วันจันทร์, กรกฎาคม 20, 2569

เงินเดือนนักการเมืองไทย หลายตำแหน่งทะลุแสน แต่แช่แข็งเงินตอบแทน ผู้ช่วยส.ส. ประเทศอื่นเป็นเช่นนี้หรือไม่ ไม่มีสวัสดิการ ไม่มีประกันสังคม ไม่มีสิทธิ์ใดๆเลยในการรักษาพยาบาล ผู้ช่วยสส.ไม่มี OT ไม่มีเบี้ยประชุม แต่เบื้องหลังแทบๆทุกอย่างที่สส.เอามาพูดในสภา เกิดจากทีมงานรวมถึงผู้ช่วยสส.







https://x.com/P_23_10/status/2078693288211787801
.....

ขอให้ AI รวบรวม

ในต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศประชาธิปไตยตะวันตกที่มีระบบรัฐสภาเข้มแข็ง ระบบการจ่ายเงินเดือนและงบประมาณสำหรับ "ผู้ช่วย ส.ส." (Parliamentary Staff / Staffers) มีความแตกต่างจากประเทศไทยอย่างสิ้นเชิงค โดยส่วนใหญ่จะ ไม่ได้ใช้ระบบ "แช่แข็ง" เงินเดือนรายบุคคลเป็นอัตราคงที่ตายตัวยาวนาน 14 ปี เหมือนบ้านเรา แต่ใช้ระบบ "งบประมาณก้อน (Staffing Allowance)" และมีสวัสดิการรองรับอย่างเป็นระบบ

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจน ขอเทียบเคียงกับประเทศต้นแบบระบบรัฐสภาและประเทศพัฒนาแล้ว ดังนี้:

1. สหรัฐอเมริกา (United States)

ในสภาคองเกรส สหรัฐฯ จะไม่มีการล็อกเงินเดือนผู้ช่วย ส.ส. เป็นอัตราตายตัวจากส่วนกลาง แต่ใช้วิธี จัดสรรงบประมาณบุคลากรเป็นก้อนใหญ่ (Members’ Representational Allowance - MRA) ให้ ส.ส. แต่ละคนไปบริหารจัดการเอง

การปรับตามค่าครองชีพ: งบประมาณก้อนนี้จะถูกปรับเพิ่มขึ้นตามอัตราเงินเฟ้อและค่าครองชีพเกือบทุกปี

ความยืดหยุ่น: ส.ส. สามารถเลือกได้เองว่าจะจ้างผู้ช่วยกี่คน (สูงสุดไม่เกิน 18 คน สำหรับ ส.ส.) และกำหนดเงินเดือนให้ตามประสบการณ์ ความรู้ หรือความเชี่ยวชาญ โดยรัฐสภาจะกำหนดเพียง เพดานขั้นต่ำและขั้นสูง ไว้เท่านั้น ทำให้เงินเดือนของผู้ช่วยสอดคล้องกับกลไกตลาดและค่าครองชีพจริง

2. สหราชอาณาจักร / อังกฤษ (United Kingdom)

อังกฤษมีหน่วยงานอิสระที่ชื่อว่า IPSA (Independent Parliamentary Standards Authority) เป็นผู้ดูแลเรื่องเงินเดือนและงบประมาณของนักการเมืองและผู้ช่วย เพื่อป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อน

มีโครงสร้างบันไดเงินเดือนชัดเจน: IPSA จะกำหนดโครงสร้างเงินเดือนของผู้ช่วย ส.ส. แบ่งตามประเภทงาน (เช่น เสมียน, นักวิจัย, หัวหน้าคณะทำงาน) และมีการแบ่งโซนตามค่าครองชีพ เช่น ผู้ช่วยที่ทำงานในกรุงลอนดอนจะได้ฐานเงินเดือนที่สูงกว่าผู้ช่วยในเขตพื้นที่ต่างจังหวัด

การปรับเปลี่ยน: เงินเดือนและงบประมาณจ้างงานจะถูกประเมินและปรับขึ้นเป็นประจำทุกปีตามดัชนีทางเศรษฐกิจ ไม่มีการปล่อยแช่แข็งไว้เป็นสิบปี

3. ออสเตรเลีย (Australia)

ผู้ช่วยของนักการเมืองในออสเตรเลียถูกจ้างงานภายใต้กฎหมายเฉพาะ (MOP(S) Act)

สิทธิประโยชน์เท่าเทียมแรงงานทั่วไป: นอกจากเงินเดือนจะปรับขึ้นตามข้อตกลงร่วม (Enterprise Agreement) เป็นระยะแล้ว ผู้ช่วย ส.ส. ที่นี่ถือเป็น "ลูกจ้างภาครัฐ" ที่ได้รับสวัสดิการเต็มรูปแบบ ทั้งเงินสะสมกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (Superannuation) ค่าล่วงเวลา (OT) และค่าเดินทางเมื่อต้องลงพื้นที่

ประเทศพัฒนาแล้ว (สหรัฐฯ / อังกฤษ)

ให้งบประมาณรวมเป็นก้อน (Allowance) ให้ ส.ส. ไปจัดสรรตามทักษะ
ปรับขึ้นเป็นประจำทุกปีตามอัตราเงินเฟ้อหรือค่าครองชีพ (Cost of Living Adjustment)
มีสวัสดิการกองทุนเกษียณอายุ ประกันสุขภาพ และค่าล่วงเวลาที่ชัดเจน

ในต่างประเทศ เขามองว่า "ผู้ช่วย ส.ส." คือกลไกสำคัญในการกลั่นกรองกฎหมายและขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะ ไม่ใช่แค่คนขับรถหรือเลขานุการส่วนตัว การให้ค่าตอบแทนที่สะท้อนความสามารถจริงและโตตามค่าครองชีพ จึงเป็นสิ่งจำเป็นในการดึงดูดบุคลากรที่มีศักยภาพ (เช่น นักวิชาการ, นักกฎหมายรุ่นใหม่) เข้ามาร่วมทำงานในสภา

คุณกำลังศึกษาเปรียบเทียบประเด็นนี้เพื่อใช้ในงานวิเคราะห์เชิงนโยบาย หรือสนใจข้อมูลของประเทศไหนเป็นพิเศษเพิ่มเติมไหม?

แล้วในแถบเอเซียเหมือนไทยหรือไม่

ในแถบ เอเชีย (โดยเฉพาะเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรืออาเซียน) ภาพรวมมีความหลากหลายสูงมาก มีทั้งประเทศที่มีปัญหา "แช่แข็ง" หรือให้เงินอุดหนุนผู้ช่วยน้อยเกินไปจนเป็นภาระ ส.ส. คล้ายไทย และประเทศที่ มีระบบงบประมาณหรือเงินเดือนที่ยืดหยุ่นกว่า หากเปรียบเทียบกับเพื่อนบ้านรอบ ๆ จะเห็นภาพความต่างชัดเจน ดังนี้:

1. สิงคโปร์ (Singapore): เงินน้อย แต่ระบบไม่ซับซ้อน (เน้นทำพาร์ตไทม์)

สิงคโปร์เป็นประเทศที่ขึ้นชื่อเรื่องเงินเดือนนักการเมืองสูงที่สุดในโลก (ส.ส. ทั่วไปได้ค่าตอบแทนประมาณ 192,500 ดอลลาร์สิงคโปร์ต่อปี) แต่ในส่วนของ ผู้ช่วย ส.ส. รัฐสภาสิงคโปร์จัดสรรเงินอุดหนุนให้ในอัตราที่จำกัด

รูปแบบการจ่าย: รัฐสภาสิงคโปร์ให้เงินอุดหนุนรายเดือน (Allowance) กับ ส.ส. เพื่อนำไปจ้างผู้ช่วยทางกฎหมาย (Legislative Assistant) และผู้ช่วยเลขานุการ (Secretarial Assistant) เป็นเงินก้อนคงที่ (ราวๆ 1,300 และ 500 ดอลลาร์สิงคโปร์ตามลำดับ)

ข้อแตกต่างกับไทย: แม้จะล็อกเป็นเงินก้อนคล้ายไทย แต่โครงสร้างการทำงานต่างกัน ส.ส. สิงคโปร์ส่วนใหญ่ไม่ได้ทำหน้าที่เต็มเวลา (เป็น Part-time MP) และผู้ช่วย ส.ส. ก็มักเป็นงานพาร์ตไทม์หรือใช้อาสาสมัครในพรรคการเมืองเข้ามาช่วย เงินก้อนนี้จึงเป็นเสมือน "เงินช่วยจ้าง" มากกว่าเงินเดือนเต็มรูปแบบ

2. มาเลเซีย (Malaysia): เงิน ส.ส. รวมทุกอย่าง (ภาระตกที่ ส.ส.)

มาเลเซียมีระบบที่ใกล้เคียงกับไทยในแง่ของความกดดัน แต่ใช้วิธีจ่ายรวม

รูปแบบการจ่าย: ส.ส. มาเลเซีย (Dewan Rakyat) จะได้เงินเดือนและเงินเพิ่มรวมกันประมาณ 25,700 ริงกิต (ราว ๆ 2 แสนกว่าบาท) ซึ่งฟังดูเยอะ แต่ ประธานสภามาเลเซียเพิ่งระบุว่าเงินจำนวนนี้ไม่พอ * ข้อแตกต่างกับไทย: เพราะมาเลเซีย ไม่มีงบประมาณแยกต่างหากสำหรับจ้างผู้ช่วย ส.ส. จากส่วนกลางโดยตรง ส.ส. มาเลเซียต้องควักกระเป๋าเอาเงินเดือน 25,700 ริงกิตนั้น ไปเฉลี่ยจ่ายเป็นเงินเดือนทีมงานฝ่ายบริหาร นักวิจัย และค่าน้ำค่าไฟของศูนย์ประสานงานในพื้นที่เอง ส่งผลให้ทีมงาน ส.ส. มาเลเซียเผชิญความไม่มั่นคงทางรายได้คล้ายไทย เพราะขึ้นอยู่กับว่า ส.ส. คนนั้นจะเหลือเงินมาแบ่งจ่ายให้เท่าไหร่

3. ฟิลิปปินส์ (Philippines): ระบบงบประมาณก้อน (ใกล้เคียงตะวันตก)

ฟิลิปปินส์ใช้ระบบรัฐสภาที่ได้รับอิทธิพลมาจากสหรัฐอเมริกาค่อนข้างสูง

รูปแบบการจ่าย: รัฐสภาฟิลิปปินส์ใช้วิธีจัดสรร งบประมาณการดำเนินงานของสำนักงาน ส.ส. (Office Budget) ให้เป็นก้อน


ข้อแตกต่างกับไทย: ส.ส. ฟิลิปปินส์สามารถจัดสรรเงินจากงบก้อนนี้ไปจ้างทีมงาน (Staff) ได้เองตามความเหมาะสม ไม่ได้ล็อกตายตัวว่าตำแหน่งนี้ต้องได้ 15,000 หรือ 24,000 บาทแบบไทย ทำให้มีความยืดหยุ่นในการปรับขึ้นเงินเดือนให้ทีมงานตามภาวะเงินเฟ้อหรือความสามารถได้ดีกว่า
สรุป: ปัญหา "แช่แข็งเงินเดือนผู้ช่วย" ในเอเชีย

จะเห็นได้ว่าในแถบเอเชียแบ่งออกเป็น 3 โมเดลหลัก ๆ:

โมเดลสิงคโปร์: ล็อกเงินก้อนเล็ก เพราะเน้นระบบอาสาสมัคร/พาร์ตไทม์

โมเดลมาเลเซีย/ไทย: ให้เงินเดือน ส.ส. สูง (หรือปานกลาง) แต่ระบบการสนับสนุนทีมงานยังไม่เอื้ออำนวย (ไทยแช่แข็งเงินส่วนนี้มา 14 ปี ขณะที่มาเลเซียให้ ส.ส. ไปบริหารจากเงินเดือนตัวเองจนแทบไม่พอ)

โมเดลป้อนงบก้อน (ฟิลิปปินส์): ยืดหยุ่นที่สุดเพราะล้อตามกลไกสหรัฐฯ

การที่ประเทศไทยแช่แข็งเงินเดือนผู้ช่วย ส.ส. ไว้ที่อัตราเดิมยาวนานนับทศวรรษ จึงถือเป็น จุดบกพร่องเชิงโครงสร้าง ที่ค่อนข้างเฉพาะตัวในภูมิภาคนี้ เพราะในขณะที่ประเทศอื่น ส.ส. อาจต้องบริหารงบเองหรือปรับตามกลไกพรรค แต่ของไทยคือ "กฎหมายล็อกเพดานต่ำไว้" ทำให้ไม่สามารถดึงดูดบุคลากรระดับหัวกะทิมาทำงานวิจัยนโยบายได้อย่างต่อเนื่อง