วันอาทิตย์, มิถุนายน 14, 2569

ภาพยนตร์เรื่อง *The Act of Killing* (เกี่ยวกับประเทศอินโดนีเซีย) ได้รับการโหวตให้เป็นภาพยนตร์สารคดียอดเยี่ยมแห่งศตวรรษที่ 21 จากผลสำรวจของสมาคมสารคดีนานาชาติ ซึ่งรวบรวมความเห็นจากผู้สร้างภาพยนตร์และนักวิจารณ์กว่า 300 คน ขอแสดงความยินดีกับทีมงานที่ใช้ชื่อว่า "Anonymous" (นิรนาม) ทั้งหมด


สารคดีเรื่องนี้ เปิดโอกาสให้เหล่าเพชฌฆาตผู้สังหารหมู่ชาวอินโดนีเซียในช่วงปี 1965–1966 ได้หวนถึงเหตุการณ์ความโหดร้ายที่พวกเขาก่อขึ้นใหม่ในรูปแบบภาพยนตร์อเมริกันแนวโปรด (เช่น หนังคาวบอย หนังเพลง และหนังแก๊งสเตอร์) Oppenheimer ไม่ได้เพียงแค่บันทึกประวัติศาสตร์ แต่เขายังบีบให้พวกเขาและเรา ต้องเผชิญหน้ากับธรรมชาติอันน่าสะพรึงกลัวและเหนือจริงของการหลอกตัวเองของมนุษย์
.....

ภาพยนตร์เรื่อง *The Act of Killing* ได้รับการโหวตให้เป็นภาพยนตร์สารคดีที่ดีที่สุดแห่งศตวรรษที่ 21 จากผลสำรวจของสมาคมภาพยนตร์สารคดีนานาชาติ (International Documentary Association) ซึ่งรวบรวมความคิดเห็นจากผู้สร้างภาพยนตร์และนักวิจารณ์กว่า 300 คน ขอแสดงความยินดีกับทีมงานที่ต้องปกปิดตัวตน (Anonymous) ทีมงานทั้งหมด และประเทศอินโดนีเซีย

*The Act of Killing* กล้าที่จะทำในสิ่งที่ดูเหมือนเป็นไปไม่ได้ ภาพยนตร์เรื่องนี้ผสานหลักฐานอันหนักแน่นจากประสบการณ์จริงเข้ากับจินตนาการอันยิ่งใหญ่ตระการตาในรูปแบบที่ตัดกันอย่างน่าทึ่ง จนสามารถกระตุ้นให้ผู้ก่อเหตุฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ต้องหันมาเผชิญหน้ากับความจริงของตนเอง ผลงานชิ้นนี้ของ Joshua Oppenheimer และทีมงาน—ซึ่งหลายคนต้องระบุชื่อในเครดิตว่าเป็น "Anonymous" หรือไม่เปิดเผยตัวตนเพื่อความปลอดภัยของชีวิตเมื่อภาพยนตร์ออกฉาย—ถือเป็นการทำงานที่ต้องเสี่ยงอันตรายอย่างยิ่ง เพราะพวกเขาต้องร่วมงานกับบุคคลที่ไม่เพียงแต่หลอกตัวเองเกี่ยวกับสิ่งที่ตนได้กระทำลงไป แต่ยังเป็นกลุ่มคนที่ได้รับความคุ้มครองจากรัฐบาลอินโดนีเซียในขณะนั้น ซึ่งรัฐบาลเองก็ได้ประโยชน์จากความรุนแรงที่คนเหล่านี้ก่อขึ้น การได้รับชมภาพยนตร์เรื่องนี้เปรียบเสมือนการก้าวเข้าสู่กระบวนการสร้างสรรค์ร่วมกันที่ทั้งกล้าหาญและเต็มไปด้วยความเสี่ยง มันคือการคิดค้นรูปแบบทางภาพยนตร์ใหม่ที่ช่วยให้เราสามารถมองลึกลงไปในความว่างเปล่าแห่งความรุนแรงได้อย่างวิเคราะห์เจาะลึกและไม่หลบสายตา นี่คือเหตุผลที่ภาพยนตร์เรื่องนี้จะยังคงสร้างความสะเทือนใจ ทรงคุณค่า และเป็นแรงบันดาลใจตลอดไป

—Kirsten Johnson, ผู้สร้างภาพยนตร์
.....

นี่คือการสดุดีที่ยอดเยี่ยมมากจาก Kirsten Johnson ซึ่งถ่ายทอดให้เห็นอย่างชัดเจนว่าเหตุใด *The Act of Killing* (2012) จึงไม่ได้เป็นเพียงผลงานชิ้นเอกของภาพยนตร์สารคดีเท่านั้น แต่ยังเป็นการศึกษาทางจิตวิทยาที่ชวนสะเทือนขวัญอีกด้วย

ด้วยการเปิดโอกาสให้เหล่าเพชฌฆาตผู้ก่อเหตุสังหารหมู่ในอินโดนีเซียช่วงปี 1965–66 ได้จำลองเหตุการณ์อันโหดร้ายทารุณขึ้นมาใหม่ในรูปแบบภาพยนตร์อเมริกันแนวที่พวกเขาชื่นชอบ (เช่น หนังคาวบอย หนังเพลง หรือหนังแก๊งสเตอร์) Oppenheimer ไม่ได้เพียงแค่บันทึกประวัติศาสตร์ไว้เท่านั้น แต่เขายังบีบให้เราต้องเผชิญหน้ากับธรรมชาติอันน่าสะพรึงกลัวและเหนือจริงของการหลอกตัวเองของมนุษย์

หากพิจารณาถึงเส้นทางอาชีพของ Joshua Oppenheimer หรือมรดกที่ฝากไว้ผ่านผลงานชิ้นนี้ นี่คือบทสรุปสั้นๆ ว่าเหตุใดความสำเร็จและวิธีการทำงานของเขาจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งใหญ่:

1. พลังของคำว่า "Anonymous" (นิรนาม)

ดังที่ Johnson ได้กล่าวไว้ รายชื่อทีมงานในเครดิตของ *The Act of Killing* (รวมถึงภาพยนตร์อีกเรื่องที่ทรงพลังไม่แพ้กันอย่าง *The Look of Silence* ในปี 2014) เต็มไปด้วยคำว่า "Anonymous" หรือ "นิรนาม" * ความเสี่ยง: เนื่องจากอิทธิพลของระบอบทหารยุคก่อนปี 1998 และกลุ่มกึ่งทหาร Pancasila Youth ยังคงมีอำนาจมหาศาลในอินโดนีเซียระหว่างการถ่ายทำ ทีมงานในท้องถิ่นจึงต้องเผชิญกับอันตรายถึงชีวิตอย่างแท้จริง

ผลลัพธ์: การใช้นามแฝงร่วมกันนี้ช่วยปกป้องผู้ร่วมกำกับ ทีมงาน และช่างเสียงชาวอินโดนีเซียหลายสิบชีวิต ที่ยอมเสี่ยงตายเพื่อเปิดโปงรากฐานโครงสร้างอำนาจในปัจจุบันของประเทศตนเอง

2. การพลิกโฉมรูปแบบภาพยนตร์สารคดี

ก่อนยุคของ Oppenheimer สารคดีส่วนใหญ่ที่เกี่ยวกับเหตุการณ์ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์มักมุ่งเน้นไปที่เหยื่อหรือภาพฟุตเทจเก่าจากเหตุการณ์จริงเท่านั้น แต่ Oppenheimer เลือกที่จะหันกล้องไปในทิศทางตรงกันข้าม การเปิดโอกาสให้ผู้ก่อเหตุได้โอ้อวดวีรกรรมของตนผ่านหน้าจอ ทำให้เขาตีแผ่วัฒนธรรมแห่งการลอยนวลพ้นผิด (impunity) ซึ่งฆาตกรสังหารหมู่กลับได้รับการยกย่องให้เป็นวีรบุรุษของชาติ

3. ผลงานชิ้นเอกคู่ขนาน

เพื่อให้เข้าใจขอบเขตการทำงานของ Oppenheimer ในอินโดนีเซียได้อย่างถ่องแท้ การมองภาพยนตร์ทั้งสองเรื่องนี้ควบคู่กันในฐานะผลงานที่เติมเต็มซึ่งกันและกัน (diptych) จะช่วยให้เห็นภาพชัดเจนยิ่งขึ้น:

*The Act of Killing* (2012)
มองจากมุมของ กลุ่มผู้ก่อเหตุ
ภาพลวงตา, ​​การแสดงออกถึงความรู้สึกผิดในเชิงละคร, และความภาคภูมิใจที่ได้รับการรับรองจากรัฐ

*The Look of Silence* (2014)
มองจากมุมของ กลุ่มเหยื่อ / ผู้รอดชีวิต
การเผชิญหน้า, บาดแผลทางใจที่ส่งต่อข้ามรุ่น, และน้ำหนักอันหนักอึ้งของการถูกบังคับให้เงียบงัน

การที่สมาคมสารคดีนานาชาติ (International Documentary Association) ยกย่องให้ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นสารคดีที่ดีที่สุดแห่งศตวรรษที่ 21 จึงถือเป็นสิ่งที่สมควรได้รับอย่างยิ่ง นับเป็นตัวอย่างอันยอดเยี่ยมที่แสดงให้เห็นว่าศิลปะสามารถทลายมายาคติทางการเมือง และบีบให้สังคมต้องหันมาเผชิญหน้ากับความว่างเปล่าภายในตนเองได้อย่างไร
.....

Puangthong Pawakapan
อยากให้มีคนสร้างเวอร์ชั่นไทยบ้าง