วันพุธ, มิถุนายน 17, 2569

ข้อความทวีตของสำนักข่าว Al Jazeera English สะท้อนถึงจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญและน่าประหลาดใจที่สุดในนโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯ ภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณเตือนอย่างรุนแรงไปยังนายกรัฐมนตรี เบนจามิน เนทันยาฮู แห่งอิสราเอล ระหว่างการประชุม G7





https://x.com/AJEnglish/status/2066928106934325274
.....

นัยสำคัญทางภูมิรัฐศาสตร์จากคำกล่าวของทรัมป์ในครั้งนี้:

1. บริบทและชนวนเหตุ: "ดีลสันติภาพสหรัฐฯ-อิหร่าน"

สาเหตุหลักที่ทำให้ทรัมป์แสดงความไม่พอใจอิสราเอลอย่างรุนแรงเช่นนี้ เกิดจากความพยายามของเขาในการผลักดัน กรอบข้อตกลงสันติภาพประวัติศาสตร์ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน

จังหวะเวลาที่เป็นปัญหา: ก่อนหน้าที่สหรัฐฯ และอิหร่านจะประกาศลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) เพียงไม่กี่ชั่วโมง อิสราเอลได้เปิดฉากโจมตีทางอากาศอย่างหนักหน่วงใส่ศูนย์บัญชาการกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ในเบรุต เพื่อตอบโต้เหตุโดรนโจมตีก่อนหน้านั้น

ทรัมป์มองว่าอิสราเอลกำลังขัดขวาง: ทรัมป์แสดงความโกรธเคืองอย่างมาก โดยระบุว่าการโจมตีของอิสราเอลทำให้ข้อตกลงครั้งประวัติศาสตร์นี้ต้องล่าช้าออกไปหลายชั่วโมง เขามองว่าสงครามกับฮิซบอลเลาะห์เป็นเพียง "สงครามย่อย" (Minor war) ที่ไม่ควรถูกนำมาทำให้ "ดีลใหญ่" ระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านต้องพังลง

2. การวิพากษ์วิจารณ์เรื่อง "พลเรือนเสียชีวิต" อย่างดุดัน

ถ้อยคำที่ทรัมป์ใช้โจมตีกลยุทธ์ทางทหารของอิสราเอลในเลบานอนนั้น ถือว่ารุนแรงและตรงไปตรงมาอย่างมาก ซึ่งเป็นโทนเสียงที่มักจะมาจากฝั่งเสรีนิยมหรือองค์กรระหว่างประเทศมากกว่าตัวเขาเอง:

"อิสราเอลสู้กับฮิซบอลเลาะห์นานเกินไปแล้ว และมีผู้คนล้มตายมากเกินไป คุณไม่จำเป็นต้องระเบิดตึกอพาร์ตเมนต์ทิ้งทุกครั้งที่คุณกำลังตามล่าหาใครสักคนหรอก เพราะในตึกนั้นมีผู้คนอาศัยอยู่มากมาย และพวกเขาไม่ใช่ฮิซบอลเลาะห์ทั้งหมด ผมบอกคุณได้เลย"

นอกจากนี้ ทรัมป์ยังตอกย้ำถึงอิทธิพลของสหรัฐฯ ที่มีเหนืออิสราเอลเพื่อกดดันเนทันยาฮู โดยกล่าวว่า "ถ้าไม่มีสหรัฐฯ ก็ไม่มีอิสราเอล... แต่ตอนนี้บีบี (เนทันยาฮู) ต้องมีความรับผิดชอบมากกว่านี้"

3. นัยยะสำคัญ: การผลักภาระให้ "ซีเรีย" จัดการฮิซบอลเลาะห์

ประโยคที่สร้างความประหลาดใจให้แก่นักวิเคราะห์ทั่วโลกมากที่สุด คือการที่ทรัมป์เสนอให้ ซีเรียทำหน้าที่ควบคุมและจัดการกลุ่มฮิซบอลเลาะห์แทนอิสราเอล

ซีเรียยุคใหม่: ปัจจุบันซีเรียอยู่ภายใต้การนำของ นายกรัฐมนตรี อะห์มัด อัล-ชารี (หรืออดีตผู้นำกลุ่มติดอาวุธ อบู มูฮัมหมัด อัล-โจลานี) ซึ่งได้พยายามสร้างความสัมพันธ์อันดีและแสดงความภักดีต่อสหรัฐฯ และทรัมป์มาโดยตลอด

ตรรกะของทรัมป์: ทรัมป์มองว่ารัฐบาลซีเรียชุดใหม่นี้มีศักยภาพและไม่ชอบกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ (ซึ่งหนุนหลังโดยอิหร่านในอดีต) อยู่แล้ว สหรัฐฯ จึงมองซีเรียเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพในการจำกัดอิทธิพลของฮิซบอลเลาะห์ โดยไม่ต้องพึ่งพาการโจมตีทางอากาศของอิสราเอลที่สร้างความสูญเสียต่อพลเรือนสูงและถูกนานาชาติต่อต้าน ทรัมป์สรุปสั้นๆ ว่า: "ถ้าอิสราเอลทำงานนี้ไม่ได้โดยไม่ฆ่าคนอื่นทั้งหมด ซีเรียก็จะเป็นคนทำเอง"
4. ปฏิกิริยาตอบกลับจากฝั่งอิสราเอล

คำกล่าวของทรัมป์เผชิญกับการต่อต้านในทันทีจากกรุงเยรูซาเลม:

ปฏิเสธการถอนทหาร: นายกรัฐมนตรีเนทันยาฮูแถลงการณ์ผ่านโทรทัศน์ ปฏิเสธการถอนทหารออกจากเลบานอน โดยระบุว่าอิสราเอลได้สร้าง "เขตความมั่นคง" ในฉนวนกาซา เลบานอน และซีเรีย เพื่อปกป้องพรมแดนของตน และจะคงกำลังไว้ต่อไปอย่างไม่มีกำหนด

ไม่ยอมรับเงื่อนไขของสหรัฐฯ: รัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงและฝ่ายขวาจัดของอิสราเอลระบุอย่างชัดเจนว่า "ข้อตกลงของทรัมป์ไม่มีผลผูกพันกับเรา" และยืนยันว่าอิสราเอลต้องทำลายล้างฮิซบอลเลาะห์ให้สิ้นซาก แทนที่จะหยุดชะงักเพื่อดีลทางการทูตของสหรัฐฯ
บทสรุป

การขยายความในโพสต์นี้แสดงให้เห็นว่า ทรัมป์กำลังจัดระเบียบภูมิรัฐศาสตร์ตะวันออกกลางใหม่ (Geopolitical Realignment) โดยให้ความสำคัญกับการบรรลุข้อตกลงระดับประวัติศาสตร์กับอิหร่านเพื่อเป็นผลงานชิ้นโบแดงของเขา และมองว่าการเดินหน้าทำสงครามของอิสราเอลในเลบานอนเป็นอุปสรรค แผนการของทรัมป์คือการใช้ "ซีเรีย" เป็นกันชนและผู้คุมกฎในเลบานอนแทน เพื่อแลกกับการถอนทหารของอิสราเอล ซึ่งจะช่วยตอบสนองความต้องการของอิหร่าน ในขณะที่ยังคงสามารถควบคุมกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ไว้ได้นั่นเอง