
Nattharavut Kunishe Muangsuk
Yesterday
AI content
"มืด"
อดีตคนคุกบางกลุ่มคิดว่าการรวมกลุ่มออกไปกระทืบคนหมิ่นเบื้องสูงคือการเป็นคนดีกว่าใคร พวกเขาคิดว่า การปกป้องสถาบันคิอยอดบนสุดของความดีงาม จะทำเลวทำชั่วมาแค่ไหนไม่เป็นไร ปัจจุบันได้ไล่กระทืบคนที่ไม่รักสถาบันถิอว่าได้ล้างความผิดบาปทั้งหมด
หากเราคิดว่าวิธีคิดแบบนี้มันเพี้ยนที่สุดแล้ว จริงๆ เปล่าเลย อดีตคนคุกไม่ได้คิดซับซ้อนไปกว่าคนตรากฎหมาย และพวกมีอำนาจบังคับใชักฎหมาย ที่ทำให้กฎหมายอาญากลายเป็นขื่อแปบิดเบี้ยว
ลูกคนรวยตั้งใจขับรถชนตำรวจตายอนาถข้างถนน คนเมาขับรถชนคนตายเกลื่อน หรือปล้นฆ่าอุกอาจ ยังได้รับโอกาสประกันตัวออกมาสู้คดี แต่หากเขียน พูด หรือแสดงออกที่ถูกตีความว่าอาจผิดมาตรา 112 โดยที่ทั้งชีวิตไม่เคยเบียดเบียนใคร เป็นพ่อที่ดี เป็นลูกกตัญญู เป็นพลเมืองที่ดีมาตลอด ก็สามารถติดคุกทันทีโดยที่ยังไม่ไต่สวน และไม่ได้สิทธิ์ประกันตัวออกมาสู้คดีข้างนอก
เพราะสร้างเบ้าหลอมสังคมกันมาแบบนี้ ผลจึงบังเกิดแบบนี้ จากพวกตรากฎหมาย มันส่งผลถึงพวกอดีตคนคุกที่ตรรกะความคิดต่อเรื่องศีลธรรมความดีงาม มันสวนทางทุกศาสนาในโลกใบนี้ที่เขาสอนๆ กันทั้งหมด
.....
เพิ่มเติมจาก Gemini
ปรากฏการณ์ที่กล่าวถึงสะท้อนถึงสภาวะ "มืด" ทางสังคมและมิติทางจิตวิทยาที่ซับซ้อนได้อย่างแหลมคม ซึ่งในทางสังคมศาสตร์และจิตวิทยามีแง่มุมที่สามารถอธิบายพฤติกรรมลักษณะนี้ได้หลายประการ:
1. กลไกการฟอกความผิดผ่าน "มหาบุญ" (Moral Self-Licensing & Absolution)
เมื่อบุคคลมีตราบาปหรือปมในอดีต (เช่น การเคยเป็นผู้กระทำผิดกฎหมายหรือติดคุก) พวกเขามักแสวงหาการยอมรับจากสังคมและการปลดล็อกความรู้สึกผิดในใจ การสมาทานความเชื่อที่ถูกยกย่องว่าเป็น "ความดีขั้นสูงสุด" (Ultimate Good) ทำให้เกิดกลไกทางจิตวิทยามองว่า การกระทำเพื่อเป้าหมายนี้สามารถลบล้างความผิดในอดีตทั้งหมดได้ทันที โดยไม่จำเป็นต้องผ่านกระบวนการสำนึกผิดหรือแก้ไขที่ฐานรากจริง ๆ
2. การสร้างความชอบธรรมในการใช้ความรุนแรง (Sanctified Violence)
เมื่อเป้าหมายถูกยกระดับให้อยู่เหนือบรรทัดฐานทั่วไป ความรุนแรงจะถูกเปลี่ยนความหมายจาก "อาชญากรรม" ไปเป็น "ภารกิจปกป้องความถูกต้อง" ทำให้ผู้กระทำไม่รู้สึกผิด แต่กลับรู้สึกถึงความมีเกียรติ ยิ่งเมื่อเป็นการรวมกลุ่ม (Group Dynamics) ความรับผิดชอบต่อศีลธรรมส่วนบุคคลจะลดลง และถูกแทนที่ด้วยความฮึกเหิมของการเป็นกลุ่ม "ผู้พิทักษ์"
3. ความย้อนแย้งเชิงโครงสร้างและกฎหมาย
การไล่ทำร้ายผู้อื่นด้วยวิถีศาลเตี้ย (Vigilantism) โดยอ้างการปกป้องสถาบัน ถือเป็นความย้อนแย้งอย่างร้ายแรง เพราะ:
การละเมิดหลักนิติรัฐ: การใช้ความรุนแรงนอกระบบกฎหมายเป็นการทำลายระเบียบและหลักนิติธรรมที่รัฐพยายามรักษา
การสร้างผลกระทบสะท้อนกลับ: การทำร้ายความคิดที่แตกต่างไม่ได้ช่วยเปลี่ยนความเชื่อของคนอื่น แต่กลับสร้างความแปลกแยกและแรงต้านที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นในสังคม
ปรากฏการณ์ที่กลุ่มคนพยายามใช้ "ความจงรักภักดี" เป็นเกราะบดบังอาชญากรรมหรือสร้างอำนาจเหนือกฎหมาย ไม่เพียงแต่น่ากังวลในแง่ความปลอดภัยในชีวิตของผู้คนเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงรอยแตกร้าวในการจัดการความเห็นต่างและความยุติธรรมในสังคมด้วย
.....
.....
ปรากฏการณ์ที่กล่าวถึงสะท้อนถึงสภาวะ "มืด" ทางสังคมและมิติทางจิตวิทยาที่ซับซ้อนได้อย่างแหลมคม ซึ่งในทางสังคมศาสตร์และจิตวิทยามีแง่มุมที่สามารถอธิบายพฤติกรรมลักษณะนี้ได้หลายประการ:
1. กลไกการฟอกความผิดผ่าน "มหาบุญ" (Moral Self-Licensing & Absolution)
เมื่อบุคคลมีตราบาปหรือปมในอดีต (เช่น การเคยเป็นผู้กระทำผิดกฎหมายหรือติดคุก) พวกเขามักแสวงหาการยอมรับจากสังคมและการปลดล็อกความรู้สึกผิดในใจ การสมาทานความเชื่อที่ถูกยกย่องว่าเป็น "ความดีขั้นสูงสุด" (Ultimate Good) ทำให้เกิดกลไกทางจิตวิทยามองว่า การกระทำเพื่อเป้าหมายนี้สามารถลบล้างความผิดในอดีตทั้งหมดได้ทันที โดยไม่จำเป็นต้องผ่านกระบวนการสำนึกผิดหรือแก้ไขที่ฐานรากจริง ๆ
2. การสร้างความชอบธรรมในการใช้ความรุนแรง (Sanctified Violence)
เมื่อเป้าหมายถูกยกระดับให้อยู่เหนือบรรทัดฐานทั่วไป ความรุนแรงจะถูกเปลี่ยนความหมายจาก "อาชญากรรม" ไปเป็น "ภารกิจปกป้องความถูกต้อง" ทำให้ผู้กระทำไม่รู้สึกผิด แต่กลับรู้สึกถึงความมีเกียรติ ยิ่งเมื่อเป็นการรวมกลุ่ม (Group Dynamics) ความรับผิดชอบต่อศีลธรรมส่วนบุคคลจะลดลง และถูกแทนที่ด้วยความฮึกเหิมของการเป็นกลุ่ม "ผู้พิทักษ์"
3. ความย้อนแย้งเชิงโครงสร้างและกฎหมาย
การไล่ทำร้ายผู้อื่นด้วยวิถีศาลเตี้ย (Vigilantism) โดยอ้างการปกป้องสถาบัน ถือเป็นความย้อนแย้งอย่างร้ายแรง เพราะ:
การละเมิดหลักนิติรัฐ: การใช้ความรุนแรงนอกระบบกฎหมายเป็นการทำลายระเบียบและหลักนิติธรรมที่รัฐพยายามรักษา
การสร้างผลกระทบสะท้อนกลับ: การทำร้ายความคิดที่แตกต่างไม่ได้ช่วยเปลี่ยนความเชื่อของคนอื่น แต่กลับสร้างความแปลกแยกและแรงต้านที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นในสังคม
ปรากฏการณ์ที่กลุ่มคนพยายามใช้ "ความจงรักภักดี" เป็นเกราะบดบังอาชญากรรมหรือสร้างอำนาจเหนือกฎหมาย ไม่เพียงแต่น่ากังวลในแง่ความปลอดภัยในชีวิตของผู้คนเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงรอยแตกร้าวในการจัดการความเห็นต่างและความยุติธรรมในสังคมด้วย
.....


Pod Nathaphob
18 hours ago
·
เหตุการณ์กลุ่มอันธพาล ตั้งต้นเป็นศาลเตี้ยทุกครั้ง เราควรไว้อาลัยให้กับกระบวนการทางกฎหมายและยุติธรรมของประเทศไทย ที่ไม่เคยเอาผิดคนพวกนี้ได้ บทลงโทษมันเบาหวิว จนคนเหล่านี้ได้ใจ ออกมาใช้ความรุนแรงอย่างสม่ำเสมอ โดยไม่ต้องแคร์เสียประจานจากสังคม
.
คือถ้ากับกลุ่มอันธพาลแบบนี้ กฎหมายยังไม่สามารถจัดการทำอะไรได้ ก็อย่าหวังเลยว่ากฎหมายประเทศนี้จะสามารถเอาผิดผู้มีอำนาจ คนโกง คนคอรัปชั่นได้
.
ถ้าสังเกตให้ดีจะพบว่า กลุ่มที่รวมตัวกันออกมาทำร้ายร่างกายคนอื่นๆ นั้น ในนามของการปกป้องชาติหรือสถาบัน พวกเขาใช้สถาบันเหล่านี้เป็นใบเบิกทางในการใช้ความรุนแรง ที่ไม่เคยมีเจ้าหน้าที่รัฐ หรือกฎหมายเอาผิด หรือยับยั้งการกระทำของคนเหล่านี้ได้ คนพวกนี้คือเครือข่ายเดียวกันทั้งสิ้น จะขอยกตัวอย่างให้เห็นภาพและความเชื่อมโยงของคนกลุ่มพวกนี้ ผ่านเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น
.
1
เหตุการณ์บุกทำร้ายร่างกายบุคคลหนึ่งถึงห้องพักส่วนตัวของเขา หนึ่งในสมาชิกที่เป็นตัวตั้งตัวตีมีชื่อว่า 'กุ้ง สป.' เขาเคยเป็นหนึ่งในสมาชิกกลุ่มไทยไม่ทน ของ เต้ อาชีวะ ที่ก็ตั้งตนเป็นศาลเตี้ยเช่นกัน ในการออกล่าแรงงานข้ามชาติ แต่สุดท้ายผิดใจกัน มีครั้งหนึ่งพยายามออกมาแฉกันเรื่องการรับผลประโยชน์จากแรงงานข้ามชาติ ทำให้กุ้ง สป. แยกกลุ่มออกมา แต่ก็ยังทำพฤติกรรมใช้ความรุนแรงเหมือนเดิม
.
2
ย้อนกลับไปไม่นานในปีนี้ เหตุการณ์เมื่อต้นปีถ้าทุกคนยังไม่ลืม กรณีของ "เฮียตี๋" หรือ นายไอยวัฒน์ ฐิติวัฒนกนก ที่มีคลิปทำร้ายร่างกายหนุ่มกะเหรี่ยงจนกลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในสังคม และเช่นเคย เอียตี๋ เป็นกลุ่มเดียวกันกับ 'ไทยไม่ทน' ของ เต้ อาชีวะ รู้ไหมว่าหลังเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้น ล่าสุดเมื่อไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา เฮียตี๋ เพิ่งลงมือใช้ความรุนแรง ยกพวกไปทำร้ายร่างกายกลุ่มแรงงานข้ามชาติอีกครั้ง โดยได้รับเสียงเชียร์จากคนไทย ที่มองว่าเขาทำไปเพื่อปกป้องคนในชาติ
.
3
ตัวเต้ อาชีวะ เอง ถ้าคุณติดตามเพจของเขาก็จะพบว่า มีการใช้พฤติกรรมข่มขู่ คุกคาม และออกกวาดล้างแรงงานข้ามชาติ โดยใช้ความรุนแรงมาโดยตลอด แต่มีใบผ่านทางด้วยคำว่าปกป้องคนไทย โดยที่ไม่ต้องสนใจวิธีการทางกฎหมาย ยกตัวอย่างเช่น 13 พ.ค. 68 ชาวกัมพูชา ได้นำคลิปหลักฐานที่ถูกทำร้ายร่างกายเดินทางมาพบพนักงานสอบสวน โดยแจ้งว่า เมื่อวันที่ 11 พ.ค. 68 ได้มีอินฟูลฯ ชื่อดัง "เต้ อาชีวะ" และ "กุ้ง สป." พร้อมพวก ประมาณ 5-6 คน เข้ามาทำร้ายร่างกาย
.
4
โดยตัวเต้ อาชีวะนั้นก็เป็นเครือข่ายร่วมกับกลุ่มปกป้องสถาบัน นำโดย อานนท์ กลิ่นแก้ว และ ทรงชัย เนียมหอม ประธานประชาภักดิ์พิทักษ์สถาบัน เมื่อวันที่ 5 เม.ย. 2568 พวกเขาได้พยายามกรูกันมาทำร้ายร่างกายนายวีระ แสงทอง นักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิของกลุ่มแรงงานข้ามชาติที่หน้าอาคารสหประชาชน ขณะกำลังเดินมายื่นจดหมาย
.
ไม่ว่าคุณจะรังเกลียด ไม่เห็นด้วย กับกลุ่มคนที่ถูกทำร้ายร่างกายอย่างไรก็ตาม แต่การยังคงสนับสนุนคนเหล่านี้ คือการสนับสนุนให้บ้านเมืองไม่จำเป็นต้องมีกฎหมาย เป็นการยอมรับกลายๆ ว่าสังคมไทยนิยมใช้ความรุนแรงในการจัดการปัญหา ผมคิดว่าพูดอย่างนี้ได้ เพราะคนเหล่านี้ใช้วิธีการรุนแรงเช่นนี้มาเนิ่นนานแล้ว อย่างน้อยๆ ก็ตั้งแต่ปี 2565 ที่กลุ่มสมาชิก "อาชีวะปกป้องสถาบัน" หรือก็คือเครือข่ายเดียวกันกับคนด้านบน รุมทำร้ายร่างกายพี่ยา หรือ นายณัฐพล พันธ์พงษ์สานนท์ ช่างภาพข่าวอิสระ บริเวณหน้าร้านแมคโดนัลด์ สาขาราชดำเนิน จนถึงตอนนี้คนทำก็ยังคงลอยหน้าลอยตา ไปทำร้ายร่างกายคนอื่นๆ ได้ต่อไปโดยไม่ต้องรับโทษ
.
กระบวนการทางกฎหมาย กำลังเปิดทางและเป็นเยี่ยงอย่างให้คนอื่นๆ เห็นว่า ในประเทศนี้เราสามารถใช้กำลังทำร้ายคนอื่นได้ อย่างเสรี หากเราทำในนามของการปกป้องสิ่งใดสิ่งหนึ่งอย่างนั้นจริงๆ ใช่หรือไ่ม่
.
แต่พูดไปก็เท่านั้น วันนี้เป็นกระแส คนพวกนี้ก็แค่รอให้กระแสซาลง และเดี๋ยวก็ใช้วิธีการเดิมๆ ไปทำร้ายร่างกายคนอื่นต่อไป โดยที่ไม่ใครเอาผิดพวกเขาได้ เต็มที่ก็แค่ออกมาขอโทษสังคม ทุกคนก็พร้อมให้อภัยและลืมกันได้แล้ว
https://www.facebook.com/photo/?fbid=27559785220382352&set=a.246721065448803