่าเป็นการเปิดช่องโหว่ทางกฎหมายให้เอกชนผู้ชนะประมูลสามารถทำกำไรส่วนต่างมหาศาลจากเงินแบ่งจ่ายงวดละ 330 ล้านบาท และอาจส่งผลให้รัฐได้รับมอบงานตามสัญญา แต่ประชาชนกลับไม่ได้รับประโยชน์จริง 

2. เงื่อนไขแฝงเอื้อประโยชน์ส่วนตัว ประเด็นที่สองเกี่ยวข้องกับการเกิดเงื่อนไขซ่อนเร้นที่ดัดแปลงนิยาม "งบลงทุน" ให้กลายเป็น "งบสันทนาการส่วนตัว" ซึ่งเอื้อประโยชน์ให้เจ้าหน้าที่รัฐเดินทางไปดูงานสันทนาการหรูหราโดยที่สังคมไม่ได้รับประโยชน์ใด ๆ หลักฐานปรากฏใน TOR ถึงสามจุดได้แก่ 

2.1ข้อ 4.4.1.4 บังคับให้บริษัทเอกชนผู้ชนะประมูลต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการจัดทริปศึกษาดูงานต่างประเทศ ณ สถานที่จริงของเจ้าของผลิตภัณฑ์ ให้เจ้าหน้าที่ สดช. ไม่น้อยกว่า 10 คน บินไปยังสหรัฐอเมริกาหรือยุโรป ซึ่งมีมูลค่าสูงถึง 3–5 ล้านบาท โดยไม่มีการระบุผลงานส่งมอบองค์ความรู้กลับคืนสู่รัฐ 

2.2ข้อ 4.3.1.7 และ 4.4.2.8 บังคับให้เอกชนจ่ายค่าตั๋วเครื่องบินในประเทศนับสิบเที่ยว ค่าห้องพักโรงแรม และค่าอาหารหรูให้เจ้าหน้าที่รัฐครั้งละ 5 คน ตลอดระยะเวลาดำเนินโครงการ 

2.3ค่าใช้จ่ายเหล่านี้จะถูกเอกชนนำไปรวมเพิ่มในราคากลาง 1,650 ล้านบาทที่รัฐต้องจ่าย ทำให้เงินกองทุนหมุนเวียนถูกทอนไปเป็นค่ากิน เที่ยว พักผ่อนของข้าราชการบางกลุ่ม แทนที่จะนำไปพัฒนาเทคโนโลยีของคนไทยอย่างคุ้มค่า

3. ล็อกสเปกให้เอกชนบางเจ้า ประเด็นที่สามคือการตั้งเงื่อนไขแฝงและการส่อล็อกสเปก ทำให้บริษัทเอกชนไทยและกลุ่ม EdTech ในประเทศที่มีฝีมือดีแต่ไม่มีเงินสำรอง ไม่สามารถเข้าเงื่อนไขแปลกใหม่พิเศษด้านการจัดโฆษณาผ่านจอดิจิทัลมากกว่า 400 จุด ในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด, มากกว่า 1,500 สาขาในร้านสะดวกซื้อ (รวมไม่น้อยกว่า 6,000 จอ), และมากกว่า 10 สาขาในห้างสรรพสินค้าชั้นนำ (รวมไม่น้อยกว่า 200 จอ) เงื่อนไขเหล่านี้ถูกมองว่าเป็นการกีดกันและตัดสิทธิ์การแข่งขันอย่างไม่เป็นธรรม เปิดทางให้กลุ่มทุนรับเหมาไอทีรายใหญ่เข้ามาผูกขาดและจ้างช่วงงานกินส่วนต่าง 

4. ระบบประมวลผลและการเสียอธิปไตยทาง AI ประเด็นสุดท้ายที่สำคัญและเป็นความจริงเชิงโครงสร้างคือเรื่องของระบบการประมวลผล ใน TOR ข้อ 4.2.2.1 กำหนดความต้องการทางเทคนิคให้ระบบต้องรองรับผู้ใช้งานพร้อมกันไม่น้อยกว่า 500,000 คน ณ ชั่วโมงเดียวกัน การประมวลผลคำสั่งของ Generative AI รุ่น Pro หรือ Premium ในขนาดนี้ต้องใช้พลังงานไฟฟ้าจาก Data Center มากกว่าการค้นหาข้อมูลปกติถึง 10 เท่า และใช้น้ำหล่อเย็นปริมาณมหาศาล อย่างไรก็ตาม โมเดล AI เหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นของบริษัทเทคโนโลยีข้ามชาติ แม้จะมีการตั้ง Data Center ในไทย แต่ขุมพลังงานและการควบคุมส่วนใหญ่ยังคงอยู่ภายใต้อำนาจของกลุ่มทุนข้ามชาติ การจ่ายเงิน 1,650 ล้านบาทจากกองทุนหมุนเวียนเพื่อเช่าใช้ปัญญาประดิษฐ์ต่างชาติเพียง 1 ปี จึงเท่ากับการปล่อยให้เม็ดเงินไหลออกนอกประเทศไปสู่กลุ่มผลประโยชน์บางกลุ่ม และสร้างผลตอบแทนทางเศรษฐกิจดิจิทัลที่แทบจับต้องไม่ได้ ซึ่งหมายความว่าประเทศไทยยังคงถูกควบคุมระบบ AI โดยต่างชาติ โอกาสที่จะมี AI ของตนเองเป็นโครงสร้างพื้นฐานการประมวลผลภายในประเทศจึงเป็นเพียงความฝัน ทั้งที่เรื่องนี้เป็น "อำนาจอธิปไตยของชาติ" ไม่ใช่แค่เทคโนโลยี

สำนักข่าว Next News รายงานเพิ่มเติมว่าเฟซบุ๊ก TaweeSodsongOfficial ได้มีการโพสต์ผลการประเมินการดำเนินงานกองทุนพัฒนาดิจิทัล เพื่อเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งดำเนินกรประเมินโดยกรมบัญชีกลาง ประจำปีบัญชี 2566 โดยกรมบัญชีกลางให้คำแนะนำว่าควรมีการแบ่งกลุ่ม สร้างการรับรู้ให้มากขึ้นเพื่อขอทุนสนับสนุนกลุ่มใหม่ๆ

มีรายละเอียดเป็นกราฟฟิกดังนี้



https://nextnewsth.com/th/investigative/public-procurement-project/6a25616d5d36ded6131e4071