
เหมือน "งานในฝัน" แต่ไม่ใช่งานสำหรับคน "สร้างเนื้อสร้างตัว" ผู้ช่วย สส.- สว. สะท้อนเสียง เมื่อระเบียบสภาเบรกขึ้นเงินเดือน
วศินี พบูประภาพ
ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
เมื่อ 7 ชั่วโมงที่แล้ว
"คุณรู้สึกว่า สส. คนไหนทำงานดี คุณก็จงเชื่อเถอะว่าทีมงานเขาดี มันไม่มีทางที่ สส. จะทำงานทั้งหมดที่ว่านั้นได้ด้วยตัวคนเดียว มันเป็นไปไม่ได้" พีท ผู้ชำนาญประจำตัวของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ของพรรคฝ่ายค้านคนหนึ่ง กล่าวกับบีบีซีไทยโดยสงวนชื่อและนามสกุล
พีทเป็นหนึ่งในผู้ช่วยสมาชิกรัฐสภา 3 คนที่บีบีซีไทยติดต่อสัมภาษณ์ หลังราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ระเบียบรัฐสภา ยกเลิกระเบียบรัฐสภาฉบับปี 2568 ที่กำหนดเรื่องการปรับเพิ่มค่าตอบแทนผู้ช่วย สส. สว. และคณะทำงานในรัฐสภา ส่งผลให้ค่าตอบแทนของผู้ทำงานเบื้องหลังในกลไกนิติบัญญัติเหล่านี้แช่แข็งไว้ที่ 15,000-24,000 บาทต่อเดือนตามประกาศปี 2554-2555
จากผู้ให้สัมภาษณ์ทั้ง 3 คน พีทเป็นผู้ชำนาญการประจำตัว สส. ของพรรคประชาชน (ปชน.) ส่วนอีกสองคนที่บีบีซีไทยได้พูดคุยได้แก่ ตั้ม (สงวนชื่อจริง) อดีตผู้ช่วยดำเนินงาน สส. จากพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ที่ทำงานระหว่างปี 2562 -2564 และศมพร มีเกิดมูล ผู้ช่วยดำเนินงานสมาชิกวุฒิสภา (สว.) และเลขานุการประจำกรรมาธิการ การพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิ เสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค ซึ่งทำงานอยู่ใน สว. ชุดปัจจุบัน
อัตราค่าตอบแทน 15,000 บาทต่อเดือนสำหรับตำแหน่งผู้ช่วย สส. และ สว. เป็นประเด็นที่ถูกตั้งคำถามในแวดวงคนทำงานฝ่ายนิติบัญญัติอย่างต่อเนื่อง ทั้งในแง่มุมของความเพียงพอต่อค่าครองชีพของผู้ปฏิบัติงาน และความคุ้มค่าต่องบประมาณแผ่นดิน แม้ก่อนหน้านี้ในปี 2568 เคยมีความพยายามในการปรับค่าจ้างเพิ่มขึ้น 20% แต่ต้องเผชิญกับกระแสคัดค้านจนนำมาสู่การยกเลิกระเบียบดังกล่าวในที่สุด
หนึ่งในบุคคลหลักที่คัดค้านการขึ้นค่าตอบแทนของผู้ช่วยสมาชิกรัฐสภา ได้แก่ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส. บัญชีรายชื่อ พรรคไทยภักดี ที่ขับเคลื่อนประเด็นการลดจำนวนผู้ช่วย สส. มาตั้งแต่ปลายปี 2568
ล่าสุดเมื่อเดือน ก.ค. 2569 ภายหลังมีกระแสข่าวการระงับขึ้นเงินเดือนผู้ช่วยฯ นพ.วรงค์ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนว่า เพียงแค่การไม่ขึ้นเงินเดือนนั้นยังไม่เพียงพอ แต่สภาจำเป็นต้องลดจำนวนผู้ช่วยฯ ลงควบคู่ไปกับการยกเลิกบำนาญ สส. และ สว. ด้วย
บีบีซีไทยสำรวจความท้าทายในการทำงานและมุมมองต่อสวัสดิการและค่าตอบแทน รวมถึงผลกระทบต่อระบบบุคลากรที่ทำงานในสถาบันฝ่ายนิติบัญญัติ
ตำแหน่ง "ผู้ช่วย" ในรัฐสภา เมื่อต้องทำทั้งงานนิติบัญญัติและงานพื้นที่
การกำหนดอำนาจ หน้าที่ และจำนวนทีมงานสนับสนุนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) และสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ถูกควบคุมโดยระเบียบรัฐสภาว่าด้วยการแต่งตั้งบุคคลเพื่อปฏิบัติหน้าที่อันจะเป็นประโยชน์ต่อการปฏิบัติงานของรัฐสภาฯ พ.ศ. 2554 เป็นหลัก โดยกฎเกณฑ์ดังกล่าวอนุญาตให้สมาชิกรัฐสภา (สส., สว. และกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎรหรือวุฒิสภา) 1 คน สามารถเสนอแต่งตั้งบุคคลเข้ามาช่วยปฏิบัติงานได้รวม 8 อัตรา แบ่งออกเป็นตำแหน่ง ผู้เชี่ยวชาญประจำตัว 1 อัตรา ผู้ชำนาญการประจำตัว จำนวน 2 อัตรา และผู้ช่วยดำเนินงาน 5 อัตรา
จากการสัมภาษณ์ของบีบีซีไทย ผู้ช่วยสมาชิกรัฐสภาและอดีตผู้ช่วยฯ ระบุว่าภาระงานของผู้ช่วยสมาชิกรัฐสภาอย่างพวกเขาครอบคลุมงานด้านนิติบัญญัติเป็นหลัก โดยผู้ปฏิบัติงานมีหน้าที่สืบค้นข้อมูลเชิงลึก เขียนบทอภิปราย เตรียมสื่อนำเสนอ รวมถึงร่วมกลไกกรรมาธิการในการเชิญหน่วยงานมาชี้แจงและจัดทำรายงานผลการศึกษา
- งานนิติบัญญัติ
เขามีหน้าที่เตรียมข้อมูลสำหรับการอภิปรายในประเด็นสำคัญของสังคม เช่น งบประมาณ สนธิสัญญาระหว่างประเทศ และร่างกฎหมายต่าง ๆ ซึ่งต้องอาศัยการค้นคว้าข้อมูลทั้งภาษาไทยและต่างประเทศ
"วันที่ สส. มีประชุมหลาย ๆ นัดในวันเดียวจะยุ่งมาก เช่น ท่านมีประชุมสภาฯ ต้องเข้าไปอภิปราย เสนอญัตติ และต้องเข้าไปประชุมกรรมาธิการด้วย ในวันแบบนี้งานผู้ช่วย สส. จะมีทั้งงานค้นคว้าข้อมูลและประสานงาน" เขากล่าวถึงการทำงานในตำแหน่งผู้ช่วยดำเนินงาน ที่มีอัตราเงินเดือน 15,000 บาท
"วันนั้นเราต้องวิ่งวุ่นประสานงานว่าท่านจะถึงคิวอภิปรายกี่โมง กรรมาธิการจะนัดคุยสรุปกี่โมง ต้องล่าลายเซ็น ยื่นเอกสารภายในกี่โมง ต้องแก้ไขสื่อนำเสนอในห้องประชุม ต้องดูการลงคะแนนและต้องคอยฟังตามข่าวเพื่ออัปเดตข้อมูลตลอดเวลา"
สำหรับตั้ม ผลงานที่เขารู้สึกภาคภูมิใจที่สุดในฐานะผู้ช่วย สส. คือการมีส่วนสำคัญเบื้องหลังการเตรียมข้อมูลสำหรับพิจารณาร่างกฎหมายและวาระระดับชาติ ไม่ว่าจะเป็นพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) เงินกู้โควิด-19 การอภิปรายร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี ตลอดจนวาระเชิงนโยบายที่ซับซ้อนเมื่อ สส. ต้องนั่งเป็นกรรมาธิการ เช่น ข้อตกลงความครอบคลุมและความก้าวหน้าเพื่อหุ้นส่วนทางการค้าภาคพื้นเอเชียแปซิฟิก และสหภาพนานาชาติเพื่อคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ ซึ่งเขารับหน้าที่หลักในการค้นคว้าข้อมูลเชิงลึกทั้งภาษาไทยและต่างประเทศ ตลอดจนประสานงานกับหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อให้รัฐสภามีข้อมูลที่ถูกต้องแม่นยำที่สุด
นอกจากนี้ เขายังเล่าว่าหลายครั้งก็ต้องศึกษากฎหมายที่มีความสำคัญ เช่นเมื่อมีการแก้ไขกฎหมายทำแท้ง เขาต้องศึกษาข้อกฎหมายของไต้หวันและหน่วยงานระหว่างประเทศ พร้อมทั้งประสานงานกับเครือข่ายพรรคการเมืองในต่างประเทศ เพื่อนำแนวทางสากลมาสนับสนุนการทำงานในสภาผู้แทนราษฎร
"ผมคิดว่าผมทำงานไม่ได้น้อยหรือต่ำกว่าเงินเดือนที่ได้ตอนนั้น คิดว่าทำงานได้คุ้มค่า และเชื่อว่าถ้าจ้างพนักงานเอกชนมาทำในสิ่งเดียวกัน น่าจะต้องจ่ายเยอะกว่านี้ครับ" เขากล่าวถึงการทำงานผู้ช่วยดำเนินงาน สส. ในช่วงปี 2562-2564

- งานพื้นที่
เช่นกรณีของพีทซึ่งเป็นผู้ชำนาญการประจำตัวของ สส. เขตของพรรคสีส้มคนหนึ่ง ที่มีหน้างานด้านสิทธิมนุษยชนไปพร้อม ๆ กัน
เขาอธิบายว่างานของเขามักเริ่มตั้งแต่เช้าตรู่ด้วยโทรศัพท์จากประชาชนหรือเครือข่ายที่ร่วมงานด้วยเพื่อรับฟังข้อปัญหา ส่วนช่วงเวลาตลอดทั้งวันก็มีภารกิจ เช่น การประชุมประสานงานเครือข่ายที่อาจมีมากถึง 4 นัดต่อวัน การลงพื้นที่พร้อมกับ สส. หรือการรับหน้าที่สนับสนุนข้อมูลเบื้องหลัง เช่น การค้นคว้าวิจัยและสรุปเอกสารในประเด็นต่าง ๆ เช่น สิ่งแวดล้อม แรงงาน และประมง
สำหรับเขา งานผู้ช่วย สส. เป็นงานที่ไม่มีเวลาเลิก
"สมมติง่าย ๆ ว่าถ้าน้ำไม่ไหลตอน 4 ทุ่ม... สส. ดองแชทหรือไม่ตอบรับกับเรื่องเหล่านี้ได้ไหม มันก็จะต้องมีผู้ช่วย สส. ที่ทำงานเหล่านี้ด้วย เพราะ สส. ไม่มีทางทำงานคนเดียวหมด จะแก้ปัญหาได้หรือไม่ได้ อย่างน้อยก็ต้องหาคำตอบมาให้ชาวบ้าน" พีท อธิบายถึงงานของผู้ช่วย สส. เขต
ก่อนหน้านี้ นพ.วรงค์ จากพรรคไทยภักดี เสนอให้ตัดจำนวนผู้ช่วย สส. และ สว. เหลือเพียง 3 ตำแหน่ง ทว่าพีทโต้แย้งว่าในเทศบาลหรืออำเภอหนึ่งแห่งยังมีข้าราชการประจำอย่างนักวิเคราะห์นโยบายและแผนหรือนักพัฒนาชุมชนอย่างน้อย 1-2 คน ขณะที่ สส. 1 คน ต้องดูแลพื้นที่ครอบคลุมหลายเทศบาลหลาย อบต. หรือ 2-3 อำเภอ
"จะให้คน 2-3 คน ดูแลประชากรจำนวนเท่านี้หรอ มัน Impossible (เป็นไปไม่ได้)"
พีทระบุเพิ่มเติมว่า ในช่วงวาระสำคัญอย่างการอภิปรายงบประมาณหรือการอภิปรายไม่ไว้วางใจ งานของผู้ช่วย สส. จะเข้มข้นในระดับสูงสุด เขาและทีมงานต้องเข้าไปทำงานร่วมกันในสถานที่ปิด ที่พวกเขาเรียกกันว่า "เซฟเฮาส์" ตลอดทั้งวันทั้งคืนเป็นเวลา 1 เดือนเต็ม เพื่อรวบรวมข้อมูลและพูดคุยกับแหล่งข่าว ขณะเดียวกันก็ต้องเข้าประชุมสภาตามวาระการประชุมสัปดาห์ละสองครั้งไปด้วย
ด้านศมพรระบุว่า งานผู้ช่วย สว. ของเขาก็มีลักษณะใกล้เคียงกับงานของผู้ช่วย สส. เขาเล่าว่า ผู้ช่วย สว. มีหน้าที่ในการสนับสนุนการทำงานของสมาชิกวุฒิสภา ทั้งการค้นคว้าข้อมูล เขียนบทอภิปราย จัดการสื่อประชาสัมพันธ์ และลงพื้นที่รับฟังปัญหาจากประชาชน
ตอนหนึ่งระหว่างสัมภาษณ์กับบีบีซีไทย เขาระบุว่าช่วงการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี "ต้องอ่านเอกสารแบบพัน ๆ หน้า" ซึ่งบ่งชี้ถึงความสำคัญของตำแหน่งผู้ช่วยที่สนับสนุนการทำงานของ สว.
15,000 บาทต่อเดือน
แม้ภาระงานจะมีความซับซ้อนและต้องใช้ทักษะสูง แต่ค่าตอบแทนสำหรับผู้ช่วย สส. และ สว. ส่วนใหญ่กลับอยู่ที่ 15,000 บาทต่อเดือน มีเพียงตำแหน่งผู้เชี่ยวชาญประจำตัวตำแหน่งเดียวเท่านั้น ที่ได้ค่าตอบแทน 24,000 บาทต่อเดือน โดยตำแหน่งนี้ สส. สว. สามารถแต่งตั้งได้ 1 คน
"ตอนผมเห็นข่าวว่าจะเพิ่ม (เงินเดือนผู้ช่วยฯ สมาชิกรัฐสภา) ผมออกมาแล้วนะ แต่ผมดีใจมากเลย รู้สึกว่ามันดีจังเลย เพราะเขาเห็นค่าของผู้ช่วย ส.ส." ตั้ม อดีตผู้ช่วยดำเนิน สส. ของพรรคสีฟ้า ระบุ
"ในยุคก่อน ๆ ผู้ช่วย สส. อาจจะเป็นแค่คนเดินไปเดินมาเป็นวอลเปเปอร์ให้นักการเมือง แต่ยุคนี้มันไม่ใช่แล้ว ทุกคนอาจจะมีเพื่อน พี่ น้อง ที่เข้ามาทำงานตรงนี้ แล้วเริ่มเข้าใจมากขึ้นว่าพวกเขาทำงานกันหนักแค่ไหน และควรจะได้ค่าตอบแทนที่อย่างน้อยก็มากกว่านี้" ตั้มกล่าวกับบีบีซีไทย
อดีตผู้ช่วยดำเนินงาน สส. รายนี้ ยังสะท้อนว่าเงินเดือน 15,000 บาทนั้นไม่เพียงพอสำหรับการใช้ชีวิตในกรุงเทพมหานคร ทำให้เขาที่เลือกประกอบอาชีพนี้ต้องหารายได้เสริมจากการรับจ้างแปลเอกสารและสอนหนังสือมาเพิ่มรายได้ประมาณ 5,000 - 10,000 บาทต่อเดือน
การทำงานนอกของตั้มเป็นการทำงานนอกเวลาสำนักงาน อย่างไรก็ดี เขาชี้ว่าเพื่อเอาชีวิตรอด ผู้ช่วย สส. บางรายต้องทำงานหลายอย่างไปพร้อม ๆ กันโดยไม่แบ่งเวลาแน่ชัด
สอดคล้องกับประสบการณ์ของศมพร ที่ชี้ว่าผู้ช่วย สว. ที่เขารู้จักก็ประกอบอาชีพอื่นไปด้วยเป็นปกติ เช่น เป็นทนายความ เป็นนักวิชาการ หรือทำงานภาคประชาสังคม ส่วนตั้มก็เล่าด้วยว่า ในยุคที่ทำงานเป็นผู้ช่วย สส. อยู่นั้น เขาเห็นว่าผู้ช่วย สส. บางคนก็เป็นเจ้าของธุรกิจส่วนตัว
"ผมไม่รู้เหมือนกันว่าคนทั่วไปคาดหวังให้ผู้ช่วย สส. ทำงานแค่วันละ 2 ชั่วโมงแล้วที่เหลือไปทำอย่างอื่น หรือคาดหวังให้ทำงานแบบผมคือ ทำตั้งแต่เช้าจรดค่ำ ผมเห็นผู้ช่วย สส. บางคนก็ทำทุกวัน ผมก็เลยงงเหมือนกันว่าจริง ๆ แล้วมาตรฐานที่ถูกต้องมันคืออะไร" ตั้มกล่าว

พิธีเปิดการศึกษาอบรมหลักสูตรวุฒิบัตรการพัฒนาศักยภาพของผู้ช่วยและผู้ปฏิบัติงานของสมาชิกรัฐสภา รุ่นที่ 26/3
อดีตผู้ช่วยดำเนินงาน สส. ของ ปชป. ยังเล่าถึงความเปราะบางทางการเงินในขณะนั้นว่า "เวลาเอาหนังสือรับรองการเป็นผู้ช่วย สส. ไปยื่นขอสินเชื่อ ธนาคารก็ไม่เข้าใจว่าเราทำงานอะไร ประเมินสินเชื่อให้ไม่ได้เพราะรายได้มันไม่ใช่วงเล็บ 1 (หมายถึงประเภทของรายได้ตามประมวลรัษฎากร)"
ขณะเดียวกัน พีทระบุว่าในเชิงแรงงาน ตำแหน่งผู้ช่วยสมาชิกรัฐสภานั้นเปราะบางเช่นกัน เนื่องจากเป็นลูกจ้างรัฐสภารูปแบบหนึ่งที่มีเนื้องานไม่ต่างจากข้าราชการ แต่กลับไม่มีค่าชดเชยเมื่อถูกเลิกจ้าง ไม่มีประกันสุขภาพ และสามารถตกงานได้ทันทีหากมีการยุบสภา
"ในขณะที่เงินเดือนข้าราชการเพิ่มขึ้นมา (แล้ว) เป็นปี ก็ไม่เห็นมีใครบ่นอะไร เราเองก็เห็นด้วยว่าต้องขึ้น เพราะทุกคนก็ล้วนแต่เป็นคนทำงาน แต่ทำไมพอผู้ช่วย สส. จะได้เงินเดือนขึ้น จะต้องถูกถามหาความเสียสละโดยไม่มองถึงความจำเป็นทางเศรษฐกิจของเราในฐานะคนทำงานคนหนึ่งเหมือนคนอื่น ๆ ในสังคมเลย" พีทระบุกับบีบีซีไทย
งานการเมืองหรืองานอาสา
เรื่องความเสียสละยังเป็นหนึ่งในประเด็นใจกลางการโต้เถียงครั้งนี้ ซึ่งจุดประเด็นขึ้นมาโดย ภูดิส กลิ่นวิชิต กรรมการบริหารพรรค (กก.บห.) ไทยภักดี
กก.บห. พรรคไทยภักดีผู้นี้ เขียนไว้ในโพสต์หนึ่งของเพจทางการของพรรคว่า "การเข้ามาทำงานการเมือง คือการอาสารับใช้ประเทศ หรือเป็นอาชีพกันแน่?"
"หากการอาสา ต้องมีผลตอบแทนเป็นเงื่อนไขเสียก่อน บางที... การเมืองอาจไม่ใช่เส้นทางของคุณ" เขาระบุ
ทั้งศมพรและพีทเห็นตรงกันว่า ค่านิยมของสังคมที่คาดหวังให้คนทำงานการเมืองต้อง "เสียสละ" หรือทำงานด้วย "จิตอาสา" เป็นแนวคิดที่ไม่สอดคล้องกับความคาดหวังที่ประชาชนมีต่องานด้านนิติบัญญัติ
ศมพรระบุว่าการตั้งกรอบเช่นนี้เป็นการกีดกันผู้ที่มีอุดมการณ์แต่ขาดทุนทรัพย์ส่วนตัว ทำให้คนรุ่นใหม่จำนวนมากที่มีความมุ่งมั่นไม่สามารถต้านทานแรงกดดันได้ไหว และต้อง "ทิ้งอุดมการณ์" ไปทำงานภาคเอกชนหรือสอบข้าราชการแทนเพราะมีปากท้องต้องเลี้ยงดู
ส่วน พีท ผู้ช่วย สส. พรรคสีส้ม วิจารณ์ประเด็นนี้ว่าสังคมต้องเลิกมองงานการเมืองเป็นงานอาสา เนื่องจากเนื้องานนิติบัญญัติจำเป็นต้องใช้ทักษะและเวลารับผิดชอบสูง การหวังพึ่งระบบอาสาสมัครจึงเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้
"งานที่มันต้องใช้ทักษะขนาดนี้ และต้องใช้เวลาขนาดนี้ จะอาสาได้ยังไง การใช้อาสาสมัครมันทำให้ 1. งานไม่ต่อเนื่อง 2. งานมันจะไม่จริงจัง เราจะตามติดเขาไม่ได้ สมมติว่าเขาเป็นอาสาสมัคร จะไปโทรจิกเขาให้ไปทำนู่นทำนี่ โดยที่เขาไม่ได้เงินหรือได้เงินแค่นี้ มันทำได้ยาก เพราะฉะนั้นต้องคิดว่างานเหล่านี้มันคืองาน มันเป็นสิ่งที่ต้องมีคนรับผิดชอบ มันมีหน้างานที่คนจะต้องไปรู้" พีทพูดจากมุมมองการทำงานของการเป็นผู้ช่วยของคนที่เป็นผู้แทนประชาชน

พีทและศมพรยังเห็นพ้องกันว่า การมองงานการเมืองเป็น "อาชีพ" (Career) ที่ควรได้รับค่าตอบแทนที่แข่งขันได้ในตลาดแรงงานจะส่งผลดีต่อระบบรัฐสภา
พีทเปรียบเทียบว่า ค่าตอบแทน 15,000 บาทของผู้ช่วย สส. เป็นเพียงอัตราของเด็กจบใหม่ ซึ่งไม่มีแรงจูงใจเพียงพอที่จะดึงดูดบุคลากรระดับอาวุโสขึ้นมา มีประสบการณ์ทำงานมาในระยะเวลาหนึ่ง (Mid-career) ที่มีรายได้ 40,000 - 50,000 บาท ให้มารับเนื้องานทักษะสูง เช่น การเขียนกฎหมายหรือการวิจัยได้
ส่วนศมพรกล่าวว่ารายได้ที่เพียงพอจะดึงดูดคนที่ต้องการทำงานอย่างแท้จริง มิเช่นนั้นก็จะเป็นเพียงตำแหน่งที่ดึงดูด "คนมีอันจะกิน" ที่เข้ามารับตำแหน่งเพียงหวังประโยชน์ทางด้านเครือข่ายเท่านั้น
อย่างไรก็ดี ยังมีผู้เสนอความคิดเห็นแตกต่างออกจากพีทและศมพร โดยมองว่าตำแหน่งผู้ช่วยสมาชิกรัฐสภานั้นมีคุณค่าที่ไม่สามารถตีค่าเป็นเงินได้
หนึ่งในผู้แสดงความคิดเห็นนี้ได้แก่ สหัสวรรษ วีระมงคลกุล ซึ่งมีตำแหน่งเป็นผู้ช่วย สส. ของ ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และ สส. แบบบัญชีรายชื่อของพรรคเพื่อไทย (พท.)
สหัสวรรษ อดีตทนายความและผู้ให้คำปรึกษาด้านกฎหมาย เขียนบนโพสต์ซึ่งเผยแพร่อย่างเป็นสาธารณะบนเฟซบุ๊กว่า แม้จะทราบดีว่าการรับตำแหน่งผู้ช่วย สส. นั้นไม่มีความมั่นคงทางการเงินตั้งแต่ต้น แต่เขามองว่าตำแหน่งนี้ทำให้เขาได้มีโอกาสนำความรู้ทางกฎหมายมาขับเคลื่อนนโยบาย และได้เป็นสะพานเชื่อมเสียงสะท้อนของประชาชน
"ผมเชื่อว่าคนทำงานเบื้องหลังสภาฯ ส่วนใหญ่ ก้าวเข้ามาด้วยจิตสาธารณะและความมุ่งมั่นที่อยากเห็นประเทศดีขึ้นแบบเดียวกัน" เขาระบุโดยไม่ได้แสดงจุดยืนว่าเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับการขึ้นเงินเดือน โดยชี้ว่าเป็น "เหรียญสองด้าน"
ทำงานให้สภา หรือทำงานให้ใคร
ต่อประเด็นที่มีผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์แสดงความคิดเห็นให้ สส. และ สว. จ่ายเงินสมทบให้แก่ผู้ช่วยฯ แทนการใช้งบประมาณของรัฐ กลุ่มผู้ปฏิบัติงานทั้งในอดีตและปัจจุบันที่บีบีซีไทยได้พูดคุยแสดงความเห็นสอดคล้องกันว่า รูปแบบดังกล่าวอาจขัดต่อหลักการทำงานนิติบัญญัติ และส่งผลกระทบต่อพฤติกรรมการทำหน้าที่เพื่อประชาชน สถานะลูกจ้างรัฐสภา และการทำงานเพื่อประชาชน
พีทระบุถึงโครงสร้างการทำงานว่า ผู้ช่วย สส. มีสถานะเป็นลูกจ้างภายใต้สังกัดรัฐสภา โดยมี สส. เป็นหัวหน้าทีม ผลงานทั้งหมดที่เกิดขึ้นจึงถือเป็นผลงานของรัฐสภาและระบบนิติบัญญัติด้วย
ด้วยเหตุนี้เขาจึงไม่เห็นด้วยกับแนวคิดที่จะให้ สส. เป็นผู้ควักกระเป๋าจ่ายค่าตอบแทนส่วนต่างเพิ่มให้เอง เนื่องจากต้นทุนการทำงานของฝ่ายนิติบัญญัติควรได้รับการดูแลจากรัฐสภา
ตั้มยังกล่าวว่าเขาเห็นว่าที่มาของรายได้นั้นจะเป็นตัวกำหนดพฤติกรรมว่า คนที่มาเป็นผู้ช่วยฯ สส. สว. จะทำงานเพื่อตัวบุคคล หรือจะทำงานเพื่อประชาชน
เขาเล่าว่า สส. ที่เขาเคยร่วมงานด้วยนั้นยึดหลักการทำงานที่ว่า เมื่อรับเงินเดือนจากสภาแล้วก็ต้องทำงานเพื่อประชาชนเป็นหลัก โดยไม่ต้องทำงานส่วนตัวให้กับหัวหน้า ซึ่งเป็นสาเหตุที่เขาไม่ได้รับเงินเพิ่มเติมจาก สส. ในการปฏิบัติหน้าที่
ตั้มแสดงความเห็นด้วยกับแนวคิดของ สส. ที่เขาทำงานด้วย "ในแง่หลักการมันก็ชัดเจนดีว่าผมได้เงินจากสภาโดยตรง ผมก็ทำงานเพื่อประชาชนเป็นหลัก ไม่ต้องทำงานส่วนตัวให้หัวหน้า ถ้าหัวหน้าให้เงินผมเพิ่ม ผมอาจจะเกิดข้อสงสัยแล้วว่าต้องจัดลำดับความสำคัญยังไง ต้องทำงานให้ใคร แหล่งที่มาของรายได้มันสำคัญ" อดีตผู้ช่วยดำเนินงานของอดีต สส. ประชาธิปัตย์ กล่าว
ทางแก้ไข
เมื่อถูกถามถึงทางออกของข้อถกเถียงเรื่องการขึ้นเงินเดือนผู้ช่วยสมาชิกรัฐสภา กลุ่มผู้ปฏิบัติงานที่ให้สัมภาษณ์บีบีซีไทยได้เสนอว่าต้องมีการปรับโครงสร้างค่าตอบแทนที่ยืดหยุ่นกว่าเดิม และในขณะเดียวกันก็ต้องมีระบบการตรวจสอบที่เข้มงวด
ในประเด็นการจัดสรรงบประมาณ ศมพรเสนอให้พิจารณารูปแบบการจ่ายค่าตอบแทนของประเทศอังกฤษ ที่เขาระบุว่าไม่ได้มีการกำหนดจำนวนผู้ช่วยฯ และเพดานเงินเดือนตายตัว แต่จัดสรรงบประมาณเป็นก้อนให้ สส. บริหารจัดการเพื่อดึงดูดผู้เชี่ยวชาญเข้ามาร่วมงานด้วย นอกจากนี้เขายังเสนอให้ปรับอัตราค่าจ้างตามค่าครองชีพในแต่ละพื้นที่
"บางจังหวัดเงินเดือน 15,000 บาท ก็คือเยอะมาก แต่สำหรับกรุงเทพฯ ก็อาจจะไม่เพียงพอจริง ๆ" เขาอธิบาย
ขณะที่สหัสวรรษ ผู้ช่วย สส. ของ ศ.ดร.ยศชนัน พรรคเพื่อไทย เสนอให้ใช้หลักการแบบประเทศสิงคโปร์ ที่ใช้อัตราค่าตอบแทนที่แข่งขันได้ (competitive salary) เป็นเครื่องมือดึงดูดคนเก่งระดับชาติ อย่างไรก็ตาม เขาเน้นย้ำว่าการเพิ่มงบประมาณต้องมาพร้อมกับการตรวจสอบโดยเสนอว่าทุกบาทที่เพิ่มขึ้นต้องแลกกับมาตรฐานการทำงานที่สูงขึ้นโดยให้มีการกำหนดตัวชี้วัดหรือเคพีไอ (KPI) และความโปร่งใส
"ประชาชนต้องสามารถตรวจสอบได้ว่าทีมงานเหล่านั้นสร้างผลงานอะไรให้ประเทศบ้าง" ผู้ช่วย สส. ของ ศ.ดร. ยศชนัน ระบุ
ศมพรก็สนับสนุนแนวคิดนี้เช่นกัน โดยระบุว่าหากเปลี่ยนมาใช้งบประมาณแบบเหมาจ่าย รัฐสภาไทยจำเป็นต้องพัฒนาระบบ "รัฐสภาเปิดเผย" (Open Parliament) ควบคู่ไปด้วย เพื่อให้ประชาชนรับรู้ว่าภาษีถูกนำไปจ้างผู้ปฏิบัติงานรายใด หน้าตาเป็นอย่างไร และด้วยอัตราเท่าใด ซึ่งจะช่วยลดข้อกังขาจากสังคมได้
ในตอนนี้ผู้ปฏิบัติงาน 2 จาก 3 คนที่ให้สัมภาษณ์บีบีซีไทยยังคงดำรงตำแหน่งเป็นผู้ช่วยฯ ในสภาผู้แทนราษฎร
ศมพรบอกกับบีบีซีไทยว่าเขาอยู่ในตำแหน่งนี้ด้วยความฝันที่อยากเห็นประเทศไทยมีประชาธิปไตยที่เข้มแข็งและความภาคภูมิใจที่ได้มีส่วนร่วมในการสร้างความเป็นธรรมให้สังคมแม้เพียงน้อยนิด ขณะที่พีทระบุว่าเขาตั้งใจทำหน้าที่ของเขาทุกวันนี้ เพราะ "สัญญาใจ" ที่ให้กับตัว สส.
"แต่คนที่มาทำงานการเมืองจำนวนหนึ่ง ไม่ได้ทำเพราะแสวงหาอำนาจหรืออยากเติบโตไปเป็น สส. เขาทำเพราะรู้สึกสนุกและได้ทำงานในสิ่งที่ตัวเองถนัด" พีทกล่าว "ซึ่งมันก็ควรได้รับการมองเป็นงาน ไม่ควรถูกทำให้เป็นเรื่องโรแมนติกหรือดูเป็นภารกิจที่ยิ่งใหญ่อะไร"
ส่วนตั้ม เขาตัดสินใจอำลางานที่เขาเรียกว่าเป็น "งานในฝัน" หลังจากทำงานมา 2 ปี 11 เดือน
"มันเหมือนเป็นความฝันที่ได้มาทำงานตรงนี้ เพราะว่าหนึ่งคือได้ประสานรับเรื่องปัญหาของประชาชน ได้เสนอแก้ไขเปลี่ยนแปลงกฎหมายให้มันดีขึ้น ได้เสนอความเห็นต่อวาระต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงบประมาณหรือประเด็นทางสังคมต่าง ๆ" อดีตผู้ช่วยของ สส. ปชป. กล่าว
"มันคงเป็นงานสำหรับคนที่พอมีเงินหรือมีธุรกิจส่วนตัวอยู่แล้ว ที่จะทำไปได้เรื่อย ๆ เป็น 10-20 ปี หรือไม่ก็คนที่พอใจกับเงินแค่ 15,000 บาท แล้วเขามีวิธีการจัดการกับรายจ่ายตัวเองได้ สำหรับผมอยู่ที่กรุงเทพฯ ต้องการแต่งงาน คิดเรื่องมีบ้าน มันไม่ใช่งานสำหรับคนที่กำลังสร้างเนื้อสร้างตัวเลย" เขาทิ้งท้าย
https://www.bbc.com/thai/articles/cvgw033gx85o