วันพุธ, กรกฎาคม 22, 2569

กว่าจะเปลี่ยนท่าทียอมส่งตัวได้ ยึกยักตั้งนาน รพ. ราชทัณฑ์ น้อมรับ ส่ง “เอกชัย หงส์กังวาน” ไปตรวจโดยโรงพยาบาลภายนอกเพื่อขอความเห็นแพทย์ที่สอง

https://www.facebook.com/ThumbRights/posts/122274148382184830

ThumbRights 
11 hours ago
·
รพ. ราชทัณฑ์ น้อมรับ ส่ง “เอกชัย หงส์กังวาน” ไปตรวจโดยโรงพยาบาลภายนอกเพื่อขอความเห็นแพทย์ที่สอง

วันที่ 21 กรกฎาคม 2569 คณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิ เสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา ได้มีการประชุมติดตามกรณีการรักษาพยาบาลของ เอกชัย หงส์กังวาน ผู้ต้องขังในเรือนจำกลางคลองเปรม โดยเชิญ ThumbRights Amnesty คุณแหวน ณัฏฐธิดา มีวังปลา ในฐานะผู้ร้องเรียน และเชิญผู้แทนจากเรือนจำกลางคลองเปรม โรงพยาบาลราชทัณฑ์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ และผู้แทนจากสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ)
 
(1) เรือนจำแจงไทม์ไลน์การรักษา ยืนยันติดตามอาการต่อเนื่อง
พยาบาลวิชาชีพประจำเรือนจำกลางคลองเปรม ชี้แจงว่า เอกชัยถูกส่งตัวเข้าเรือนจำเมื่อวันที่ 12 กันยายน 2568 โดยแจ้งประวัติเคยเป็นฝีที่ตับและเคยรักษาที่โรงพยาบาลราชวิถี ก่อนเข้าสู่ระบบการรักษาของราชทัณฑ์
จากนั้น เอกชัยได้รับการติดตามอาการอย่างต่อเนื่อง ทั้งการรักษาปัญหาปัสสาวะไม่สุด การเจาะเลือด ตรวจปัสสาวะ ปรับเปลี่ยนยา รวมถึงส่งพบแพทย์เฉพาะทางด้านอายุรกรรมจากอาการปวดท้องใต้ชายโครงขวา มีการทำอัลตราซาวด์ตั้งแต่ประมาณเดือนมีนาคม 2569 และนัดติดตามอาการในวันที่ 14 กรกฎาคม 2569

(2) รพ.ราชทัณฑ์ยืนยัน “ไม่พบโรคร้ายแรง” จึงยังไม่ส่งต่อ
ด้านผู้อำนวยการโรงพยาบาลราชทัณฑ์ชี้แจงว่า เอกชัยเข้ารับการรักษาในช่วงเดือนมีนาคมด้วยอาการปวดท้องบริเวณแผลผ่าตัดถุงน้ำดีเดิมเมื่อกว่า 10 ปีก่อน โดยลักษณะอาการเป็น ๆ หาย ๆ

ผลการตรวจเบื้องต้นไม่พบสัญญาณอันตราย อัลตราซาวด์พบเพียงภาวะตับและม้ามโตเล็กน้อย แต่ไม่พบรอยโรคที่ตับ ไต หรืออวัยวะในช่องท้อง ขณะที่การตรวจ CT Scan ช่องท้องก็ไม่พบความผิดปกติ และมีแผนส่องกล้องทางเดินอาหารเพิ่มเติม
 
ผู้อำนวยการโรงพยาบาลราชทัณฑ์ยืนยันว่า การส่งต่อผู้ป่วยไม่มีเกณฑ์ตายตัว แต่จะพิจารณาตามข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ หากเกินศักยภาพของโรงพยาบาลก็พร้อมส่งต่อ อย่างไรก็ตาม ในกรณีของเอกชัยยังไม่พบข้อบ่งชี้ว่าเป็นโรคร้ายแรง จึงเห็นว่าสามารถรักษาภายในระบบราชทัณฑ์ได้

(3) “น้ำหนักลด ตับม้ามโต ปวดเรื้อรัง” หมอสุภัทรชี้เป็นสัญญาณที่ต้องหาคำตอบ

นพ.สุภัทร เห็นว่า แม้ผลตรวจหลายอย่างยังไม่พบความผิดปกติชัดเจน แต่ข้อมูลในเวชระเบียนพบว่าเอกชัยมีน้ำหนักลด 7 กิโลกรัมใน 6 เดือน มีภาวะตับและม้ามโต ต่อมลูกหมากโต และมีอาการปวดท้องเรื้อรัง ประกอบกับประวัติเคยเป็นฝีในตับ

นพ.สุภัทรตั้งข้อสังเกตว่า อาการทั้งหมดอาจเชื่อมโยงกับโรคเดียวกันก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นโรคทางภูมิคุ้มกัน โรคติดเชื้อ หรือโรคมะเร็ง ซึ่งจำเป็นต้องวินิจฉัยให้ชัดเจน

พร้อมเสนอว่า เพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อกระบวนการรักษา ควรเปิดโอกาสให้ผู้ป่วยได้รับ Second Opinion จากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญภายนอก หรือส่งตัวไปรักษาในโรงพยาบาลที่มีศักยภาพสูงกว่า เพื่อร่วมวางแผนการรักษา

(4) ก่อนหน้านี้เอกชัยมีอาการปวดท้องเรื้อรัง ตับโต ม้ามโต ต่อมลูกหมากโต แต่ รพ.ราชทัณฑ์ยังหาสาเหตุอาการป่วยไม่ได้

ก่อนหน้านี้ เอกชัยมีประวัติเป็นฝีในตับจากการติดเชื้อระหว่างถูกคุมขังครั้งก่อน โดยเข้ารับการรักษาด้วยการระบายหนองที่โรงพยาบาลราชวิถีเมื่อปี 2566 ภายหลังการรักษา แพทย์ผู้เชี่ยวชาญมีคำแนะนำให้ติดตามอาการด้วยการตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT scan) ทุก 3–6 เดือน

ระหว่างการถูกคุมขังในคดีปัจจุบัน นายเอกชัยและทนายความได้ยื่นคำร้องขอรับการตรวจร่างกายอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงปลายปี 2568 ต่อมาเมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2569 นายเอกชัยมีอาการปวดบริเวณที่เคยรักษาฝีในตับร่วมกับอาการปัสสาวะไม่สุด ก่อนเข้ารับการรักษาแบบผู้ป่วยในที่ทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์ ระหว่างวันที่ 13–16 มีนาคม 2569

สำเนาเวชระเบียนระบุการวินิจฉัยหลักเป็นอาการปวดท้อง (abdominal pain) โดยมีภาวะทุพโภชนาการระดับเล็กน้อย (mild malnutrition) เป็นโรคร่วม (ดัชนีมวลกาย 18.99) ขณะที่ผลตรวจอัลตราซาวนด์ไม่พบการกลับมาของฝีในตับ แต่พบภาวะตับโต ม้ามโต และต่อมลูกหมากโต ซึ่งแม้จะได้รับยารักษาต่อเนื่องเป็นเวลา 90 วัน แต่อาการยังไม่ดีขึ้น

มีรายงานว่ายาที่ใช้รักษาต่อมลูกหมากโตส่งผลให้ความดันโลหิตลดลง จนเกือบเกิดภาวะลมแดด (heat stroke) ถึง 2 ครั้งในช่วงเดือนเมษายน 2569 ท่ามกลางสภาพเรือนจำที่มีความแออัดและอากาศร้อน

(5) TIJ ชี้ ผู้ต้องขังต้องได้รับมาตรฐานรักษาเทียบเท่าคนนอกเรือนจำ

ผู้แทนจากสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) กล่าวว่า แม้สภาพการอยู่ในเรือนจำ

อาจทำให้สุขภาพผู้ต้องขังเสื่อมถอย แต่รัฐไม่อาจปฏิเสธหน้าที่ในการจัดให้มีบริการทางการแพทย์ที่ได้มาตรฐาน โดยหลักการ ผู้ต้องขังควรได้รับการรักษาที่มีมาตรฐานเดียวกับบุคคลภายนอก

(6) กมธ. ตั้งคำถาม เหตุใดจึงไม่เปิดทางให้แพทย์ภายนอก
คณะกรรมาธิการ ตั้งคำถามว่า โดยทั่วไปการขอความเห็นแพทย์ที่สองเป็นแนวปฏิบัติปกติในระบบสาธารณสุข เหตุใดกรณีนี้จึงไม่สามารถดำเนินการได้ แม้เพียงเชิญแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเข้ามาตรวจในเรือนจำ พร้อมเห็นว่าเรื่องดังกล่าวเกี่ยวข้องกับหลักสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน

ด้าน นพ.สุภัทร ระบุเพิ่มเติมว่า โรงพยาบาลราชทัณฑ์มีแพทย์เพียงประมาณ 20 คน ต้องดูแลผู้ต้องขังจำนวนมากและมีภารกิจหลากหลาย จึงไม่อาจมีความเชี่ยวชาญครบทุกสาขา การยืนยันจะรักษาเองทั้งหมดจึงเป็นเรื่องที่น่ากังวล โดยเฉพาะเมื่อมีข้อสงสัยจากสังคม

นพ.สุภัทรยกกรณีการเสียชีวิตของ บุ้ง เนติพร เป็นบทเรียนที่ควรนำมาทบทวน พร้อมเสนอว่า หากไม่ส่งต่อผู้ป่วย ก็ควรตั้งคณะแพทย์จากหน่วยงานภายนอกเข้ามาร่วมตรวจ และวางแผนการรักษา เพื่อป้องกันความผิดพลาดและสร้างความเชื่อมั่น

(7) จาก “รักษาเองได้” สู่ “น้อมรับ” และยอมส่งต่อ
ช่วงต้นของการประชุม ผู้อำนวยการโรงพยาบาลราชทัณฑ์ยังยืนยันว่าโรงพยาบาลมีศักยภาพเพียงพอในการดูแลเอกชัย และไม่เห็นความจำเป็นในการส่งต่อ

อย่างไรก็ตาม หลังการอภิปรายและข้อซักถามอย่างต่อเนื่องจากกรรมาธิการ ผู้เชี่ยวชาญ และผู้แทนภาคส่วนต่าง ๆ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลราชทัณฑ์ระบุว่า น้อมรับข้อกังวลของที่ประชุม และเพื่อสร้างความสบายใจแก่ทุกฝ่าย จะดำเนินการให้เอกชัยเข้ารับการส่องกล้อง ที่ รพ. ราชทัณฑ์ ตามแผนก่อน จากนั้นจะรวบรวมข้อมูลทางการแพทย์ทั้งหมดเพื่อส่งต่อขอความเห็นจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญภายนอก (Second Opinion)

การเปลี่ยนท่าทีดังกล่าวเกิดขึ้นหลังการประชุมตั้งคำถามถึงมาตรฐานการรักษา สิทธิของผู้ต้องขังในการเข้าถึงการวินิจฉัยจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ และความจำเป็นในการสร้างความเชื่อมั่นต่อกระบวนการรักษาพยาบาลในเรือนจำ

เอกชัย หงส์กังวาน เป็นจำเลยในคดีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 110 จากเหตุการณ์ชุมนุมเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2563 ซึ่งศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโดยเห็นว่าจำเลยไม่มีเจตนาขัดขวางขบวนเสด็จ แต่ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ลงโทษจำคุก 21 ปี 4 เดือน ส่งผลให้ถูกควบคุมตัวที่เรือนจำกลางคลองเปรมตั้งแต่วันที่ 5 กันยายน 2568 ทั้งนี้ คดีของเอกชัย หงส์กังวานยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาและยังไม่ถึงที่สุด