
ประชาไท Prachatai.com
17 hours ago
·
“เราหากินตามตะเข็บชายแดนแบบนี้ เราก็อยากให้ด่านเปิด แต่เขาไม่เปิดจะทำอะไรเขาได้”
ประสิทธิ์ สังข์ถ่วง นายท่ารถตู้พัทยา-สระแก้ว หน้าด่านบ้านคลองลึก อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว บอกว่าตั้งแต่หลังปิดด่านเป็นต้นมาก็เหลือรถวันละไม่กี่เที่ยว จากเดิมที่มีนักท่องเที่ยวไปกลับค่อนข้างเยอะ แต่ทุกวันนี้บางวันมีแค่วันละเที่ยว
สภาพไม่ต่างกันนักกับร้านกาแฟเชนใหญ่ที่อยู่ระแวกเดียวกันที่พนักงานก็บอกว่าแทบไม่เหลือลูกค้าเข้านอกจากลูกค้าขาประจำ จากเดิมที่มีทั้งคนไทยคนกัมพูชาที่ข้ามด่านไปมาแวะซื้อกาแฟ
ภาพของอำเภอชายแดนอย่างอรัญประเทศ จ.สระแก้ว ที่เคยคึกครื้น ทุกวันนี้ยังคงเงียบเหงาแม้ว่าการปะทะกันตามแนวชายแดนจะหยุดไปตั้งแต่เดือนธันวาคม 2568 เนื่องจากด่านข้ามแดนถาวรยังคงปิด พร้อมกับยังมีด่านทหารตามถนนทางเข้าอำเภอ และยิ่งถี่ขึ้นเมื่อเข้าสู่หมู่บ้านตามแนวชายแดน (แม้หลายด่านจะไม่เห็นตัวเจ้าหน้าที่ประจำอยู่) สภาพเมืองเงียบเหงาทั้งกลางวันกลางคืน ยกเว้นตลาดนัดของสดและอาหารที่ยังพอมีคนพื้นที่มาเดินซื้ออยู่บ้าง แต่คนขายก็ดูจะเยอะกว่าคนซื้อ
“ต้องอพยพเราไม่ได้มีเงินสำรองนะ เราเป็นมนุษย์รายวัน เริ่มปิดด่านเดือน 6 แต่เขาอพยพเดือน 12 เราไม่มีตังค์กันแล้วนะ ตั้งแต่เดือน 6 เราไม่ออกจากพื้นที่เพราะเงินมีไม่เยอะ ส่วนหนึ่งก็ต้องส่งให้ลูกเรียน ใช้คำว่าขดตัวอยู่อย่างนี้หลบๆ ซ่อนๆ โคตรสิ้นหวังเลย”
ลลนา ครุธชัย หรือน้ำ เจ้าของร้านสักคิ้วใกล้ตลาดโรงเกลือ เล่าถึงวันที่เธอต้องอยู่ฟังเสียงกระสุน ระเบิด จรวด ที่มาตกตามแนวชายแดนโดยที่ยังต้องอยู่ในบ้านเช่าไม่ไกลจากด่านอรัญประเทศมากนัก แต่ออกไปไหนไม่ได้ เพราะการออกจากบ้านคือการใช้เงิน และอย่างน้อยก็ยังมีศูนย์อพยพไม่ไกลนักที่มีอาหารเลี้ยงคนพื้นที่
น้ำบอกว่าตอนนี้รายได้หายไปเกือบหมดจนต้องฝากลูกสาววัย 15 ปีไว้กับญาติที่โคราช เพราะหลังจากด่านปิด เธอที่ทำงานเป็นนักร้องในโรงแรมฝั่งกัมพูชาและสามีที่ขับรถรับส่งนักเที่ยวจากกรุงเทพฯ ไปคาสิโนในฝั่งกัมพูชาต่างก็ตกงานทันที ไม่นานสภาพการเงินในครอบครัวก็ย่ำแย่จนต้องแยกทางกับสามีไปเพราะต่างคนต่างก็ไม่มีงาน ไม่มีเงิน
น้ำเล่าย้อนไปก่อนที่จะเกิดปัญหาชายแดน เธอเคยมีรายได้จากร้านสักคิ้วในอรัญฯ ที่มักมีลูกค้าจากทั้งฝั่งไทยทั้งกัมพูชาข้ามมาใช้บริการ รวมกับงานร้องเพลงได้เดือนละ 80,000 บาทและอาจไปถึงแสนตามความคึกคักจนสามารถผ่อนบ้านได้
ในวันนี้ น้ำเหลือแค่ร้านสักคิ้วที่ยังเปิดอยู่ แม้จะไม่มีลูกค้านัก กับรับงานร้องเพลงตามผับบาร์ในฝั่งไทยที่เหลืออยู่ไม่มากในอรัญฯ รายได้เหลือไม่ถึง 20,000 บาท โดยที่ยังต้องเลี้ยงลูก และจ่ายค่าเช่าบ้าน ส่วนบ้านที่ยังผ่อนไม่หมดก็ต้องปล่อยให้ธนาคารยึดไปแล้ว
สภาพของน้ำเป็นตัวอย่างของเจ้าของร้านใกล้ชายแดนที่ยังพยายามรักษาธุรกิจไว้ในพื้นที่ท่ามกลางสภาพเงียบเหงาทั้งอำเภอ เพราะหวังว่าวันหนึ่งถ้าสถานการณ์สงบก็อาจจะได้กลับมามีรายได้อีกครั้ง แต่ดูเหมือนว่าสถานการณ์ตามที่ปรากฏเป็นข่าวยังไม่เห็นแนวโน้มว่า 2 ประเทศนี้จะกลับมาคืนดีกันในเร็ววัน
ประชาไทชวนทำความเข้าใจสถานการณ์ทางเศรษฐกิจในสระแก้วพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ที่ผลกระทบยังดำเนินต่อแม้ว่าจะหยุดยิงมา 5 เดือนแล้วก็ตาม
อ่านทั้งหมดที่ลิงก์
“เราหากินตามตะเข็บชายแดนแบบนี้ เราก็อยากให้ด่านเปิด แต่เขาไม่เปิดจะทำอะไรเขาได้”
ประสิทธิ์ สังข์ถ่วง นายท่ารถตู้พัทยา-สระแก้ว หน้าด่านบ้านคลองลึก อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว บอกว่าตั้งแต่หลังปิดด่านเป็นต้นมาก็เหลือรถวันละไม่กี่เที่ยว จากเดิมที่มีนักท่องเที่ยวไปกลับค่อนข้างเยอะ แต่ทุกวันนี้บางวันมีแค่วันละเที่ยว
สภาพไม่ต่างกันนักกับร้านกาแฟเชนใหญ่ที่อยู่ระแวกเดียวกันที่พนักงานก็บอกว่าแทบไม่เหลือลูกค้าเข้านอกจากลูกค้าขาประจำ จากเดิมที่มีทั้งคนไทยคนกัมพูชาที่ข้ามด่านไปมาแวะซื้อกาแฟ
ภาพของอำเภอชายแดนอย่างอรัญประเทศ จ.สระแก้ว ที่เคยคึกครื้น ทุกวันนี้ยังคงเงียบเหงาแม้ว่าการปะทะกันตามแนวชายแดนจะหยุดไปตั้งแต่เดือนธันวาคม 2568 เนื่องจากด่านข้ามแดนถาวรยังคงปิด พร้อมกับยังมีด่านทหารตามถนนทางเข้าอำเภอ และยิ่งถี่ขึ้นเมื่อเข้าสู่หมู่บ้านตามแนวชายแดน (แม้หลายด่านจะไม่เห็นตัวเจ้าหน้าที่ประจำอยู่) สภาพเมืองเงียบเหงาทั้งกลางวันกลางคืน ยกเว้นตลาดนัดของสดและอาหารที่ยังพอมีคนพื้นที่มาเดินซื้ออยู่บ้าง แต่คนขายก็ดูจะเยอะกว่าคนซื้อ
“ต้องอพยพเราไม่ได้มีเงินสำรองนะ เราเป็นมนุษย์รายวัน เริ่มปิดด่านเดือน 6 แต่เขาอพยพเดือน 12 เราไม่มีตังค์กันแล้วนะ ตั้งแต่เดือน 6 เราไม่ออกจากพื้นที่เพราะเงินมีไม่เยอะ ส่วนหนึ่งก็ต้องส่งให้ลูกเรียน ใช้คำว่าขดตัวอยู่อย่างนี้หลบๆ ซ่อนๆ โคตรสิ้นหวังเลย”
ลลนา ครุธชัย หรือน้ำ เจ้าของร้านสักคิ้วใกล้ตลาดโรงเกลือ เล่าถึงวันที่เธอต้องอยู่ฟังเสียงกระสุน ระเบิด จรวด ที่มาตกตามแนวชายแดนโดยที่ยังต้องอยู่ในบ้านเช่าไม่ไกลจากด่านอรัญประเทศมากนัก แต่ออกไปไหนไม่ได้ เพราะการออกจากบ้านคือการใช้เงิน และอย่างน้อยก็ยังมีศูนย์อพยพไม่ไกลนักที่มีอาหารเลี้ยงคนพื้นที่
น้ำบอกว่าตอนนี้รายได้หายไปเกือบหมดจนต้องฝากลูกสาววัย 15 ปีไว้กับญาติที่โคราช เพราะหลังจากด่านปิด เธอที่ทำงานเป็นนักร้องในโรงแรมฝั่งกัมพูชาและสามีที่ขับรถรับส่งนักเที่ยวจากกรุงเทพฯ ไปคาสิโนในฝั่งกัมพูชาต่างก็ตกงานทันที ไม่นานสภาพการเงินในครอบครัวก็ย่ำแย่จนต้องแยกทางกับสามีไปเพราะต่างคนต่างก็ไม่มีงาน ไม่มีเงิน
น้ำเล่าย้อนไปก่อนที่จะเกิดปัญหาชายแดน เธอเคยมีรายได้จากร้านสักคิ้วในอรัญฯ ที่มักมีลูกค้าจากทั้งฝั่งไทยทั้งกัมพูชาข้ามมาใช้บริการ รวมกับงานร้องเพลงได้เดือนละ 80,000 บาทและอาจไปถึงแสนตามความคึกคักจนสามารถผ่อนบ้านได้
ในวันนี้ น้ำเหลือแค่ร้านสักคิ้วที่ยังเปิดอยู่ แม้จะไม่มีลูกค้านัก กับรับงานร้องเพลงตามผับบาร์ในฝั่งไทยที่เหลืออยู่ไม่มากในอรัญฯ รายได้เหลือไม่ถึง 20,000 บาท โดยที่ยังต้องเลี้ยงลูก และจ่ายค่าเช่าบ้าน ส่วนบ้านที่ยังผ่อนไม่หมดก็ต้องปล่อยให้ธนาคารยึดไปแล้ว
สภาพของน้ำเป็นตัวอย่างของเจ้าของร้านใกล้ชายแดนที่ยังพยายามรักษาธุรกิจไว้ในพื้นที่ท่ามกลางสภาพเงียบเหงาทั้งอำเภอ เพราะหวังว่าวันหนึ่งถ้าสถานการณ์สงบก็อาจจะได้กลับมามีรายได้อีกครั้ง แต่ดูเหมือนว่าสถานการณ์ตามที่ปรากฏเป็นข่าวยังไม่เห็นแนวโน้มว่า 2 ประเทศนี้จะกลับมาคืนดีกันในเร็ววัน
ประชาไทชวนทำความเข้าใจสถานการณ์ทางเศรษฐกิจในสระแก้วพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ที่ผลกระทบยังดำเนินต่อแม้ว่าจะหยุดยิงมา 5 เดือนแล้วก็ตาม
อ่านทั้งหมดที่ลิงก์
https://prachatai.com/journal/2026/06/117704