
คนมองหนัง
9 hours ago
·
ขอร่วมไว้อาลัยให้แก่การจากไปของ “รศ.ดร.กุลลดา เกษบุญชู มี้ด” ด้วยบทความที่เคยเขียนถึง “เพลย์ฟอร์แมนซ์ เลกเชอร์” เรื่อง “My Absolute Monarchy : สมบูรณาญาสิทธิราชย์ที่ฉันรู้จัก” ที่มีเนื้อหาว่าด้วยการทำงานวิชาการชิ้นสำคัญของอาจารย์ ซึ่งตีพิมพ์ครั้งแรกในมติชนสุดสัปดาห์ เมื่อเดือนเมษายน 2568 ครับ
---
‘My Absolute Monarchy’ | ‘เพลย์ฟอร์แมนซ์ เลกเชอร์’ ที่ ‘คมคาย’ และ ‘ชวนหัว’
---
เมื่อได้ยินข่าวว่าจะมีการดัดแปลงผลงานวิชาการของ “รศ.ดร.กุลลดา เกษบุญชู มี้ด” อดีตอาจารย์ประจำภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มาแสดงเป็น “ละครเวที” ในชื่อเรื่อง “My Absolute Monarchy : สมบูรณาญาสิทธิราชย์ที่ฉันรู้จัก” ณ หอประชุมศรีบูรพา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ในใจก็คิดคาดเดาไปล่วงหน้าว่า การแสดงดังกล่าวน่าจะมีลักษณะ-ท่าที-อารมณ์คล้ายคลึงกับ “เพอร์ฟอร์แมนซ์ เลกเชอร์” เรื่อง “An Imperial Sake Cup and I” ของ “ศ.ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ” อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่เคยจัดขึ้นก่อนหน้านี้
ทว่า เมื่อตีตั๋วเข้าไปชมการแสดงจริงๆ กลับพบว่า “My Absolute Monarchy” คือ “ละครเวทีแท้ๆ” (มีนักแสดง มีตัวละคร มีพล็อต มีเรื่องราวที่เปี่ยมสีสันออกการ์ตูนนิดๆ แต่ไม่มีการบรรยายเชิงวิชาการ/เลกเชอร์) ซึ่งนำเอาผลงานวิชาการเล่มใหญ่อ่านไม่ง่าย มาย่อยให้ดูสนุกและเต็มไปด้วยอารมณ์ขัน
สมกับที่คณะผู้จัดทำ คือ “The Meerkat” (กลุ่มบัณฑิตจากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาฯ ซึ่งก่อนหน้านี้ รวมตัวกันทำเพจข่าวในแนววารสารศาสตร์ภาพ-visual journalism) ระบุว่าผลงานการแสดงครั้งนี้มีสถานะเป็น “เพลย์ฟอร์แมนซ์ เลกเชอร์” (playformance lecture)
หากเปรียบเทียบกับ “An Imperial Sake Cup and I” แล้ว “My Absolute Monarchy” ก็ดูเป็นงานที่มีบุคลิกเข้มขลังจริงจังน้อยกว่า มีมาตรฐานโปรดักชั่น-เทคนิควิธีการนำเสนอที่ดูแพรวพราวน้อยกว่า แต่กลับมีอารมณ์สรวลเสเฮฮา มีมุขจิกกัด มีลูกโฉ่งฉ่าง และลูกเกรียน เยอะกว่า
นอกจากละครเวทีแนวเพลย์ฟอร์แมนซ์ เลกเชอร์เรื่องนี้จะพยายามฉายภาพให้ผู้ชมได้ตระหนักถึงกระบวนการคิดและผลิตงานวิชาการของอาจารย์กุลลดาเมื่อกว่า 30 ปีก่อน ซึ่งกลายมาเป็นหนังสือ “ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ วิวัฒนาการรัฐไทย”
ผู้ชมยังได้มองเห็น “เงามืด” หรือบรรยากาศของการเซ็นเซอร์ทางวิชาการที่จะปรากฏขึ้นในอีกหลายทศวรรษหลัง (ซึ่งตัวอาจารย์กุลลดาเองก็พลอยโดนหางเลขไปด้วยเช่นกัน) ทาบทับอยู่บนเวทีการแสดง
ผ่านการดำรงอยู่ของตัวละครนักวิชาการฝ่ายขวาที่ฟังเผินๆ เหมือนจะชื่อ “อาจารย์ชญาณี” แต่พอกวาดตาไปอ่านซับไตเติลภาษาอังกฤษซึ่งปรากฏบนจอด้านข้างเวที เรากลับพบว่าชื่อภาษาอังกฤษของนักวิชาการฝ่ายขวาผู้นี้นั้นเขียนว่า “Chaiyanee”
กระบวนการต่อสู้เพื่อยืนยันข้อเสนอทางวิชาการอันแหวกแนวของตัวละคร “อาจารย์กุลลดา” บนเวทีการแสดง และกระบวนการต่อสู้เพื่อยืนยันถึงสิทธิเสรีภาพของการทำงานวิชาการทวนกระแสในสังคมไทย ณ ทศวรรษ 2560 จึงกลายเป็นอุปมานิทัศน์-นิทานเปรียบเทียบ-กระจกส่องสะท้อนของกันและกัน อย่างมิอาจแยกขาด
หากพิจารณาถึง “แก่นสารหลัก” สาระสำคัญที่งานวิชาการของอาจารย์กุลลดาและละครเวทีเรื่องนี้นำเสนอร่วมกันก็มีอยู่ว่า
ความสำเร็จของการสถาปนาระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์สยาม (ซึ่งมีจุดเริ่มต้นมาจากความเปลี่ยนแปลงของระบบทุนนิยมโลก ที่แผ่อิทธิพลเข้าสู่บ้านเราผ่านทางการค้า ไม่ใช่การปฏิวัติอุตสาหกรรม) ได้นำไปสู่ปัจจัยบางประการที่จะกร่อนเซาะระบอบดังกล่าวในเวลาต่อมา
ระบบราชการ, การศึกษาสมัยใหม่ และแนวคิดเรื่อง “ชาติ” ที่เป็นของประชาชน คือปัจจัยเหล่านั้น
กระนั้นก็ดี ถ้าผู้ชมลองมองโลกจากมุมของตัวละครอาจารย์ “ชญาณี/Chaiyanee” ที่มีแนวคิดเชิดชูลัทธิ “มหาบุรุษ” ละครเวทีเรื่อง “My Absolute Monarchy” ก็ทำหน้าที่ยกย่องชัยชนะ-ความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ และคลี่เผยความล้มเหลวในกาลต่อมาของมหาบุรุษผู้หนึ่ง ในฐานะมนุษย์เล็กๆ ภายใต้โครงสร้างสังคมอันใหญ่โตซับซ้อนและมีพลวัต ได้อย่างคมคาย
พูดง่ายๆ ก็คือ ไม่ว่าคนดูจะเชื่อในความเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างหรือปรีชาสามารถของอภิมนุษย์ เพลย์ฟอร์แมนซ์ เลกเชอร์เรื่องนี้ก็สามารถนำพาพวกเราเคลื่อนตัวไปสู่ปมปัญหาใหญ่ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ณ ปลายทางเดียวกัน
ถ้าจะประเมินในแง่เทคนิควิธีการนำเสนอ ส่วนตัวรู้สึกว่าละครเวทีเรื่องนี้อาจเดินเรื่องเร็วไปสักหน่อย (และมี “ช่องว่าง-จุดหยุดพัก” ให้คนดูได้ประมวลความคิดน้อยไปนิด) โดยเฉพาะสำหรับผู้ชมที่ไม่เคยอ่านงานของอาจารย์กุลลดา หรือสนใจประวัติศาสตร์การเมืองไทยยุคก่อน 2475 มาก่อน
ที่สำคัญ ผมมองว่าพวกมุขตลกรายทางที่จิกกัดการเมืองไทยร่วมสมัยอย่างเมามัน (ซึ่งสอดแทรกเข้ามาเยอะมาก) ตลอดจนฉากไคลแมกซ์ “กระบี่ไร้เทียมทาน” ที่เจือกลิ่นแฟนตาซีในตอนท้ายๆ นั้น ค่อนข้าง “ก่อกวน” ผู้ชมที่กำลังพยายามจะทำความเข้าใจ “แนวคิด-ข้อเสนอหลัก” ของโชว์อยู่ไม่น้อย
ขณะที่บทบาทของ “ตัวละครลับ/ตัวละครเสริม” ที่กลืนกลายอยู่ในหมู่คนดู (ซึ่งจะกลายสภาพเป็นผู้สัมภาษณ์อาจารย์กุลลดาหลังละครจบ) ก็ถูกขับเน้น-จัดวาง-เตรียมการไว้อย่างจงใจเกินไป และอาจไม่ได้ช่วยให้ประเด็นเนื้อหาอันสลับซับซ้อนบนเวทีสามารถขยับเข้าใกล้ “กลุ่มผู้ชม” มากขึ้น ดังที่ผู้จัดทำตั้งใจ
อย่างไรก็ตาม หนึ่งในนวัตกรรมที่ผมประทับใจมากๆ ใน “My Absolute Monarchy : สมบูรณาญาสิทธิราชย์ที่ฉันรู้จัก” นั้นเห็นจะได้แก่เพลงฮิปฮอปประกอบละครที่สรุปแนวคิด-ข้อเสนอทางวิชาการของอาจารย์กุลลดา ด้วยถ้อยคำและจังหวะลีลาอันกระชับฉับไว แต่ครบถ้วนกระบวนความ
จนอยากเชียร์ให้คณะผู้จัดทำละครผลิตมิวสิกวิดีโอเพลงดังกล่าวออกมาในภายหลัง (หรือจะปล่อยเพลงในบริการสตรีมมิ่งต่างๆ ด้วยก็ดี)
https://www.facebook.com/photo/?fbid=1639819098153508&set=a.474826951319401
.....
อ่านต่อ
‘My Absolute Monarchy’ | ‘เพลย์ฟอร์แมนซ์ เลกเชอร์’ ที่ ‘คมคาย’ และ ‘ชวนหัว’
ttps://www.matichon.co.th/weekly/column/article_836081
06.04.2025h
06.04.2025h