วันเสาร์, กรกฎาคม 25, 2569

แถลงการณ์ มูลนิธิอไซลัม แอคเซส ประเทศไทย (Asylum Access Thailand: AAT) เรื่อง ขอให้รัฐบาลไทยทบทวนร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการเนรเทศ พ.ศ. .... เพื่อให้สอดคล้องกับหลักการห้ามผลักดันกลับและพันธกรณีด้านสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศที่ประเทศไทยผูกพันอยู่

https://www.facebook.com/aatthai/posts/1087501820518372

Asylum Access Thailand 
July 21
·

แถลงการณ์ มูลนิธิอไซลัม แอคเซส ประเทศไทย (Asylum Access Thailand: AAT) เรื่อง ขอให้รัฐบาลไทยทบทวนร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการเนรเทศ พ.ศ. .... เพื่อให้สอดคล้องกับหลักการห้ามผลักดันกลับและพันธกรณีด้านสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศที่ประเทศไทยผูกพันอยู่
สืบเนื่องจากมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2569 ที่เห็นชอบในหลักการร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการเนรเทศ พ.ศ. .... AAT ขอแสดงความกังวลอย่างยิ่งต่อข้อมูลที่ปรากฎในการแถลงข่าวและเอกสารสรุปข่าวการประชุมคณะรัฐมนตรีที่เผยแพร่ต่อสาธารณะในวันดังกล่าว และขอเรียกร้องให้รัฐบาลจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นจากผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายระหว่างประเทศและภาคประชาสังคมที่ทำงานด้านที่เกี่ยวข้อง เพื่อจัดทำร่างระเบียบก่อนประกาศใช้ โดยให้สอดคล้องกับพันธกรณีด้านสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศและกฎหมายภายในของประเทศไทย รวมทั้งกำหนดหลักประกันที่เพียงพอในการคุ้มครองบุคคลที่อาจมีความต้องการความคุ้มครองระหว่างประเทศ โดยเฉพาะผู้ลี้ภัยและผู้แสวงหาที่พักพิง
อ่านแถลงการณ์ฉบับเต็ม https://drive.google.com/.../1ugsND9qcb9MZds3m8imhNPrm8fs...
.....


สรุปสาระสำคัญจากแถลงการณ์ความยาว 6 หน้า ของมูลนิธิอไซลัม แอคเซส ประเทศไทย (AAT) ซึ่งออกมาตอบโต้หลังจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบในหลักการร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการเนรเทศ พ.ศ. .... ได้ดังนี้

1. ที่มาและข้อกังวลหลักของ AAT

AAT แสดงความกังวลอย่างยิ่งว่า ร่างระเบียบเนรเทศฉบับใหม่ที่มุ่งเน้นการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติและความรวดเร็วในการส่งกลับต่างด้าวนั้น "ขาดกลไก คุ้มครองผู้ลี้ภัยและผู้แสวงหาที่พักพิง" ซึ่งอาจสุ่มเสี่ยงต่อการละเมิดหลักกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศอย่างร้ายแรง

2. ประเด็นความเสี่ยงและช่องว่างทางกฎหมาย

ขัดต่อหลักการห้ามผลักดันกลับ (Non-Refoulement): * แม้ไทยไม่ได้เป็นภาคีอนุสัญญาผู้ลี้ภัย ค.ศ. 1951 แต่หลักการนี้ถือเป็นกฎหมายจารีตประเพณีระหว่างประเทศ และถูกระบุไว้ใน พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ พ.ศ. 2565 (มาตรา 13) ซึ่งมีศักดิ์ทางกฎหมายสูงกว่าระเบียบสำนักนายกฯ

ไม่มีข้อยกเว้นสำหรับผู้ได้รับสถานะคุ้มครอง: * ร่างระเบียบฯ กำหนดฐานความผิดกว้างๆ 6 ข้อ (เช่น เข้าเมืองผิดกฎหมาย หรือทำงานโดยไม่มีใบอนุญาต) โดยไม่มีข้อยกเว้นให้แก่ผู้ที่ผ่านกระบวนการคัดกรองแห่งชาติ (NSM) หรือผู้ที่ได้รับการรับรองสถานะผู้ลี้ภัยจาก UNHCR

เงื่อนไข "ความล่าช้าของประเทศที่สาม": * ร่างระเบียบระบุว่าหากประเทศที่สามดำเนินการส่งตัวล่าช้า อาจถูกตีความว่าเป็นการ "ไม่มีความจริงใจ" และให้สั่งเนรเทศบุคคลนั้นกลับประเทศต้นทางได้ทันที

ขาดการตรวจสอบโดยศาลและประเมินความปลอดภัย: * ไม่มีกลไกการทบทวนโดยองค์กรตุลาการก่อนบังคับใช้คำสั่งเนรเทศ และขาดการประเมินอันตรายในประเทศปลายทางสำหรับกลุ่มบุคคลไร้รัฐไร้สัญชาติ

3. กรณีศึกษา: ผู้ฝึกฝ่าหลุนกงกับความเสี่ยงที่เป็นรูปธรรม

AAT ยกกรณีตัวอย่างของผู้ฝึกฝ่าหลุนกงชาวจีนในไทยที่ถูกสกัดกั้นไม่ให้เดินทางไปตั้งถิ่นฐานใหม่ ณ ประเทศแคนาดา มาสะท้อนให้เห็นว่า:

หากนำเงื่อนไขเรื่อง "ความล่าช้า/ความไม่จริงใจของประเทศที่สาม" มาใช้ บรรดาผู้ลี้ภัยทางการเมืองหรือผู้ถูกกดขี่ทางศาสนาอย่างกลุ่มฝ่าหลุนกง จะตกอยู่ในความเสี่ยงสูงมากที่จะถูกส่งกลับไปเผชิญการทรมาน การคุมขัง หรืออันตรายถึงชีวิตในประเทศบ้านเกิด

4. ข้อเรียกร้องสำคัญของ AAT

  1. ให้ชะลอการประกาศใช้ ร่างระเบียบฯ ไว้ก่อน เพื่อจัดรับฟังความคิดเห็นจากผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายระหว่างประเทศและภาคประชาสังคม
  2. ระบุข้อยกเว้นอย่างชัดเจน ไม่ให้ใช้คำสั่งเนรเทศกับผู้ลี้ภัย ผู้แสวงหาที่พักพิง หรือบุคคลที่อยู่ระหว่างกระบวนการคัดกรอง
  3. ตัดเงื่อนไข เรื่องความล่าช้าของประเทศที่สามออก
  4. เพิ่มกลไกตรวจสอบโดยศาล เพื่อรับประกันว่าไม่มีใครถูกเนรเทศไปเผชิญอันตรายจากการทรมานหรือการบังคับสูญหาย