วันศุกร์, กรกฎาคม 24, 2569

เมื่อ “การทำความดี” ถูกใช้เป็นข้ออ้างในการใช้ความรุนแรง “ผู้ป่วยจิตเวช” ถูกกลุ่มบุคคลบุกทำร้ายร่างกาย - หากคุณยอมให้ความรุนแรงเกิดขึ้นกับคนบางกลุ่ม ความรุนแรงนั้นอาจเกิดขึ้นกับใครก็ได้







Phanida Mongkolsawat (ผึ้ง พนิดา)
@phanida_pple

[เมื่อ “การทำความดี” ถูกใช้เป็นข้ออ้างในการใช้ความรุนแรง]

จากคลิปใหม่วันนี้ ที่มีการเผยแพร่ต่อสาธารณะ ปรากฏภาพกลุ่มบุคคลใช้รถที่ติดตั้งสัญญาณไฟและเสียงฉุกเฉิน ข่มขู่ คุกคาม และใช้ความรุนแรงต่อประชาชนผู้ใช้ถนนวิภาวดีที่ไม่หลีกทางให้ **ก่อนจะไปก่อเหตุรุมทำร้ายร่างกายบุคคลอื่นตามที่ปรากฏในคลิปเมื่อวานนี้**

เหตุการณ์ทำร้ายร่างกายทั้งสองกรณีเกิดขึ้นในวันเดียวกัน และในช่วงเวลาที่ใกล้เคียงกัน

หากข้อเท็จจริงเป็นไปตามที่ปรากฏ เหตุการณ์นี้ไม่ใช่เพียงคดีทำร้ายร่างกายทั่วไป แต่สะท้อนคำถามสำคัญต่อระบบกำกับดูแลหน่วยกู้ภัยและอาสาสมัครของประเทศไทย ว่ามีมาตรฐานและกลไกตรวจสอบที่เพียงพอหรือไม่

ดิฉันขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งตรวจสอบข้อเท็จจริง ดังนี้

1. สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.)

จากภาพที่ปรากฏว่ากลุ่มบุคคลดังกล่าวมีการใช้รถพยาบาลที่ติดตั้งสัญญาณไฟและเสียงฉุกเฉิน รวมถึงรถส่วนบุคคลที่ติดตั้งอุปกรณ์ดังกล่าว

บุคคลเหล่านี้เป็นผู้ปฏิบัติงานในระบบการแพทย์ฉุกเฉินที่ได้รับการรับรองจาก สพฉ. หรือไม่ ผ่านการอบรมตามมาตรฐานหรือไม่ และรถที่ใช้ได้รับอนุญาตให้ปฏิบัติการตามกฎหมายหรือไม่?

2. กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.)

บุคคลหรือหน่วยงานดังกล่าวขึ้นทะเบียนเป็นอาสาสมัครกู้ภัยอย่างถูกต้องหรือไม่?

หากมีสถานะเป็นอาสาสมัครจริง มีกลไกกำกับดูแลด้านจริยธรรมและมาตรการพักใช้หรือเพิกถอนสิทธิเมื่อมีการกระทำผิดอย่างไร?

3. กสทช.

การใช้วิทยุสื่อสารและคลื่นความถี่ที่ปรากฏในภาพสาธารณะ ได้รับอนุญาตตามกฎหมายหรือไม่ และมีการกำกับดูแลการใช้คลื่นความถี่ของหน่วยกู้ภัยภาคประชาชนอย่างเพียงพอหรือไม่?


4. สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

จากภาพที่ปรากฏต่อสาธารณะ มีบุคคลในกลุ่มดังกล่าวเข้าร่วมกิจกรรมหรือการประสานงานกับสถานีตำรวจหลายครั้ง รวมทั้งมีภาพอยู่ภายในสถานีตำรวจก่อนเกิดเหตุ

ดิฉันขอให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติชี้แจงอย่างชัดเจนว่า บุคคลกลุ่มนี้มีสถานะหรือความสัมพันธ์กับหน่วยงานตำรวจในลักษณะใด โดยเฉพาะกรณีที่ปรากฏภาพการประชุมร่วมกับสถานีตำรวจนครบาลเตาปูน และการอยู่ภายในสถานีตำรวจดอนเมืองก่อนเกิดเหตุ และหลังเกิดเหตุขณะผู้เสียหายกำลังดำเนินการแจ้งความก็ปรากฎภาพว่ากลุ่มบุคคลเหล่านี้ แสดงตนอยู่ที่สถานีตำรวจทั้งสองแห่งเช่นเดียวกัน ซึ่งสร้างความกดดันให้ผู้เสียหายรู้สึกหวาดกลัว

ขอให้ตำรวจชี้แจงว่ามีการดำเนินคดีต่อผู้ที่ปรากฏในคลิปซึ่งใช้ความรุนแรง ทั้งกรณีนี้และในกรณีต่าง ๆ อย่างจริงจังหรือไม่?

และตำรวจได้มีการอนุญาตให้ใช้ไฟฉุกเฉินติดตั้งรถส่วนตัวหรือไม่?

ในโอกาสนี้ ดิฉันขอส่งคำถามไปยังพี่น้องอาสาสมัครกู้ภัยทั่วประเทศ ซึ่งส่วนใหญ่เสียสละทั้งเวลา แรงกาย และทรัพย์สินส่วนตัว เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบเหตุโดยไม่หวังผลตอบแทน

ท่านเห็นด้วยหรือไม่ หากมีผู้ใช้เครื่องแบบ รถกู้ภัย หรือสถานะความเป็นอาสาสมัคร ไปสร้างความหวาดกลัว ข่มขู่ หรือใช้ความรุนแรงกับประชาชน

เพราะการกระทำเช่นนี้ไม่ได้ทำลายเพียงความน่าเชื่อถือของบุคคลบางกลุ่ม แต่ยังกระทบต่อศรัทธาที่ประชาชนมีต่ออาสาสมัครกู้ภัยทั่วประเทศ ซึ่งปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเสียสละและสุจริตมาโดยตลอด

เหตุการณ์นี้สะท้อนว่าประเทศไทยจำเป็นต้องยกระดับระบบกำกับดูแลอาสาสมัครกู้ภัยและหน่วยปฏิบัติการฉุกเฉินให้มีมาตรฐานมากยิ่งขึ้น ทั้งในเรื่องคุณสมบัติ การรับรอง การอบรม จริยธรรม การใช้รถและอุปกรณ์พิเศษ การใช้สัญญาณไฟและเสียงฉุกเฉิน รวมถึงมาตรการพักใช้หรือเพิกถอนสิทธิในการปฏิบัติงานเมื่อมีการนำสถานะหรืออุปกรณ์ดังกล่าวไปใช้เพื่อกระทำความผิด

นอกจากนี้ ดิฉันเห็นว่าควรมีการทบทวนกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง เพื่อกำหนดกลไกกำกับดูแล การตรวจสอบ และความรับผิดของหน่วยกู้ภัยภาคประชาชนให้ชัดเจนยิ่งขึ้น เพื่อคุ้มครองทั้งประชาชนผู้ใช้บริการ และอาสาสมัครกู้ภัยที่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความสุจริต

การเป็นอาสาสมัครกู้ภัยคือการได้รับความไว้วางใจจากสังคม ไม่ใช่สิทธิพิเศษที่จะอยู่เหนือกฎหมาย

หากมีผู้ใดนำบทบาทดังกล่าวมาใช้เป็นเครื่องมือในการข่มขู่ คุกคาม หรือใช้ความรุนแรง หน่วยงานของรัฐต้องดำเนินการอย่างตรงไปตรงมาและเด็ดขาด เพื่อรักษาเกียรติของอาสาสมัครกู้ภัยที่ทำงานด้วยความเสียสละ และรักษาความเชื่อมั่นของประชาชนต่อระบบกู้ชีพกู้ภัยของประเทศ

สุดท้ายหากคุณยอมให้ความรุนแรงเกิดขึ้นกับคนบางกลุ่ม ความรุนแรงนั้นอาจเกิดขึ้นกับใครก็ได้.