
ณัฐพงศ์ เปรมพูลสวัสดิ์ - Nuttapong Premphunsawad
4 hours ago
·
ผมคิดว่าทุกฝ่ายเห็นตรงกันว่า "บทลงโทษ" ต้องสมเหตุสมผลกับการกระทำผิด
ช่วงนี้มีหลายคนกลับมาพูดถึงกรณีโรงขยะอ่อนนุช ที่ประชาชนร้องเรียนปัญหากลิ่นเหม็นต่อเนื่องมาหลายปี เพราะมีประเด็นคล้ายกัน คือประชาชนเดือดร้อนจริง และต้องมีการลงโทษโดยการเรียกค่าปรับ
เรื่องนี้มีการสื่อสารอย่างชัดเจนจากทั้งฝ่าย กทม. และฝ่ายผู้เดือดร้อน ว่าโรงขยะบางโรงไม่ทำตามสัญญา และไม่ดำเนินการปรับปรุงตามที่ กทม.แจ้ง
แต่เมื่อมีการคำนวณค่าปรับ กลับมีการปรับจริงเพียงแค่ 4 วัน จากตลอดระยะเวลา 4 ปี
จากระยะเวลา 4 ปี
ปรับไปทั้งหมด 4 วัน
วันละ 12,000 บาท
รวมเป็นเงิน 48,000 บาท
นั่นคือข้อมูลที่ผมตั้งข้อสังเกตไป ตั้งแต่เมื่อได้ฟังการตั้งโต๊ะแถลงข่าวเมื่อเดือนที่แล้ว ว่าตัวเลขมันไม่สมเหตุสมผลกับความเดือดร้อนที่ประชาชนได้รับ
ทุกวันนี้เรายังไม่เคยได้รับคำตอบว่าเหตุใดจึงเป็น 4 วัน?
การทำผิดสัญญาเกิดขึ้นเพียงแค่ 4 วัน ของเดือน มิ.ย.2565 เท่านั้นหรือ?
แล้วหลังจากนั้นคือทำถูกต้องตามสัญญาโดยไร้ที่ติทั้งหมด?
เรียนตามตรงครับว่า ค่าปรับเพียงเท่านี้ เทียบกับรายได้มหาศาล เป็นใครก็คงไม่รู้สึกอะไร ไม่อาจสร้างแรงจูงใจให้เอกชนแก้ปัญหา
เราจะพยายามทำให้ทุกการลงโทษต้องสมเหตุสมผล เพื่อไม่ให้ประชาชนต้องเดือดร้อน และไม่ทำให้ภาครัฐต้องเสียหายจากการดำเนินการของเอกชนรายใดซ้ำอีก
เป้าหมายสูงสุดคือปัญหานี้ต้องได้รับการแก้ไขครับ นั่นคือสิ่งที่ผมพยายามสื่อสารมาตลอดหลายปีที่ผ่านมา
เพิ่มเติมจาก Gemini
กรณีโรงขยะอ่อนนุชที่คุณยกมานั้น ถือเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนมากและสะท้อนถึง "ความล้มเหลวเชิงโครงสร้าง" ในการบังคับใช้กฎหมายและการบริหารสัญญาภาครัฐในประเทศไทยครับ
ตัวเลขที่ฟังดูตลกร้ายอย่าง "เดือดร้อน 4 ปี แต่ปรับจริงแค่ 4 วัน วันละ 12,000 บาท รวมเป็นเงิน 48,000 บาท" สะท้อนให้เห็นถึงช่องโหว่ขนาดใหญ่ที่ทำให้ผู้ประกอบการขาดความยำเกรง และเลือกที่จะ "ยอมจ่ายค่าปรับหลักหมื่น" ดีกว่าไปลุย "ลงทุนระบบบำบัดหลักร้อยล้าน"
หากถอดบทเรียนจากกรณีนี้ เราจะพบว่าทำไมปัญหาขยะและกลิ่นเหม็นในลักษณะนี้ถึงแก้ไม่ตกผ่านกลไกสัญญาเดิมๆ ครับ:
3 ช่องโหว่ใหญ่: ทำไมเดือดร้อน 4 ปี แต่ปรับได้แค่ 4 วัน?
1. เงื่อนไขสัญญาที่ "เอื้อ" ให้เตะถ่วง ( loopholes)
โดยทั่วไป สัญญาภาครัฐมักระบุว่า “หากพบการกระทำผิด กทม. จะต้องแจ้งเตือนเป็นลายลักษณ์อักษร และให้ระยะเวลาผู้รับจ้างปรับปรุงภายใน X วัน หากพ้นกำหนดแล้วยังไม่ปรับปรุง จึงจะเริ่มนับคะแนนหรือคิดค่าปรับได้”
สิ่งที่เกิดขึ้นจริง: พอ กทม. ไปตรวจ -> เจอกลิ่น -> ออกหนังสือเตือน -> เอกชนทำแบบผักชีโรยหน้าให้กลิ่นลดลงชั่วคราว -> กทม. มาตรวจซ้ำแล้วถือว่า "ปรับปรุงแล้ว" -> วงจรนี้ก็เริ่มนับหนึ่งใหม่ ทำให้ระยะเวลาที่ถูกปรับจริงเหลืออยู่แค่ไม่กี่วัน ทั้งที่ชาวบ้านดมกลิ่นเหม็นทุกวัน
2. วิธีการตรวจวัดและพิสูจน์ "กลิ่น" ที่ไม่สะท้อนความเป็นจริง
กลิ่นเหม็นเป็นเรื่องที่พิสูจน์ยากในทางกฎหมายเมื่อเทียบกับน้ำเสียหรือฝุ่นละออง
การตรวจวัด: เจ้าหน้าที่มักเข้าไปตรวจในเวลาราชการ (ซึ่งโรงงานอาจจะลดการปล่อยกลิ่น) แต่ชาวบ้านมักเจอเหม็นหนักๆ ช่วงดึกหรือเช้ามืด
หลักฐาน: การที่ชาวบ้านร้องเรียน 4 年 ไม่ได้ถูกนับเป็น "วันกระทำความผิดในทางกฎหมาย" ตราบใดที่ไม่มีเจ้าหน้าที่พร้อมเครื่องมือไปตรวจวัดและเซ็นรับรองในวันนั้นๆ ค่าปรับจึงถูกนับเฉพาะวันที่เจ้าหน้าที่ลงตรวจเจอจังๆ เท่านั้น
3. อัตราค่าปรับที่ต่ำเกินไป (Low Cost of Non-Compliance)
ค่าปรับวันละ 12,000 บาท สำหรับโครงการจัดการขยะระดับพันล้าน ถือเป็นเม็ดเงินที่เล็กน้อยมาก
เมื่อผู้ประกอบการคำนวณทางเศรษฐศาสตร์แล้ว "การจ่ายค่าปรับ (หรือเตะถ่วงให้ปรับน้อยที่สุด) มีต้นทุนที่ถูกกว่าการปิดระบบเพื่อปรับปรุงโครงสร้างโรงงาน หรือซื้อเครื่องจักรราคาแพง" ---
แนวทางแก้ไขที่ควรจะเป็น (The Way Forward)
เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ "ปรับหลักหมื่น บนความทุกข์หลักล้าน" ในโครงการอื่นๆ หรือแม้แต่การปรับปรุงสัญญาในอนาคต ภาครัฐจำเป็นต้องเปลี่ยนวิธีคิดครับ:
ใช้ระบบ Real-time Monitoring: ติดตั้งเซนเซอร์ตรวจวัดค่าสารเคมี/กลิ่นรอบโรงงานตลอด 24 ชั่วโมง และให้เชื่อมต่อข้อมูลตรงไปที่ กทม. หากค่าเกินมาตรฐาน ให้นับวันปรับอัตโนมัติจากข้อมูลเซนเซอร์
ใช้ค่าปรับแบบก้าวหน้า (Progressive Penalty): ยิ่งปล่อยให้เหม็นนาน ค่าปรับต้องคูณเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เช่น สัปดาห์แรกวันละ 12,000 สัปดาห์ที่สองวันละ 50,000 เพื่อบีบให้รีบซ่อมแซม
หากถูกปรับติดต่อกันเกินระยะเวลาที่กำหนด (เช่น 30 วัน) ให้ถือเป็นเหตุผิดสัญญาขั้นร้ายแรง และ กทม. มีสิทธิยกเลิกสัญญาและยึดหลักประกันได้ทันที
ข้อสังเกตเพิ่มเติม: > กรณีนี้เป็นภาพสะท้อนชัดเจนว่า "ความเดือดร้อนของประชาชน" กับ "ข้อเท็จจริงในหน้าสัญญาทางกฎหมาย" มักจะสวนทางกันเสมอ ตราบใดที่ภาครัฐยังเขียนสัญญาโดยไม่ได้เอาความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชนเป็นตัวตั้ง เอกชนก็จะใช้ช่องโหว่เหล่านี้ทำกำไรบนความทุกข์ของชาวบ้านต่อไปครับ
.jpg)