
ภาพจาก NPR
อิสราเอลสามารถทำอะไรได้บ้างเพื่อทำให้การเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านซับซ้อนขึ้น - NPR
จากรายงานข่าวของ NPR (โดยเฉพาะในรายการ Up First และ Morning Edition) อิสราเอลมีแนวทางและมาตรการที่เป็นรูปธรรมหลายประการที่กำลังดำเนินอยู่ หรืออาจเลือกดำเนินการ ซึ่งส่งผลให้การเจรจาสันติภาพและการลงนามข้อตกลงเบื้องต้นระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านต้องเผชิญกับความซับซ้อนอย่างมาก ดังนี้:
1. การปฏิเสธข้อเสนอหยุดยิงและเดินหน้าปฏิบัติการทหารในเลบานอน
เงื่อนไขสำคัญที่อิหร่านเรียกร้องในกรอบความตกลงระดับภูมิภาคคือ การหยุดยิง "ในทุกแนวรบ" ซึ่งหมายความว่าอิสราเอลจะต้องยุติการสู้รบและถอนกำลังทหารออกจากดินแดนทางตอนใต้ของเลบานอน
การตอบโต้ของอิสราเอล: นายกรัฐมนตรี เบนจามิน เนทันยาฮู และเจ้าหน้าที่ระดับสูงของอิสราเอล (รวมถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และเอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำสหรัฐฯ) ประกาศอย่างชัดเจนว่าจะไม่ถอนกำลังและจะไม่หยุดปฏิบัติการทางทหารต่อกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ตามแรงกดดันทางการเมืองจากภายนอก การที่อิสราเอลยังคงเดินหน้าทิ้งระเบิดในกรุงเบยรูตและสั่งการให้ทหารแนวหน้าลุยต่อจนกว่าจะบรรลุเป้าหมาย จึงขัดแย้งโดยตรงกับเงื่อนไขการหยุดยิงของอิหร่าน และกลายเป็นอุปสรรคสำคัญที่อาจทำให้ข้อตกลงล่มลงได้
2. การขยายพื้นที่ควบคุมทางทหารและการสู้รบในฉนวนกาซา
กรอบสันติภาพในตะวันออกกลางมักจะผูกโยงความสงบสุขของทุกแนวรบเข้าด้วยกัน แต่ท่าทีในทางปฏิบัติของอิสราเอลในกาซากลับสวนทางกับแนวทางทางการทูตอย่างสิ้นเชิง
การตอบโต้ของอิสราเอล: นายกรัฐมนตรีเนทันยาฮูได้ประกาศต่อสาธารณะว่า กองทัพอิสราเอลมีแผนจะขยายการควบคุมพื้นที่ในฉนวนกาซาเพิ่มขึ้นเป็น 70% (จากเดิมประมาณ 60% กว่า) การเดินหน้าแคมเปญทางทหารและการยึดครองพื้นที่ถาวรนี้ ทำให้กลุ่มฮามาสปฏิเสธที่จะปลดอาวุธ และส่งผลให้การเจรจาในประเด็นการฟื้นฟูกาซาหยุดชะงัก ซึ่งในมุมมองของอิหร่านที่ถือว่าแนวรบทั้งหมดเชื่อมโยงกัน การกระทำของอิสราเอลจึงเป็นการทำลายโอกาสในการบรรลุข้อตกลงหยุดยิงในภาพรวม
3. การแสดงจุดยืน "พร้อมปฏิบัติการฝ่ายเดียว" เพื่อต่อต้านกรอบการเจรจาที่อิสราเอลถูกกันออกไป
เนื่องจากอิสราเอลไม่ได้ถูกนับรวมเป็นภาคีในข้อตกลงเบื้องต้นระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ส่งผลให้เนทันยาฮูเผชิญแรงกดดันทางการเมืองภายในประเทศอย่างหนักก่อนการเลือกตั้งช่วงฤดูใบไม้ร่วง โดยถูกวิจารณ์ว่าปล่อยให้อิสราเอลตกขบวนและถูกทิ้งไว้ข้างหลังท่ามกลางภัยคุกคามที่ยังไม่หมดไป
การตอบโต้ของอิสราเอล: เพื่อตอบโต้การถูกกันออกจากการเจรจา (Sidelined) เจ้าหน้าที่ระดับสูงของอิสราเอลจึงส่งสัญญาณว่า "ข้อตกลงทวิภาคีระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่าน จะไม่สามารถมาชี้นำหรือกำหนดทิศทางความมั่นคงของอิสราเอลได้" อิสราเอลพร้อมที่จะใช้มาตรการทางทหารฝ่ายเดียว (Unilateral action) ทุกเมื่อหากรู้สึกว่าเผชิญความเสี่ยง ซึ่งการประกาศว่าปฏิบัติการของกองทัพอิสราเอลนั้น "อยู่เหนือข้อตกลงทางการทูตใดๆ" ถือเป็นการบั่นทอนความเชื่อมั่นและสร้างความซับซ้อนให้กับการเจรจาของสหรัฐฯ อย่างยิ่ง
4. การกดดันในประเด็นนิวเคลียร์ของอิหร่าน
อิสราเอลเน้นย้ำเสมอว่าเป้าหมายสูงสุดของตนคือการทำลายความทะยานอยากด้านนิวเคลียร์ของอิหร่าน
การตอบโต้ของอิสราเอล: เนื่องจากการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านในระยะแรกเป็นเพียงกรอบข้อตกลงเบื้องต้น และยังไม่มีความชัดเจนว่าจะจัดการกับประเด็นนิวเคลียร์อย่างไร อิสราเอลจึงอาจใช้มาตรการกดดัน คัดค้าน หรือตั้งเงื่อนไขที่เข้มงวดเป็นพิเศษ (เช่น ต้องมีการตรวจสอบแบบ "ทุกที่ ทุกเวลา") ซึ่งหากข้อตกลงของสหรัฐฯ อ่อนข้อให้อิหร่านในจุดนี้ อิสราเอลก็พร้อมที่จะปฏิเสธและไม่ให้ความร่วมมือในแผนสันติภาพระยะยาว
สรุปสั้นๆ: มาตรการที่อิสราเอลทำได้ (และกำลังทำ) เพื่อแทรกแซงการเจรจา คือการปฏิเสธที่จะหยุดยิงในเลบานอน การขยายพื้นที่ยึดครองในกาซา และการยืนยันว่าจะใช้กำลังทหารฝ่ายเดียวโดยไม่สนใจข้อตกลงที่สหรัฐฯ ทำกับอิหร่านครับ
As the US and Iran intend to sign an agreement to end the war, Israel insists it will maintain its military occupation in Lebanon.
— Al Jazeera English (@AJEnglish) June 16, 2026
Jason Campbell of the Middle East Institute explains how the US and Israeli objectives in the region diverged since they launched their war. pic.twitter.com/5uwrF3zkQA
https://x.com/AJEnglish/status/2066883499286749590