US President Donald Trump slammed Israeli attacks on Lebanon at the G7 Summit, saying Benjamin Netanyahu must be "more responsible" and that too many people are being killed.
— Al Jazeera English (@AJEnglish) June 16, 2026
He also said Syria would do a “better job” at handling Hezbollah than Israel. pic.twitter.com/Gqpw7za3l5
.....
นัยสำคัญทางภูมิรัฐศาสตร์จากคำกล่าวของทรัมป์ในครั้งนี้:
1. บริบทและชนวนเหตุ: "ดีลสันติภาพสหรัฐฯ-อิหร่าน"
สาเหตุหลักที่ทำให้ทรัมป์แสดงความไม่พอใจอิสราเอลอย่างรุนแรงเช่นนี้ เกิดจากความพยายามของเขาในการผลักดัน กรอบข้อตกลงสันติภาพประวัติศาสตร์ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน
จังหวะเวลาที่เป็นปัญหา: ก่อนหน้าที่สหรัฐฯ และอิหร่านจะประกาศลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) เพียงไม่กี่ชั่วโมง อิสราเอลได้เปิดฉากโจมตีทางอากาศอย่างหนักหน่วงใส่ศูนย์บัญชาการกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ในเบรุต เพื่อตอบโต้เหตุโดรนโจมตีก่อนหน้านั้น
ทรัมป์มองว่าอิสราเอลกำลังขัดขวาง: ทรัมป์แสดงความโกรธเคืองอย่างมาก โดยระบุว่าการโจมตีของอิสราเอลทำให้ข้อตกลงครั้งประวัติศาสตร์นี้ต้องล่าช้าออกไปหลายชั่วโมง เขามองว่าสงครามกับฮิซบอลเลาะห์เป็นเพียง "สงครามย่อย" (Minor war) ที่ไม่ควรถูกนำมาทำให้ "ดีลใหญ่" ระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านต้องพังลง
2. การวิพากษ์วิจารณ์เรื่อง "พลเรือนเสียชีวิต" อย่างดุดัน
ถ้อยคำที่ทรัมป์ใช้โจมตีกลยุทธ์ทางทหารของอิสราเอลในเลบานอนนั้น ถือว่ารุนแรงและตรงไปตรงมาอย่างมาก ซึ่งเป็นโทนเสียงที่มักจะมาจากฝั่งเสรีนิยมหรือองค์กรระหว่างประเทศมากกว่าตัวเขาเอง:
"อิสราเอลสู้กับฮิซบอลเลาะห์นานเกินไปแล้ว และมีผู้คนล้มตายมากเกินไป คุณไม่จำเป็นต้องระเบิดตึกอพาร์ตเมนต์ทิ้งทุกครั้งที่คุณกำลังตามล่าหาใครสักคนหรอก เพราะในตึกนั้นมีผู้คนอาศัยอยู่มากมาย และพวกเขาไม่ใช่ฮิซบอลเลาะห์ทั้งหมด ผมบอกคุณได้เลย"
นอกจากนี้ ทรัมป์ยังตอกย้ำถึงอิทธิพลของสหรัฐฯ ที่มีเหนืออิสราเอลเพื่อกดดันเนทันยาฮู โดยกล่าวว่า "ถ้าไม่มีสหรัฐฯ ก็ไม่มีอิสราเอล... แต่ตอนนี้บีบี (เนทันยาฮู) ต้องมีความรับผิดชอบมากกว่านี้"
3. นัยยะสำคัญ: การผลักภาระให้ "ซีเรีย" จัดการฮิซบอลเลาะห์
ประโยคที่สร้างความประหลาดใจให้แก่นักวิเคราะห์ทั่วโลกมากที่สุด คือการที่ทรัมป์เสนอให้ ซีเรียทำหน้าที่ควบคุมและจัดการกลุ่มฮิซบอลเลาะห์แทนอิสราเอล
ซีเรียยุคใหม่: ปัจจุบันซีเรียอยู่ภายใต้การนำของ นายกรัฐมนตรี อะห์มัด อัล-ชารี (หรืออดีตผู้นำกลุ่มติดอาวุธ อบู มูฮัมหมัด อัล-โจลานี) ซึ่งได้พยายามสร้างความสัมพันธ์อันดีและแสดงความภักดีต่อสหรัฐฯ และทรัมป์มาโดยตลอด
ตรรกะของทรัมป์: ทรัมป์มองว่ารัฐบาลซีเรียชุดใหม่นี้มีศักยภาพและไม่ชอบกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ (ซึ่งหนุนหลังโดยอิหร่านในอดีต) อยู่แล้ว สหรัฐฯ จึงมองซีเรียเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพในการจำกัดอิทธิพลของฮิซบอลเลาะห์ โดยไม่ต้องพึ่งพาการโจมตีทางอากาศของอิสราเอลที่สร้างความสูญเสียต่อพลเรือนสูงและถูกนานาชาติต่อต้าน ทรัมป์สรุปสั้นๆ ว่า: "ถ้าอิสราเอลทำงานนี้ไม่ได้โดยไม่ฆ่าคนอื่นทั้งหมด ซีเรียก็จะเป็นคนทำเอง"
4. ปฏิกิริยาตอบกลับจากฝั่งอิสราเอล
คำกล่าวของทรัมป์เผชิญกับการต่อต้านในทันทีจากกรุงเยรูซาเลม:
ปฏิเสธการถอนทหาร: นายกรัฐมนตรีเนทันยาฮูแถลงการณ์ผ่านโทรทัศน์ ปฏิเสธการถอนทหารออกจากเลบานอน โดยระบุว่าอิสราเอลได้สร้าง "เขตความมั่นคง" ในฉนวนกาซา เลบานอน และซีเรีย เพื่อปกป้องพรมแดนของตน และจะคงกำลังไว้ต่อไปอย่างไม่มีกำหนด
ไม่ยอมรับเงื่อนไขของสหรัฐฯ: รัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงและฝ่ายขวาจัดของอิสราเอลระบุอย่างชัดเจนว่า "ข้อตกลงของทรัมป์ไม่มีผลผูกพันกับเรา" และยืนยันว่าอิสราเอลต้องทำลายล้างฮิซบอลเลาะห์ให้สิ้นซาก แทนที่จะหยุดชะงักเพื่อดีลทางการทูตของสหรัฐฯ
บทสรุป
การขยายความในโพสต์นี้แสดงให้เห็นว่า ทรัมป์กำลังจัดระเบียบภูมิรัฐศาสตร์ตะวันออกกลางใหม่ (Geopolitical Realignment) โดยให้ความสำคัญกับการบรรลุข้อตกลงระดับประวัติศาสตร์กับอิหร่านเพื่อเป็นผลงานชิ้นโบแดงของเขา และมองว่าการเดินหน้าทำสงครามของอิสราเอลในเลบานอนเป็นอุปสรรค แผนการของทรัมป์คือการใช้ "ซีเรีย" เป็นกันชนและผู้คุมกฎในเลบานอนแทน เพื่อแลกกับการถอนทหารของอิสราเอล ซึ่งจะช่วยตอบสนองความต้องการของอิหร่าน ในขณะที่ยังคงสามารถควบคุมกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ไว้ได้นั่นเอง
BREAKING: Lebanese health authorities have revised the death toll from the ongoing Israel-Hezbollah conflict to 3,826 killed and 11,851 wounded since March 2.
— Al Jazeera English (@AJEnglish) June 16, 2026
🔴 LIVE updates: https://t.co/DK7s8AQ6fa pic.twitter.com/MP1xBHlVRn