มินอ่องหล่ายเยือนไทยกับนัยยะที่ซ่อนเร้น จีน-พม่า-ว้าแดง สมประโยชน์ รัฐอาจตกที่นั่งลำบาก : MatichonTV
matichon tv
Jul 28, 2026
The Politics ข่าวบ้าน การเมือง สัมภาษณ์พิเศษ ผศ.ดร.ลลิตา หาญวงษ์ อาจารย์ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ ม.เกษตรศาสตร์ มองกรณี พล.อ.อาวุโส มิน อ่อง หล่าย ประธานาธิบดีเมียนมา มีกำหนดเดินทางเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการในวันที่ 3-4 สิงหาคม เพื่อหารือความร่วมมือหลายด้าน ทั้งปัญหายาเสพติด สารพิษในแม่น้ำกก การเผาในพื้นที่เกษตร และการปราบปรามแก๊งสแกมเมอร์
https://www.youtube.com/watch?v=fVKaobfn7m0
.....
วิดีโอนี้นำเสนอบทสัมภาษณ์ ผศ.ดร.ลลิตา หาญวงษ์ เกี่ยวกับการเยือนไทยอย่างเป็นทางการของพลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย ผู้นำเมียนมา ในวันที่ 3-4 สิงหาคมนี้ โดยเนื้อหาการสนทนามุ่งเน้นไปที่ผลกระทบต่อประเทศไทย ยุทธศาสตร์ทางการทูต และประเด็นสำคัญในระดับภูมิภาค
ประเด็นสำคัญในการสนทนา:
ยุทธศาสตร์ทางการทูตและความท้าทาย (1:38 - 4:16, 14:06 - 18:14):
ดร.ลลิตาเตือนว่า หากไทยไม่กำหนดวาระการหารือให้ชัดเจน การเยือนครั้งนี้อาจถูกเมียนมาใช้เพื่อสร้างความชอบธรรมในเวทีระหว่างประเทศ โดยที่ไทยไม่ได้รับผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมในการแก้ไขปัญหาความมั่นคงของชาติ
เธอชี้ให้เห็นว่าเมียนมามีความเชี่ยวชาญในการใช้กลยุทธ์ "ข่มขวัญหรือหลอกล่อ" (bluffing) ดังนั้นไทยจึงจำเป็นต้องมีแผนยุทธศาสตร์เชิงรุกและจุดยืนที่หนักแน่น แทนที่จะเป็นเพียงเจ้าภาพที่รับบทบาทตั้งรับเท่านั้น
ความมั่นคงชายแดนและประเด็นระดับภูมิภาค (2:14 - 13:49, 20:33 - 35:05):
การสนทนาครอบคลุมประเด็นเร่งด่วนต่างๆ เช่น ปัญหามลพิษทางน้ำในแม่น้ำกกที่เชื่อมโยงกับการทำเหมืองแร่หายาก (rare earth) อย่างผิดกฎหมาย ปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่ยังคงระบาดอย่างต่อเนื่อง และการค้ายาเสพติดที่มีต้นทางมาจากรัฐฉาน
ความท้าทายสำคัญประการหนึ่งคืออิทธิพลของกองทัพสหรัฐว้า (UWSA) ซึ่งควบคุมพื้นที่ที่มีการดำเนินกิจกรรมผิดกฎหมาย รัฐบาลเมียนมามักอ้างว่าไม่สามารถควบคุมพื้นที่เหล่านี้ได้ ในขณะเดียวกันก็ยังคงรักษาความสัมพันธ์แบบ "ได้ประโยชน์ร่วมกัน" (win-win) กับกลุ่มดังกล่าว ทำให้ไทยผลักดันการแก้ไขปัญหาที่ต้นตอได้ยาก
บทบาทของจีนและกลุ่มติดอาวุธชาติพันธุ์ (8:11 - 10:49, 48:24 - 50:18):
ดร.ลลิตาระบุว่าจีนมีอิทธิพลอย่างมากในภูมิภาค โดยเฉพาะในพื้นที่โกก้างและว้า และให้ความสำคัญสูงสุดกับเสถียรภาพบริเวณชายแดนของตนเอง
แนวทางในอนาคต (46:16 - 48:22, 52:06 - 54:05):
ผู้ให้สัมภาษณ์เน้นย้ำว่าไทยมีศักยภาพที่จะเป็นตัวกลางที่มีบทบาทสำคัญในการสร้างสันติภาพและเสถียรภาพในภูมิภาค เนื่องจากมีความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหลายฝ่าย อย่างไรก็ตาม เธอเห็นว่ารัฐบาลยังขาดแผนยุทธศาสตร์ที่บูรณาการร่วมกันระหว่างกระทรวงต่างๆ และขาดเจตจำนงทางการเมืองที่ชัดเจนในการแก้ไขปัญหาเหล่านี้อย่างมีประสิทธิภาพ เธอเรียกร้องให้รัฐบาลมีความเด็ดขาด ดำเนินงานแบบบูรณาการ และใช้ประโยชน์จากผู้เชี่ยวชาญที่เข้าใจพลวัตของพื้นที่ชายแดนอย่างแท้จริง
.....
ต่อประเด็น มิน อ่อง ลาย มาไทย กาวใจ หรือ อุ้มชู ?
ประเด็นการวิเคราะห์บทบาทของไทยต่อ พล.อ.สืบสาย มิน อ่อง ลาย และสภาบริหารแห่งรัฐพม่า (SAC) ในมุมมองของ ผศ.ดร.ลลิตา หันวงษ์ (ผู้เชี่ยวชาญด้านพม่าศึกษา) รวมถึงนักวิเคราะห์การเมืองระหว่างประเทศ มักจะถูกตั้งคำถามสำคัญว่า การที่ไทยเปิดพื้นที่เจรจาหรือประสานงานกับผู้นำทหารพม่านั้น มีสถานะเป็น "กาวใจ" (ตัวกลางสร้างสันติภาพ) หรือ "อุ้มชู" (การค้ำจุนระเบียบอำนาจเดิม) กันแน่
1. มุมมองด้าน "กาวใจ" (Quiet Diplomacy & Mediator)
ข้ออ้างหรือบทบาทที่รัฐบาลและฝ่ายความมั่นคงไทยมักนำเสนอ คือการใช้ "การทูตเงียบ" (Quiet Diplomacy) เพื่อแก้ปัญหาตามแนวชายแดน:
ภูมิรัฐศาสตร์และชายแดน: ไทยมีชายแดนติดพม่ากว่า 2,400 กิโลเมตร ทำให้ไทยปฏิเสธการมีอยู่ของรัฐบาลทหารพม่าได้ยาก เพราะมีประเด็นเฉพาะหน้า เช่น ผู้ลี้ภัย ยาเสพติด อาชญากรรมข้ามชาติ และแก๊งคอลเซ็นเตอร์
สะพานเชื่อมอาเซียน: พยายามวางตัวเป็นช่องทางสื่อสารระหว่างอาเซียน/ชาติตะวันตก กับรัฐบาลทหารพม่า เพื่อหาทางออกตามมนุษยธรรม
2. มุมมองด้าน "อุ้มชู" (Legitimization & Lifeline)
ในทางวิชาการและมุมมองของ อ.ลลิตา มักจะสะท้อนว่า พฤติการณ์ของไทยเอนเอียงไปในลักษณะ "การอุ้มชู" หรือช่วยต่อลมหายใจให้คณะพลิกแผ่นดินพม่ามากกว่า ด้วยเหตุผลดังนี้:
การสร้างความชอบธรรม (Legitimacy): ทุกครั้งที่มีการต้อนรับหรือเปิดการเจรจาระดับสูง ฝ่ายทหารพม่าจะนำภาพเหล่านี้ไปใช้เป็นเครื่องมือโฆษณาชวนเชื่อในประเทศว่า ตนยังได้รับการยอมรับจากประเทศเพื่อนบ้าน
เครือข่ายชนชั้นนำและกองทัพ (Military-to-Military Relations): ความสัมพันธ์ระหว่างกองทัพไทยกับกองทัพพม่ามีลักษณะเป็น "เน็ตเวิร์กชนชั้นนำ" ที่ช่วยเหลือเกื้อกูลกันด้านความมั่นคงแบบดั้งเดิม มากกว่าการมองเรื่องหลักการสิทธิมนุษยชน
ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและพลังงาน: ไทยยังคงพึ่งพาก๊าซธรรมชาติและสัมปทานพลังงานในพม่า รวมถึงธุรกิจของกลุ่มทุนขนาดใหญ่ ทำให้ไทยเลือกรักษาสถานะเดิม (Status Quo) มากกว่าการกดดันอย่างจริงจัง
การตัดโอกาสฝ่ายต่อต้าน (NUG/EAOs): การที่ไทยเน้นปฏิสัมพันธ์กับฝ่าย มิน อ่อง ลาย เป็นหลัก ทำให้ขาดการดึงรัฐบาลเอกภาพแห่งชาติ (NUG) หรือกลุ่มชาติพันธุ์เข้ามามีส่วนร่วมอย่างเท่าเทียม ทำให้ไม่สามารถเป็น "กาวใจ" ที่เป็นกลางได้อย่างแท้จริง
ข้อสรุปเชิงวิเคราะห์: > ในสายตาของนักวิชาการด้านพม่าศึกษา บทบาทของไทยถูกมองว่าเป็นการ "อุ้มชูและต่อลมหายใจ" ให้กับระเบียบอำนาจทหารพม่ามากกว่าการเป็น "กาวใจ" เพราะการจะเป็นกาวใจได้ ต้องได้รับความไว้วางใจจากทุกฝ่ายในความขัดแย้ง ไม่ใช่เพียงแค่ฝ่ายกุมอำนาจรัฐในเนปิดอว์เท่านั้น