https://www.facebook.com/NewMandalaANU/posts/1283897247244426
กองทัพไทยใช้โครงการนักศึกษาวิชาทหาร (รด.) ขนาดใหญ่ ซึ่งมีนักเรียนระดับมัธยมศึกษาเข้าร่วมถึงปีละ 100,000 คน เป็นช่องทางในการปลูกฝังแนวคิดชาตินิยมแบบอนุรักษนิยมและความจงรักภักดีต่อสถาบันกษัตริย์ ควบคู่ไปกับการฝึกทักษะทางทหารขั้นพื้นฐาน อย่างไรก็ตาม ผลการสัมภาษณ์นักเรียนและครูฝึกเผยให้เห็นว่า ความพยายามในการปลูกฝังอุดมการณ์ทางการเมืองดังกล่าวกลับถูกบั่นทอนจากภายในด้วยความเฉยเมยและการต่อต้านอย่างเงียบๆ ซึ่งส่งผลให้เป้าหมายทางอุดมการณ์ของกองทัพต้องสะดุดลง เนื้อหานี้เป็นส่วนหนึ่งของชุดบทความที่ได้รับการสนับสนุนโดย Asia & the Pacific at ANU
.....
บทความ “แนวหน้าของการปลูกฝังอุดมการณ์ทางทหาร: โครงการ ROTC ของไทย” (At the coalface of military indoctrination: the Thai ROTC) โดย Pasit Wongngamdee ถ่ายทอดให้เห็นถึงความย้อนแย้งภายในหลักสูตรรักษาดินแดน (รด.) ของไทย ที่แม้กองทัพจะตั้งความหวังให้เป็นเครื่องมือหลักในการหล่อหลอมอุดมการณ์ทางการเมืองแก่เยาวชน แต่ในความเป็นจริง กลับถูกตั้งคำถามและบ่อนทำลายอย่างเงียบๆ จากทั้งตัวผู้เรียนและผู้สอนเอง
โดยสรุปใจความสำคัญของบทความได้ดังนี้ครับ:
1. จุดประสงค์ที่แท้จริงของหลักสูตร รด. ในสายตากองทัพ
ขนาดและกลุ่มเป้าหมาย: กองทัพรับสมัครนักเรียนมัธยมปลายเข้าสู่ระบบถึงปีละ 100,000 คน ทำให้ในแต่ละปีมีเยาวชนอยู่ในระบบนี้ถึงราว 300,000 คน ซึ่งอดีตผู้บัญชาการทหารบก (พล.อ. อภิรัชต์ คงสมพงษ์) เคยระบุว่า กำลังพล รด. นี้มีขนาดเทียบเท่ากับกองทัพบกทั้งกองทัพ
ทางผ่านเพื่อหนีทหาร: ในมุมของผู้เรียน เหตุผลหลักที่สมัครเรียน รด. ไม่ใช่เพราะอยากเป็นทหารหรือรักกองทัพ แต่ต้องการสิทธิ์ยกเว้นการเกณฑ์ทหาร (เมื่อเรียนครบ 3 ปี) เพื่อหลีกเลี่ยงระบบเกณฑ์ทหารที่มีชื่อเสียงแง่ลบเรื่องการปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรม ทำให้นักเรียนส่วนใหญ่ลาออกทันทีหลังจบปี 3 หลักสูตรนี้จึงล้มเหลวในแง่การสรรหานายทหารกองหนุนตามเป้าหมายหลัก
การเปลี่ยนผ่านสู่การปลูกฝังการเมือง: เมื่อการผลิตทหารกองหนุนไม่ได้ผล กองทัพจึงหันมาใช้ รด. เป็นช่องทาง "ปลูกฝังอุดมการณ์ทางการเมือง" เพื่อต่อต้านสิ่งที่กองทัพมองว่าเป็นภัยคุกคามรูปแบบใหม่ (เช่น ความคิดที่ทำให้คนเสื่อมศรัทธาในกองทัพ สถาบันฯ และระบอบประชาธิปไตยแบบไทยๆ) โดยมีการลดสัดส่วนวิชาทหารลงจาก 70% เหลือ 55% แล้วแทนที่ด้วยวิชาด้านการเมืองและประวัติศาสตร์
2. เนื้อหาหลักของการปลูกฝังอุดมการณ์ (Indoctrination)
บทความแบ่งเนื้อหาการปลูกฝังออกเป็น 2 กลุ่มหลัก:
การสร้าง "นักรบชายชาตรี" (Masculine Warriors): เน้นการฝึกที่เข้มงวดท่ามกลางสภาพอากาศที่ยากลำบากเพื่อสร้างระเบียบวินัยและการเชื่อฟังอย่างไร้เงื่อนไข มีการสอดแทรกประวัติศาสตร์ชาตินิยมสุดโต่ง เช่น เรื่องเล่าของพระยาพิชัยดาบหักเพื่อสอนเรื่องความจงรักภักดีแบบยอมถวายชีวิต หรือเรื่องชาวบ้านบางระจันที่เน้นการสร้างภาพลักษณ์ให้ประเทศเพื่อนบ้าน (พม่า) เป็นผู้ร้าย เพื่อกระตุ้นความรู้สึกชาตินิยม
การสร้างพลเมืองดีใน "ระบอบประชาธิปไตยแบบไทยๆ": ตำราเรียนพยายามชี้ว่าสังคมไทยยังไม่พร้อมสำหรับประชาธิปไตยแบบตะวันตก และเน้นย้ำว่าประเทศควรปกครองโดย "คนดี" โดยชูบทบาทของสถาบันพระมหากษัตริย์ว่าเป็นศูนย์รวมจิตใจและเป็นผู้แนะแนวทางสู้วิกฤต ขณะเดียวกันก็เชิดชูกองทัพและรัฐบาลทหาร (เช่น คสช.) ในแง่บวกว่าเป็นผู้นำความเจริญมาสู่ประเทศ ในทางกลับกัน นักการเมืองจะถูกวาดภาพให้เป็นคนละโมบและคอยหาผลประโยชน์ กองทัพพยายามสอนว่าทางออกของประเทศไม่ใช่การปฏิรูปการเมือง และการประท้วงมีแต่จะสร้างความวุ่นวาย
3. การบ่อนทำลายจากภายในด้วย "การต่อต้านในชีวิตประจำวัน" (Everyday Resistance)
แม้กองทัพจะพยายามอย่างหนัก แต่ผลการวิจัยเชิงลึกของผู้เขียน (ผ่านการสัมภาษณ์นักเรียน ทหาร และบุคลากรทางการศึกษา 31 คน) พบว่าความพยายามนี้มักสูญเปล่า เนื่องจากเกิดการต่อต้านอย่างเงียบๆ จากโครงสร้างอำนาจที่ไม่เท่าเทียม:
สโลแกนอย่างไม่เป็นทางการ: เกิดค่านิยมร่วมกันในหมู่ รด. คือ “เช็คชื่อ ตรวจผม กินขนม กลับบ้าน” สะท้อนว่ากิจกรรมอื่น เช่น การเรียนทฤษฎีการเมืองหรือการฝึกนั้นไม่มีใครให้ความสำคัญจริงจัง
กลยุทธ์ "ผักชีโรยหน้า": ทั้งครูฝึกและนักเรียนมักร่วมมือกันทำภารกิจแบบขอไปทีเพื่อให้ผ่านการตรวจสอบ เช่น ครูฝึกสั่งให้อ่านหนังสือเองแล้วเดินออกจากห้องปล่อยให้นักเรียนเล่นตามอัธยาศัย หรือในค่ายฝึกที่ครูฝึกพานักเรียนไปเดินเล่นนอกค่ายตราบใดที่ตอนกลับเข้าค่ายนักเรียนยอมวิ่งและตะโกนคำขวัญให้ดูเป็นระเบียบเรียบร้อยต่อหน้าผู้บังคับบัญชา
แนวร่วมต่อต้านกองทัพที่คาดไม่ถึง: เมื่ออยู่ลับหลังผู้บังคับบัญชาระดับสูง ครูฝึกระดับล่าง (ซึ่งมักเผชิญปัญหาคอร์รัปชัน การถูกหักเบี้ยเลี้ยง หรือระบบอุปถัมภ์ในกองทัพเช่นกัน) มักจะจับเข่าคุยและนินทากองทัพหรือเรื่องการเมืองให้นักเรียนฟัง บางคนถึงขั้นสนับสนุนให้นักเรียนไปร่วมประตุ้มต่อต้านรัฐบาลทหารด้วยซ้ำ ทำให้นักเรียน รด. เกิดความเห็นอกเห็นใจทหารชั้นผู้น้อยที่ถูกกดขี่ แต่กลับยิ่งต่อต้านโครงสร้างส่วนบนของกองทัพมากขึ้น
บทสรุป
บทความนี้ชี้ให้เห็นว่า หลักสูตร รด. คือภาพสะท้อนของการต่อสู้ทางการเมืองระหว่างกองทัพกับภาคประชาสังคม แม้กองทัพจะประสบความสำเร็จในการควบคุมเชิงกายภาพ (การตัดผม วินัยพื้นฐาน) แต่ในแง่ของจิตใจและการปลูกฝังระบอบอนุรักษ์นิยมกลับล้มเหลวโดยสิ้นเชิง เพราะถูกกลืนหายไปด้วยความเฉยชา การแกล้งทำเป็นยอมรับ และแนวคิดหัวก้าวหน้าของเยาวชนรุ่นใหม่ร่วมกับทหารชั้นผู้น้อยในค่ายฝึกนั่นเอง