วันอาทิตย์, กรกฎาคม 19, 2569

ปักกิ่งพยายามเปลี่ยนเทพีแห่งท้องทะเลของไต้หวันให้กลายเป็นเครื่องมือของจีน โดยใช้ "มาจู่" (Mazu หรือที่คนไทยคุ้นเคยในชื่อ เจ้าแม่ทับทิม) ให้กลายเป็นเครื่องมือทางการเมือง เพื่อแทรกซึม ขยายอิทธิพล และผลักดันวาทกรรม "การรวมชาติอย่างสันติ" ในไต้หวัน

https://foreignpolicy.com/2026/07/17/china-taiwan-mazu-matsu-goddess-pilgrimage/

ปักกิ่งพยายามเปลี่ยนเทพีแห่งท้องทะเลของไต้หวันให้กลายเป็นเครื่องมือของจีน

จีนต้องการใช้ "มาจู่" (Mazu) เทพีโบราณ เพื่อผลักดันวาทกรรมเรื่องการรวมชาติ

นี่คือสรุปเนื้อหาสำคัญจากบทความ "Beijing Is Trying to Turn Taiwan’s Sea Goddess Into a Chinese Agent" (ปักกิ่งพยายามเปลี่ยนเทพีแห่งท้องทะเลของไต้หวันให้กลายเป็นเครื่องมือของจีน) ซึ่งเขียนโดย Ashish Valentine ในวารสาร Foreign Policy:

ภาพรวม

บทความนี้เปิดโปงกลยุทธ์ "พลังละมุน" (Soft Power) และการทำสงครามจิตวิทยาของพรรคคอมมิวนิสต์จีน (CCP) ที่พยายามเปลี่ยน "เจ้าแม่มาจู่" (หรือที่คนไทยคุ้นเคยในชื่อ เจ้าแม่ทับทิม) ให้กลายเป็นเครื่องมือทางการเมือง เพื่อแทรกซึม ขยายอิทธิพล และผลักดันวาทกรรม "การรวมชาติอย่างสันติ" ในไต้หวัน
ประเด็นสำคัญของบทความ

ความศรัทธาอันทรงพลังในไต้หวัน: เจ้าแม่มาจู่คือเทพีแห่งท้องทะเลที่มีผู้ศรัทธามากที่สุดในไต้หวัน (คิดเป็นเกือบ 60% ของประชากร หรือราว 10 ล้านคน) แม้ว่าวัฒนธรรมนี้จะหยั่งรากลึกในอัตลักษณ์ของคนไต้หวัน แต่ตามตำนานแล้ว มาจู่มีต้นกำเนิดมาจากหญิงสาวที่มีตัวตนจริงในศตวรรษที่ 10 จากมณฑลฝูเจี้ยน ประเทศจีน

การเปลี่ยนเทพีให้เป็น "ทูตแห่งสันติภาพ": เนื่องจากพรรคคอมมิวนิสต์จีนมีแนวคิดอเทวนิยม (ไม่เชื่อในพระเจ้า) และไม่สามารถซื้อใจคนไต้หวันด้วยอุดมการณ์คอมมิวนิสต์ได้ ฝ่ายแนวร่วมอาสา (United Front Work Department - UFWD) ของจีนจึงหันมาใช้ศาสนาแทน โดยตอกย้ำว่า "สองฝั่งช่องแคบคือครอบครัวเดียวกันที่มีรากเหง้าวัฒนธรรมร่วมกัน" และยกย่องมาจู่ว่าเป็น “เทพีแห่งสันติภาพประจำช่องแคบไต้หวัน”

ทัวร์แสวงบุญแฝงการเมือง: รัฐบาลจีนสนับสนุนงบประมาณมหาศาลให้กับกลุ่มเครือข่ายวัดในไต้หวัน จัดทัวร์แสวงบุญไปยังเกาะเม่ยโจว (บ้านเกิดของมาจู่ในจีน) โดยให้สิทธิพิเศษและส่วนลดราคาถูก เพื่อเปิดโอกาสให้เจ้าหน้าที่ระดับสูงของจีนได้กระทบไหล่ สร้างความสัมพันธ์ และล้างสมองแกนนำชุมชนรวมถึงผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งชาวไต้หวันโดยตรง

การใช้วาทกรรม "เลือกความสงบ ไม่เลือกสงคราม": จีนใช้ความเชื่อเรื่องมาจู่มาแทรกแซงการเมืองและการเลือกตั้งของไต้หวัน โดยโน้มน้าวให้กลุ่มผู้นำทางศาสนาในไต้หวันออกมาร่วมสวดมนต์และประกาศจุดยืนต่อต้านสงคราม (เช่น การขอดอกบัวไม่ให้ไต้หวันกลายเป็นสนามรบ) ซึ่งเป็นการกดดันทางอ้อมไม่ให้ประชาชนเลือกพรรคเสรีประชาธิปไตย (DPP) ที่มีแนวคิดรักชาติ และลดทอนความชอบธรรมในการสร้างความแข็งแกร่งทางการทหารของไต้หวัน

ความกระอักกระอ่วนของรัฐบาลไต้หวัน: รัฐบาลไต้หวันมองว่านี่คือภัยคุกคามใน "พื้นที่สีเทา" (Gray-zone tactics) และการเผยแพร่ข้อมูลบิดเบือน แต่การจะเข้าไปควบคุมหรือออกกฎหมายจำกัดการเดินทางไปแสวงบุญที่จีนทำได้ยากมาก เพราะจะถูกจีนและกลุ่มการเมืองฝ่ายค้านโจมตีทันทีว่า "ลบหลู่สิ่งศักดิ์สิทธิ์" และลิดรอนเสรีภาพทางศาสนา

บทสรุป

บทความชี้ให้เห็นว่า จีนไม่ได้ใช้แค่ขู่เข็ญทางทหาร (Hard Power) เท่านั้น แต่กำลังพยายามกลืนกินและทำลายจิตวิญญาณการต่อสู้ของไต้หวันจากภายใน โดยหยิบยืมความศรัทธาที่บริสุทธิ์ของประชาชนมาเป็นอาวุธในการทำให้การรวมชาติกลายเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้


(Gemini ช่วยสรุป)