วันศุกร์, กรกฎาคม 24, 2569

กับดักทางประวัติศาสตร์: ทรัมป์ต้องฝ่าอาถรรพ์ประวัติศาสตร์เพื่อยุติสงครามกับอิหร่าน แทบไม่เคยมีประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนใดสามารถยุติสงครามที่ตนเองก่อขึ้นและตกอยู่ในภาวะชะงักงันได้สำเร็จ


https://foreignpolicy.com/2026/07/21/trump-end-iran-war-history/

บทวิเคราะห์ของ Will Walldorf ชิ้นนี้สะท้อน "กลยุทธ์ทางปัญญา" (Intellectual Trap) ที่ผู้นำสหรัฐฯ มักตกเป็นเหยื่อเมื่อเข้าสู่สงคราม

จุดเน้นสำคัญของ Walldorf คือการชี้ให้เห็นว่าทำไมการ "สั่งเริ่ม" สงครามถึงทำได้ง่าย แต่การ "สั่งจบ" ในขณะที่สถานการณ์ติดหล่มกลับเป็นเรื่องที่แทบจะเป็นไปไม่ได้ตามประวัติศาสตร์การเมืองการทหารของสหรัฐฯ

3 ปัจจัยหลักที่สร้าง "อาถรรพ์" ติดหล่มสงคราม

ความกลัวสูญเสียภาพลักษณ์ (Political Cost of Looking Weak): เมื่อสถานการณ์เริ่มชะงักงัน ผู้นำสหรัฐฯ มักถูกกดดันจากกลุ่มเหยี่ยวทางการเมือง (Hawks) และคู่แข่งฝั่งตรงข้าม การยอมถอยหรือยอมประนีประนอมมักถูกมองว่าเป็นการ "พ่ายแพ้" หรือ "อ่อนแอ" ทำให้ผู้นำเลือกที่จะ "เพิ่มระดับการตอบโต้" (Escalation) มากกว่าการหาทางลงทางทูต

กับดักต้นทุนที่จมไปแล้ว (Sunk-Cost Fallacy): ยิ่งเสียทรัพยากร ทหาร หรือความน่าเชื่อถือไปมากเท่าไร ผู้นำยิ่งรู้สึกว่าต้อง "ชนะ" ให้ได้เพื่อคุ้มค่ากับสิ่งที่สูญเสียไป นำไปสู่การตั้งข้อเรียกร้องแบบสูงสุด (Maximalist Demands) เช่น การยอมจำนนโดยไม่มีเงื่อนไข ซึ่งยิ่งปิดทางรอดในการเจรจาของฝั่งตรงข้าม

กลไกอำนาจและโครงสร้างความมั่นคง (The Military-Industrial Complex): แรงส่งจากกองทัพและอุตสาหกรรมความมั่นคงมักผลักดันให้ใช้มาตรการทางทหารต่อไปเรื่อยๆ โดยเชื่อว่า "การโจมตีระลอกถัดไป" จะสร้างอำนาจต่อรองที่เหนือกว่า ทั้งที่ในความเป็นจริง คู่กรณีมักปรับตัวและต้านทานได้ยาวนานกว่าที่คาด
สิ่งที่ทรัมป์ต้องฝ่าไปให้ได้หากต้องการ "แหกกฎประวัติศาสตร์"

ข้อเสนอของ Walldorf ชี้ว่า หากประธานาธิบดีทรัมป์ต้องการยุติความขัดแย้งกับอิหร่านโดยไม่ให้กลายเป็น "สงครามไร้จุดสิ้นสุด" (Forever War) เขาจำเป็นต้อง:

กล้าปฏิเสธข้อเรียกร้องสุดโต่ง: ยอมรับข้อตกลงที่ยืดหยุ่นและเป็นไปได้จริง แทนการบีบบังคับให้คู่กรณีจำนนอย่างสมบูรณ์

ต้านทานแรงกดดันภายใน: มองข้ามเสียงวิจารณ์จากกลุ่มฝ่ายขวาหรือกลุ่มเหยี่ยวที่สนับสนุนการขยายสงคราม

ใช้ทางการเมืองนำการทหาร: นำการปิดล้อมหรือมาตรการลงโทษทางเศรษฐกิจมาเป็นเครื่องมือเปิดทางสู่การเจรจา ไม่ใช่ใช้เป็นเป้าหมายในตัวเอง



ในการวิเคราะห์ของ Will Walldorf เขาสะท้อนภาพการเมืองระหว่างประเทศโดยดึงกรณีศึกษาจาก สงครามเวียดนาม (Vietnam War) และ สงครามอิรัก (Iraq War) มาเปรียบเทียบกับความขัดแย้งกับอิหร่านอย่างชัดเจน เพื่อชี้ให้เห็นว่าทำไมสหรัฐฯ มักจะ "ติดหล่ม" ในสงครามที่ตนเองเป็นผู้เริ่ม

1. เปรียบเทียบกับ "สงครามเวียดนาม": กับดักทฤษฎีโดมิโนและการเสียหน้า

ในกรณีเวียดนาม Walldorf ชี้ให้เห็นถึงความเชื่อมโยงในประเด็นหลักๆ ดังนี้:

จุดเริ่มจากความประเมินต่ำไป: ประธานาธิบดีลินดอน บี. จอห์นสัน (LBJ) เริ่มต้นด้วยการส่งที่ปรึกษาทางการทหารและการโจมตีทางอากาศจำกัดพื้นที่ โดยเชื่อว่าแสนยานุภาพที่เหนือกว่าของสหรัฐฯ จะบีบให้เวียดนามเหนือยอมจำนนได้อย่างรวดเร็ว

กลัวโดมิโนล้มและการพ่ายแพ้ทางการเมือง: เมื่อสถานการณ์ไม่เป็นไปตามคาด ทั้ง LBJ และริชาร์ด นิกสัน ในเวลาต่อมา กลับไม่สามารถถอนตัวได้ เพราะกลัวโดมิโนความมั่นคงล้มและกลัวถูกตราหน้าว่า "ทำเสียเวียดนาม" (Losing Vietnam) ให้กับฝ่ายคอมมิวนิสต์

การยกระดับแบบไม่จบสิ้น: สหรัฐฯ ยิ่งเพิ่มกำลังพล ยิ่งทิ้งระเบิดหนักขึ้น แต่ยิ่งทำให้ฝ่ายตรงข้ามมีเจตจำนงในการต่อสู้สืบเนื่องยาวนาน จนกลายเป็นสงครามยืดเยื้อนานนับทศวรรษ

การเปรียบเทียบกับปัจจุบัน: Walldorf มองว่าความขัดแย้งกับอิหร่านมีรูปแบบคล้ายกัน—รัฐบาลสหรัฐฯ เริ่มต้นด้วยมาตรการกดดันขั้นสูงสุด (Maximum Pressure) และการโจมตีทางอากาศ แต่เมื่ออิหร่านไม่ยอมจำนน การถอยกลับทันทีจะทำให้ฝ่ายบริหารถูกกดดันว่า "อ่อนข้อให้อิหร่าน" นำไปสู่การปิดล้อมและยกระดับอย่างต่อเนื่อง

2. เปรียบเทียบกับ "สงครามอิรัก": ข้อเรียกร้องสูงสุดและจินตนาการเรื่องการเปลี่ยนระเบียบ

ในกรณีสงครามอิรัก ปี 2003 Walldorf ดึงบทเรียนสำคัญมาเปรียบเทียบดังนี้:

ตั้งเป้าหมายที่เอาชนะไม่ได้ง่ายๆ (Maximalist Demands): รัฐบาลจอร์จ ดับเบิลยู. บุช ไม่ได้ต้องการแค่การปลดอาวุธ แต่ต้องการ "เปลี่ยนระเบียบปกครอง" (Regime Change) และถอนรากถอนโคนพรรคบาธ ซึ่งเป็นการตั้งเป้าแบบสุดโต่งจนไร้พื้นที่ให้เจรจา

มายาคติเรื่อง "กู้ชาติง่ายๆ": วอชิงตันประเมินความสามารถในการสร้างเสถียรภาพหลังสงครามสูงเกินไป เมื่อเกิดภาวะสูญญากาศและสงครามกลางเมือง สหรัฐฯ จึงต้องติดหล่มอยู่เพื่อจัดการความวุ่นวายที่ตนเองสร้างขึ้น

ต้นทุนจมที่ส่งผลถึงเศรษฐกิจ: สงครามอิรักสูญเสียทั้งงบประมาณและชีวิตทหารมหาศาล จนฝ่ายบริหารไม่สามารถยอมรับความล้มเหลวได้ง่ายๆ ทำให้ต้องคงกำลังทหารไว้ยาวนาน (The Surge)

การเปรียบเทียบกับปัจจุบัน: การบีบบังคับให้อิหร่านยอมจำนนโดยสมบูรณ์ หรือการหวังล้มล้างระเบียบการปกครองในธีฮะราน เป็นข้อเรียกร้องที่ "สุดโต่งเกินจริง" เช่นเดียวกับในอิรัก ซึ่งทำให้คู่กรณีไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องสู้จนถึงที่สุด

สรุป: สิ่งที่ Walldorf ชี้ว่าเป็น "บทเรียนที่ต้องแหกกฎ"
เป้าหมาย (Goals)

สงครามเวียดนาม / อิรัก
ต้องการชัยชนะเด็ดขาด / ล้มระเบียบเดิม

สิ่งที่ Walldorf เสนอสำหรับอิหร่าน
ปรับเป้าหมายให้เป็นจริง ยอมรับข้อตกลงต่างตอบแทน (Give-and-Take)

กลยุทธ์ (Strategy)

สงครามเวียดนาม / อิรัก
กดดันและยกระดับทางทหารเมื่อติดหล่ม

สิ่งที่ Walldorf เสนอสำหรับอิหร่าน
ใช้ทางทูตนำการทหาร ยอมเปิดเส้นทางลงให้อีกฝ่าย

การเมืองภายใน (Domestic Politics)

สงครามเวียดนาม / อิรัก
สยบยอมต่อกลุ่มเหยี่ยว กลัวถูกมองว่าอ่อนแอ

สิ่งที่ Walldorf เสนอสำหรับอิหร่าน
ท้าทายกลุ่มเหยี่ยว กล้าขัดกระแสการเมืองเพื่อจบสงคราม

Walldorf สรุปว่า ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ส่วนใหญ่มักตกเป็นเหยื่อของ "ความหวังว่าการโจมตีระลอกถัดไปจะบีบให้อีกฝ่ายยอมแพ้" ซึ่งในประวัติศาสตร์ตั้งแต่เวียดนามจนถึงอิรัก สมมติฐานนี้ไม่เคยเกิดขึ้นจริง และหากโดนัลด์ ทรัมป์ ไม่กล้าตัดใจถอยหรือยอมรับข้อตกลงทางการทูตที่ประนีประนอม ความขัดแย้งกับอิหร่านก็มีแนวโน้มจะกลายเป็น "สงครามไร้จุดสิ้นสุด" (Forever War) อีกครั้ง