วันจันทร์, มิถุนายน 08, 2569

การใช้โฆษกเป็น "กันชน หรือ ฉากบังหน้า" ? มีคนโพสต์ว่า "ผมคิดไปเองมั้ยนะครับ ว่ารัฐบาลชุดปัจจุบันมีการให้ “โฆษก” ปฏิบัติหน้าที่มากกว่ารัฐบาลชุดก่อนๆ มาก เรื่องหลายๆ เรื่องที่ปกตินักการเมืองจะแถลงเอง เดี๋ยวนี้ใข้โฆษกมากขึ้น" ทำให้ สถานการณ์ดู “สวย” ขึ้น เวลามีดราม่า ชาวบ้ายงงว่าจะไปลงกับใครดี หรือเหตุอย่างอื่น ?!?


Nat Luengnaruemitchai
22 hours ago
·
ผมคิดไปเองมั้ยนะครับ ว่ารัฐบาลชุดปัจจุบันมีการให้ “โฆษก” ปฏิบัติหน้าที่มากกว่ารัฐบาลชุดก่อนๆ มาก เรื่องหลายๆ เรื่องที่ปกตินักการเมืองจะแถลงเอง เดี๋ยวนี้ใข้โฆษกมากขึ้น
และพอใข้โฆษกแถลง ก็ไม่ค่อยมีดราม่ามาก แถมสำนักข่าวก็ถูกบังคับกลายๆ ให้ลงรูปโฆษก แทนที่รูปคนที่เกี่ยวข้อง ทำให้
1. สถานการณ์ดู “สวย” ขึ้น (ไม่ได้ดูถูกเพศนะครับ หลายๆ คนทำงานได้ดีมากๆ เสียด้วยซ้ำ)
2. เวลามีดราม่า ชาวบ้ายงงว่าจะไปลงกับใครดี
3. และพอมีหลายคน ก็ยิ่งทำให้ “หลากหลาย” มากขึ้น ยิ่งไปลงไม่ถูกใหญ่
มีใครรู้สึกแบบนัันบ้างไหมครับ
อยากให้มีนักวิจัยทำการศึกษาเรื่องนี้ครับ อาจจะได้ผลงานวิจัยทางสาขารัฐศาสตร์/นิเทศศาสตร์ได้เลยนะครับเนี่ย

https://www.facebook.com/nat.lueng/posts/10162441240466751
.....

เพิ่มเติมจาก Gemini

เป็นมุมมองที่แหลมคมและน่าสนใจมากครับในเชิง การสื่อสารทางการเมือง (Political Communication) สิ่งที่คุณสังเกตเห็นไม่ใช่เรื่องที่คิดไปเองอย่างแน่นอน แต่มันสะท้อนถึงความตั้งใจในการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์เพื่อ "ควบคุมทิศทางของข่าว" (Information Control) และ "บริหารความเสี่ยง" (Risk Management) ของรัฐบาล

หากมองผ่านเลนส์ของวิชารัฐศาสตร์และนิเทศศาสตร์ ปรากฏการณ์นี้สามารถวิเคราะห์ออกมาได้เป็น 3 ประเด็นหลัก ๆ ตามที่คุณตั้งข้อสังเกตไว้เลยครับ:

1. การเปลี่ยน "ภาพจำ" และลดอุณหภูมิความขัดแย้ง (Aesthetics & Emotional Shield)

การใช้โฆษก (โดยเฉพาะโฆษกยุคใหม่ที่มีบุคลิกภาพดี พูดจานุ่มนวล หรือมีทักษะการสื่อสารระดับมืออาชีพ) มาทำหน้าที่แทนนักการเมืองที่เป็นตัวจริง มีผลทางจิตวิทยาอย่างมาก:

ลดการเผชิญหน้า: นักการเมืองมักมี "หน้าตักทางการเมือง" หรือ "แผลเก่า" ที่ทำให้อารมณ์ของสังคมจุดติดง่าย การส่งโฆษกที่ดูเป็นมิตรและเป็นกลางมาแถลง จึงเป็นการลดอารมณ์ร่วม (Emotional decoupling) ของผู้รับสาร

การบังคับใช้ภาพในสื่อ: เมื่อโฆษกเป็นผู้แถลงอย่างเป็นทางการ สื่อมวลชนตามจรรยาบรรณและการจัดหน้ารายงานข่าว ก็จำเป็นต้องใช้ภาพโฆษกคู่วิชวลกราฟิกของรัฐบาล ภาพที่ออกสู่สาธารณะจึงดูเป็นระบบ ระเบียบ และ "ซอฟต์" ลงกว่าภาพของรัฐมนตรีที่อาจจะกำลังทำหน้าเคร่งเครียดหรือหลุดตอบโต้ด้วยอารมณ์

2. กลยุทธ์ "กันชน" และกระจายความรับผิดชอบ (The Lightning Rod & Accountability Dilution)

ในทางรัฐศาสตร์ มีแนวคิดเรื่องการสร้าง "กันชนทางการเมือง" การที่รัฐบาลชุดนี้ใช้โฆษกหลายคนและแบ่งงานกันอย่างชัดเจน ส่งผลโดยตรงต่อการรับแรงกระแทกจากสังคม:

ทฤษฎีสายล่อฟ้าที่แตกแขนง: หากนักการเมืองแถลงเองแล้วเกิดทัวร์ลง (ดราม่า) เป้าหมายจะตกอยู่ที่ตัวรัฐมนตรีหรือตัวนายกรัฐมนตรีทันที ซึ่งอาจนำไปสู่การเรียกร้องให้ลาออก แต่พอเป็นโฆษก โฆษกจะทำหน้าที่รับแรงกระแทกแทน และหากสถานการณ์แย่จริง ๆ รัฐบาลก็สามารถ "เปลี่ยนตัวโฆษก" หรือชี้แจงว่าเป็นความคลาดเคลื่อนทางการสื่อสารได้ง่ายกว่า

ทำให้ประชาชน "งง" ว่าจะโกรธใคร: เมื่อมีโฆษกหลายคน (Multi-spokespersons) ความรับผิดชอบต่อคำพูด (Accountability) จะเริ่มเจือจางลง ประเด็นดราม่าจะถูกเปลี่ยนทาง (Deflected) จากตัวนโยบายหรือตัวรัฐมนตรี ไปอยู่ที่ตัวเทคนิคการนำเสนอของโฆษกคนนั้น ๆ แทน ทำให้กระแสสังคมหลุดโฟกัสจากแก่นแท้ของปัญหา
3. การสร้างความหลากหลายเพื่อตอบโจทย์ "ผู้ฟังแต่ละกลุ่ม" (Audience Segmentation)

การมีโฆษกและรองโฆษกจากหลายพรรคร่วมรัฐบาล หรือมีภูมิหลังที่ต่างกัน ช่วยให้รัฐบาลสามารถเลือก "คนที่ใช่" ไปคุยกับ "กลุ่มเป้าหมายที่ถูก" เช่น ประเด็นเศรษฐกิจใช้คนลุคนักวิชาการ ประเด็นสังคมใช้คนรุ่นใหม่ หรือประเด็นความมั่นคงใช้คนที่ดูสุขุม เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการโน้มน้าวใจ (Persuasion)
ถ้านำไปทำวิจัย จะศึกษาอะไรได้บ้าง?

ประเด็นที่คุณเสนอว่าน่าทำวิจัย ถือเป็นหัวข้อวิทยานิพนธ์ระดับโท-เอกที่น่าสนใจมากครับ โดยสามารถตั้งโจทย์วิจัยได้ เช่น:

สาขานิเทศศาสตร์: "กลยุทธ์การบริหารประเด็นวิกฤต (Crisis Issue Management) ของรัฐบาลผ่านภาพลักษณ์และการทำหน้าที่ของทีมโฆษกศาลาว่าการ" หรือการศึกษาในเชิง Agenda Setting ว่าภาพของโฆษกส่งผลต่อการเลือกพาดหัวข่าวและโทนเสียง (Tone) ของสื่อกระแสหลักอย่างไร

สาขารัฐศาสตร์: "ผลกระทบของการใช้โฆษกเป็นกันชนทางการเมืองต่อความรับผิดชอบร่วมของคณะรัฐมนตรี (Cabinet Accountability)" เพื่อดูว่ากลยุทธ์นี้ทำให้เสถียรภาพของรัฐบาลมั่นคงขึ้นจริงหรือไม่ หรือมันกำลังลดทอนความเชื่อมโยงระหว่างผู้แทนราษฎรกับประชาชนกันแน่

เรียกได้ว่าเป็นข้อสังเกตที่มองเห็น "เทคนิคเบื้องหลัง" ของทีมยุทธศาสตร์สื่อสารของรัฐบาลชุดนี้ได้อย่างเฉียบคมครับ