อ.สมชัยชี้ อนุทินใจกว้าง แต่ไปสั่งฟ้องหมิ่นประมาทยิ่งชีพ แบบนี้ไม่สง่างาม #อนุทิน #ฮั้วสว #ไอลอว์ #การเมือง #TheStandardNow pic.twitter.com/YNeYIOSI2v
— THE STANDARD (@thestandardth) July 23, 2026
https://x.com/thestandardth/status/2080276134101401835
.....
ขยายความประเด็น "ความไม่สง่างาม" ในทางรัฐศาสตร์ และหลักธรรมมาภิบาลของการบริหารบ้านเมือง (Good Governance) สามารถเจาะลึกได้ใน 2 มิติหลัก ดังนี้
1. ด่านความอดทนและบรรทัดฐานของบุคคลสาธารณะ (Public Figure Standard)
ในสังคมประชาธิปไตย ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองระดับสูง เช่น รัฐมนตรี หรือหัวหน้าพรรคการเมือง ถือเป็น "บุคคลสาธารณะ" (Public Figure) ที่ใช้อำนาจรัฐและเงินภาษีของประชาชน ดังนั้น หลักการพื้นฐานทางกฎหมายและสากลจึงกำหนดไว้ว่า:
ขอบเขตการถูกตรวจสอบที่กว้างกว่าประชาชนทั่วไป: บุคคลสาธารณะต้องมีความอดทนต่อการถูกวิพากษ์วิจารณ์ (Tolerance Threshold) สูงกว่าคนธรรมดา เพราะการกระทำ คำพูด หรือนโยบายของนักการเมืองส่งผลกระทบต่อคนหมู่มาก
ข้อกล่าวหาเรื่อง "กลัวการตรวจสอบ": เมื่อมีการใช้คดีหมิ่นประมาททางอาญา (ซึ่งมีโทษถึงจำคุก) ตอบโต้ข้อติชมหรือการตั้งคำถาม สังคมจะมองว่าเป็นการแสดงออกถึงความ "ใจแคบ" และเป็นการส่งสัญญาณว่าผู้มีอำนาจไม่พร้อมเปิดรับการตรวจสอบที่แหลมคม
ลดทอนสปิริตทางการเมือง: คำว่า "สง่างาม" ในบริบทนี้ หมายถึงการชี้แจงด้วยข้อเท็จจริง นำหลักฐานมาหักล้าง หรือใช้เวทีสาธารณะในการสร้างความเข้าใจ การเลือกลัดขั้นตอนไปใช้กระบวนการยุติธรรมทางอาญาเพื่อเอาผิดคู่กรณี จึงถูกมองเป็นการหลีกเลี่ยงการชี้แจงเชิงนโยบายหรือข้อเท็จจริงในพื้นที่สาธารณะ
2. ความเหลื่อมล้ำทางอำนาจและการใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือ (Asymmetry of Power & Lawfare)
ความไม่สง่างามในข้อนี้สะท้อนผ่านปรากฏการณ์ที่เรียกว่า "SLAPP" (Strategic Lawsuit Against Public Participation) หรือการฟ้องคดียุทธศาสตร์เพื่อระงับการมีส่วนร่วมของสาธารณชน ซึ่งมีมิติความเหลื่อมล้ำ ดังนี้:
มิติการเปรียบเทียบ
ทรัพยากรและทุน
ผู้มีอำนาจ / นักการเมืองระดับสูง
มีทีมกฎหมายประจำ มีทุนทรัพย์ และอาจเข้าถึงทรัพยากร/อำนาจรัฐ
ประชาชน / NGO / นักเคลื่อนไหว
มีงบประมาณจำกัด ต้องใช้เงินและเวลาส่วนตัวในการสู้คดี
ผลกระทบจากการถูกฟ้อง
ผู้มีอำนาจ / นักการเมืองระดับสูง
การขึ้นศาลไม่กระทบต่อชีวิตประจำวันหรือฐานะทางการเงินอย่างมีนัยสำคัญ
ประชาชน / NGO / นักเคลื่อนไหว
เกิดภาระทางคดี (Chilling Effect) ความเครียด และต้องสูญเสียเวลาทำงาน
เป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์
ผู้มีอำนาจ / นักการเมืองระดับสูง
ไม่ได้มุ่งหวังชนะคดีเสมอไป แต่อาจมุ่งสร้างภาระให้คู่กรณีหยุดพูด
ประชาชน / NGO / นักเคลื่อนไหว
ถูกบีบให้ต้องเงียบหรือลดระดับการตรวจสอบลงเพื่อหลีกเลี่ยงคดีความ
การสร้าง Chilling Effect (สภาวะแช่แข็งการแสดงออก): เมื่อนักการเมืองระดับรัฐมนตรีฟ้องร้องนักเคลื่อนไหวชื่อดัง ผลลัพธ์ไม่ได้เกิดขึ้นแค่กับตัวจำเลยเท่านั้น แต่เป็นการ "ส่งสัญญาณเตือน" ไปยังประชาชนทั่วไป ศิลปสื่อมวลชน และ NGO อื่นๆ ว่า หากคิดจะวิจารณ์หรือตรวจสอบ อาจต้องเจอภาระทางกฎหมายในลักษณะเดียวกัน
การขัดกันของหลักนิติธรรม: การใช้อำนาจและกฎหมายที่เหลื่อมล้ำกันอย่างเห็นได้ชัด ทำให้ภาพลักษณ์ของผู้ฟ้องถูกมองว่าเป็นการ "ข่มเหงผู้ที่ด้อยอำนาจกว่า" มากกว่าการปกป้องเกียรติยศและศักดิ์ศรีตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย