อนาคต? โครงการ "TH-AI Passport" ที่เดินหน้าต่อไปกับความเสี่ยงทางการเมืองของรัฐบาล จะเป็นอย่างไรต่อไป วิเคราะห์กับ รศ.ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล คณะนิติศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ #ThaiPBS #ตอบโจทย์ #รัฐบาล #THAI #Passport pic.twitter.com/u3QRyhDW3P
— Thai PBS (@ThaiPBS) June 16, 2026
https://x.com/ThaiPBS/status/2066898113739341908
.....
เพิ่มเติม
ข้อความทวีตจาก Thai PBS นี้กำลังพูดถึงประเด็นร้อนแรงในเดือนมิถุนายน 2569 เกี่ยวกับโครงการ "TH-AI Passport" ของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ซึ่งเป็นโครงการแจกสิทธิ์ใช้งาน AI ระดับ Pro/Premium (เช่น ChatGPT Plus, Gemini Advanced, Claude Pro) ให้กับคนไทยจำนวน 5 ล้านคน ควบคู่ไปกับแพลตฟอร์มฝึกทักษะการใช้งาน โดยใช้งบประมาณสูงถึง 1.6 พันล้านบาทจากกองทุนดีอี
แต่สิ่งที่รายการ "ตอบโจทย์" นำมาขยี้ร่วมกับ รศ.ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล (นักวิชาการกฎหมายชื่อดังจาก ม.ธรรมศาสตร์) คือเรื่อง "ความเสี่ยงทางการเมืองของรัฐบาล และอนาคตของโครงการนี้" ซึ่งหากวิเคราะห์ตามหลักรัฐศาสตร์และกฎหมายมหาชน สามารถสรุปประเด็นสำคัญได้ดังนี้ครับ:
3 ปมเสี่ยงทางการเมืองที่ "TH-AI Passport" กำลังเผชิญ
1. ความคุ้มค่าของงบประมาณ 1.6 พันล้านบาท (Value for Money)
โครงการนี้กำลังถูกสังคมและฝ่ายค้านตั้งคำถามอย่างหนักว่าเป็นการ "ตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ" หรือไม่ เนื่องจากเงิน 1.6 พันล้านบาท ถูกนำไปซื้อสิทธิ์ (License) จากบริษัทบิ๊กเทคต่างชาติ (เช่น OpenAI, Google, Anthropic) เพื่อให้คนไทยใช้ฟรีเป็นเวลา 1 ปี
มุมมองความเสี่ยง: ดร.ปริญญา มักจะเน้นย้ำเรื่องความโปร่งใสและการใช้เงินภาษีประชาชน หากครบ 1 ปีแล้วเงินหมด โครงการจบลงโดยที่ไทยไม่ได้สร้างโครงสร้างพื้นฐาน AI หรือโมเดลภาษาของตัวเอง (เช่น ThaiLLM) ขึ้นมาอย่างยั่งยืน รัฐบาลจะเผชิญข้อหาว่าใช้เงินงบประมาณเพื่อ "แจกของหวังผลทางการเมืองสไตล์ประชานิยม" มากกว่าการพัฒนาเทคโนโลยีที่ยั่งยืน
2. เสถียรภาพของรัฐบาลและนโยบายที่อาจ "สะดุด"
สถานการณ์การเมืองไทยมีความไม่แน่นอนสูง หากรัฐบาลเผชิญอุบัติเหตุทางการเมือง มีการปรับคณะรัฐมนตรี หรือเปลี่ยนตัวรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอี โครงการขนาดใหญ่ที่ยังอยู่ระหว่างกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง (Procurement) หรือเพิ่งเริ่มต้นในเดือนมิถุนายน 2569 นี้ อาจถูกสั่งชะลอ ตรวจสอบ หรือพับเก็บไปได้ง่ายๆ
3. ประเด็นข้อกฎหมายและธรรมาภิบาล (Governance & Privacy)
เมื่อเป็นโครงการรัฐที่ต้องเชื่อมต่อกับระบบยืนยันตัวตนของรัฐ (เช่น แอปทางรัฐ หรือ ThaID) เพื่อลงทะเบียนรับสิทธิ์ ย่อมหนีไม่พ้นคำถามเรื่อง:
ความเป็นส่วนตัวของข้อมูล (Data Privacy): ข้อมูลพฤติกรรมการใช้งาน AI ของประชาชน 5 ล้านคนจะถูกจัดเก็บอย่างไร? มีการรั่วไหลไปยังบริษัทต่างชาติหรือไม่?
ความโปร่งใสใน TOR: เงื่อนไขการประมูล (Terms of Reference) ที่กำหนดว่าต้องใช้ AI ระดับโลก 8-12 โมเดล เอื้อประโยชน์ให้เอกชนรายใดรายหนึ่งที่เป็นตัวกลาง (Aggregator) ในการดึง API เข้ามาหรือไม่ ซึ่งนี่เป็นจุดเสี่ยงทางกฎหมายที่ดร.ปริญญา มักให้ความสำคัญมาก
💡 บทสรุปของการวิเคราะห์: > โครงการ TH-AI Passport มีเจตนาที่ดีในการลดความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัลและเร่งการใช้ AI ในประเทศ (ซึ่งปัจจุบันไทยมีอัตราการใช้ AI ต่ำกว่าสิงคโปร์และเวียดนามมาก) แต่จุดตายทางการเมืองคือ "วิธีบริหารจัดการ" ที่เน้นการซื้อสิทธิ์แจกชั่วคราว หากรัฐบาลไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าเงิน 1.6 พันล้านนี้จะเปลี่ยนเป็น "ทักษะที่เพิ่มรายได้ให้ประชาชนได้จริง" โครงการนี้ก็อาจกลายเป็นชนวนเหตุให้รัฐบาลถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจ หรือถูกตรวจสอบจากองค์กรอิสระจนไปต่อได้ยากครับ