
Cross Cultural Foundation (CrCF)
14 hours ago
·
Breaking News.
ศาลฎีกาสั่งไม่รับฎีกาขอให้สยามเป็นบุคคลสาบสูญ เหตุไม่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะครอบครัวเสียสิทธิดำเนินการทางแพ่ง
.
วันนี้ (21 ก.ค. 2569) ครอบครัวของสยาม ธีรวุฒิ นักกิจกรรมทางการเมืองที่ถูกบังคับสูญหายขณะลี้ภัยที่ประเทศเวียดนาม เมื่อปี 2562 พร้อมด้วยทนายความมูลนิธิผสานวัฒนธรรม (CrCF) เข้าฟังคำสั่งศาลฎีกา กรณีขอให้สยาม ธีรวุฒิ เป็นบุคคลสาบสูญ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 61 เพื่อให้ครอบครัวมีสิทธิในการดำเนินการทางแพ่งต่อไป
.
คำสั่งศาลระบุว่า "ศาลฎีกาเห็นว่าฎีกาของผู้ร้องไม่เป็นปัญหาสำคัญที่ศาลฎีกาควรวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 249 เพราะเมื่อพิจารณาข้อเท็จจริงแล้วไม่อาจมีผลเปลี่ยนแปลงสาระสำคัญในคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 7 ทั้งไม่เป็นปัญหาที่เกี่ยวพันกับประโยชน์สาธารณะหรือความสงบเรียบร้อยของประชาชน จึงมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ผู้ร้องฎีกา ยกคำร้อง และไม่รับฎีกาของผู้ร้อง"
.
ประกายดาว พฤกษาเกษมสุข ผู้อำนวยการมูลนิธิผสานวัฒนธรรม ซึ่งเข้าฟังคำสั่งศาลฎีกาในวันนี้ด้วย ให้ความเห็นว่า "หากการบังคับสูญหายคือการทำให้บุคคลอยู่นอกความคุ้มครองของกฎหมาย คำสั่งศาลฎีกาวันนี้อาจเป็นการซ้ำเติมความทุกข์ของครอบครัวผู้สูญหาย เนื่องจากที่ผ่านมานอกจากจะไม่มีความคืบหน้าเรื่องการค้นหาและสืบสวนสอบสวนเพื่อให้ทราบชะตากรรมของสยามแล้ว ยังไม่มีการให้สถานะบุคคลสาบสูญ ซึ่งส่งผลให้ครอบครัวของสยามต้องเผชิญความยากลำบากยิ่งกว่าเดิม"
.
สำหรับแนวทางในการดำเนินการต่อ หลังจากฟังคำสั่งศาลฎีกา ทาง CrCF จะรายงานเพิ่มเติมอีกครั้งhttps://www.facebook.com/CrCF.Thailand/posts/1538139398109731
.....
ถาม Gemini
ตามหลักสากล ศาลจะสั่งให้บุคคลเป็น "บุคคลสาบสูญ" หรือ "ผู้ถูกสันนิษฐานว่าถึงแก่ความตาย" (Presumption of Death) ได้นั้น จะต้องเข้าเงื่อนไขอะไรบ้าง
1. การหายตัวไปโดยสิ้นเชิง (Disappearance & Absence of News)
ไม่มีข่าวคราว: ต้องไม่มีผู้ใดพบเห็น ไม่ได้รับการติดต่อ หรือไม่มีหลักฐานการมีชีวิตอยู่ของผู้หายตัวไปเลยนับตั้งแต่เกิดการหายตัว
สืบหาแล้วไม่พบ: ผู้ร้องขอต้องแสดงหลักฐานว่าได้พยายามติดตามสืบหาตามสมควรแล้ว (เช่น แจ้งความ เจ้าหน้าที่สืบสวนแล้วแต่ไม่พบเบาะแส)
1. การหายตัวไปโดยสิ้นเชิง (Disappearance & Absence of News)
ไม่มีข่าวคราว: ต้องไม่มีผู้ใดพบเห็น ไม่ได้รับการติดต่อ หรือไม่มีหลักฐานการมีชีวิตอยู่ของผู้หายตัวไปเลยนับตั้งแต่เกิดการหายตัว
สืบหาแล้วไม่พบ: ผู้ร้องขอต้องแสดงหลักฐานว่าได้พยายามติดตามสืบหาตามสมควรแล้ว (เช่น แจ้งความ เจ้าหน้าที่สืบสวนแล้วแต่ไม่พบเบาะแส)
2. ระยะเวลาการหายตัวไป (Waiting Period)
หลักสากลแบ่งระยะเวลาขั้นต่ำไว้ 2 กรณีหลัก ตามระดับความเสี่ยงอันตราย:
กรณีทั่วไป (General Disappearance): * หายตัวไปในสถานการณ์ปกติโดยไม่ทราบสาเหตุ
Standard สากลส่วนใหญ่กำหนดไว้ที่ 5 ถึง 7 ปี (เช่น สหราชอาณาจักร สหรัฐอเมริกา และอีกหลายประเทศใช้เกณฑ์ 7 ปี ส่วนไทยตาม กฎหมายแพ่งฯ ม.61 กำหนดไว้ที่ 5 ปี)
กรณีพิเศษหรือตกอยู่ในอันตรายร้ายแรง (Special Circumstances / Life-Threatening Danger):
หายตัวไปในเหตุการณ์ร้ายแรง เช่น สงคราม, ภัยพิบัติทางธรรมชาติ, อุบัติเหตุทางอากาศ/ทางเรือ (Shipwreck/Air crash), หรือการจลาจล
ระยะเวลารอคอยจะถูกลดลงเหลือ 1 ถึง 2 ปี (หรือในบางประเทศ/บางสถานการณ์ที่มีหลักฐานชัดเจนว่าไม่มีผู้รอดชีวิต ศาลอาจสั่งได้ทันทีโดยไม่ต้องรอเวลา)
3. สิทธิของผู้ยื่นคำร้อง (Legal Standing / Interested Parties)
บุคคลที่จะยื่นขอต่อศาลได้ ไม่ใช่ใครก็ได้ แต่ต้องเป็น "ผู้มีส่วนได้เสีย" (Interested Persons) ทางกฎหมายเท่านั้น ได้แก่:
ทายาทตามกฎหมาย (คู่สมรส, บุตร, บิดามารดา)
ผู้จัดการมรดก หรือ ผู้รับประโยชน์ จากกรมธรรม์ประกันชีวิต
เจ้าหนี้ หรือบุคคลที่มีสิทธิเรียกร้องทางแพ่งเกี่ยวกับทรัพย์สินของผู้หาย
4. มาตรฐานการพิสูจน์ (Burden of Proof & Evidence)
ศาลจะพิจารณาจากพยานหลักฐานเพื่อชั่งน้ำหนักว่า:
มีเหตุผลอันสมควรให้เชื่อได้ว่า "เสียชีวิตแล้ว"
หรือการหายตัวไปนั้น "ไม่สามารถอธิบายด้วยสาเหตุอื่นใดได้เลยนอกจากความตาย" (Cannot be reasonably attributed to any cause other than death)
💡 ข้อสังเกตเพิ่มเติมตามกฎหมายระหว่างประเทศ: > ในกรณีการหายตัวไปจากการถูกบังคับให้หายสาบสูญ (Enforced Disappearance) หรือความขัดแย้งทางการเมือง/การทหาร องค์กรสิทธิมนุษยชนสากล (เช่น ICRC หรือ UN) มีหลักการว่า การสั่งให้เป็นบุคคลสาบสูญทางแพ่ง (เพื่อจัดการทรัพย์สิน) ต้องไม่ตัดรอนหน้าที่ของรัฐในการสืบหาความจริงทางอาญา และต้องไม่ขัดต่อสิทธิของครอบครัวในการได้รับทราบชะตากรรมของผู้สูญหาย
....
💬 ข้อคิดและมุมมองต่อคำสั่ง/แนวตัดสินของศาลไทย
การพิจารณาคดีในลักษณะนี้สร้างข้อถกเถียงอย่างกว้างขวางในทางนิติศาสตร์และนักสิทธิมนุษยชน โดยแบ่งออกเป็นมุมมองต่าง ๆ ดังนี้:
1. การติดดักทางกฎหมาย (Legal Deadlock) ของครอบครัว
ในทางปฏิบัติ เมื่อศาลยกคำร้องโดยอ้างว่า "อาจกำลังหลบหนีเพราะมีหมายจับ" ทำให้เกิดเงื่อนไขที่แทบเป็นไปไม่ได้สำหรับญาติ (Devil's Proof) เพราะครอบครัวไม่สามารถนำหลักฐานมาพิสูจน์ได้ว่าผู้หาย "ไม่ได้แอบซ่อนตัวอยู่" เนื่องจากผู้หายขาดการติดต่อนานเกิน 5 ปีแล้ว
ผลที่ตามมาคือ ทรัพย์สินหรือสิทธิทางแพ่งของสยามถูกแช่แข็ง ครอบครัวไม่สามารถดำเนินการจัดการใดๆ ตามกฎหมายแพ่งได้เลย
2. มิติ "ประโยชน์สาธารณะ" ที่มองต่างกัน
มุมมองของศาล: มองคดีนี้เป็นเรื่องแพ่งส่วนบุคคล (ขอจัดการมรดก/ทรัพย์สิน) ไม่ได้สร้างบรรทัดฐานใหม่ หรือกระทบประชาชนส่วนใหญ่
มุมมองของสังคมและนักกฎหมาย: มองว่าคำวินิจฉัยนี้ กระทบประโยชน์สาธารณะอย่างยิ่ง เพราะคดีนี้เกี่ยวข้องกับ "การบังคับสูญหายทางการเมือง" (Enforced Disappearance) การวางบรรทัดฐานว่า หากบุคคลมีหมายจับทางการเมืองแล้วหายตัวไป ศาลจะไม่สั่งให้สาบสูญ เท่ากับเปิดช่องให้ผู้กระทำผิดทางอาญาอ้างได้ว่าบุคคลนั้นยังไม่ตายหรือแค่หนีคดีอยู่ และทำให้ญาติผู้สูญหายกลุ่มอื่น ๆ ในอนาคตเข้าไม่ถึงการเยียวยาหรือคุ้มครองทางกฎหมาย
3. ความขัดแย้งกับหลักสากล
ตามหลักสากล (เช่น สภายุโรป หรือ ICRC) เมื่อครบกำหนดเวลา 5–7 ปี และไม่มีข่าวคราว/หลักฐานการมีชีวิตอยู่ ศาลควรสันนิษฐานเพื่อประโยชน์ของผู้มีส่วนได้เสียในการดำเนินชีวิตทางแพ่งต่อได้
การนำเหตุผลเรื่อง "มีหมายจับ" มาปฏิเสธสถานะสาบสูญ ถูกวิจารณ์ว่าเป็นการสันนิษฐานในทางที่เป็นโทษแก่ผู้สูญหายและครอบครัว โดยที่รัฐเองก็ยังไม่สามารถระบุได้ว่าผู้หายอยู่ที่ใด
Atukkit Sawangsuk
9 hours ago
·
ไปศาลด้วยคดีอื่น
ไปเจอคุณแม่ของสยาม ธีรวุฒิ และน้องๆ ทีมงานมูลนิธิผสานวัฒนธรรม
มาฟังคำสั่งศาลฎีกา คดีขอให้สยามเป็นบุคคลสาบสูญ เพื่อให้ครอบครัวมีสิทธิดำเนินการทางแพ่ง
ปรากฏว่า ศาลยกคำร้อง ไม่รีบฎีกา เห็นว่าไม่มีผลเปลี่ยนแปลงสาระสําคัญของคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
:
ลำดับความเรื่องนี้ คือเมื่อครบ 5 ปี ที่มีข่าวสยาม ถูกอุ้มหาย ครอบครัวก็ยื่นขอให้ศาลสั่งเป็นบุคคลสาบสูญ เพื่อนำหมายศาลไปจัดการทรัพย์สิน ที่อยู่ในชื่อสยาม
ซึ่งจริงๆแล้ว ไม่ใช่เรื่องทางการเมืองอะไรเลย
น้องยกตัวอย่างว่า บางกรณี ญาติผู้สาบสูญต้องการหมายศาลเพียงเพื่อไปขอเปลี่ยนมิเตอร์ไฟ เพราะชื่อยังค้างอยู่
:
แต่คดีนี้ ศาลกลับมองว่า สยามโดนคดี 112 น่าจะหลบหนีอยู่ ไม่ใช่สาบสูญ
ปัญหาคือ แม้ศาลอาจเชื่อเช่นนั้น แต่เขาก็ไม่ปรากฏตัวมา 7 ปีแล้ว
ศาลฎีกาไม่รับ แปลว่าไม่มีทางยื่นขอได้อีก เว้นแต่จะมีพยานหลักฐานใหม่ (ไม่รู้จะไปหาที่ไหน)
ทรัพย์สินที่อยู่ในชื่อเขาก็ค้างอยู่อย่างนั้นต่อไป
จะทำอย่างไร ที่จะจัดการทรัพย์สินได้ หรือต้องนับไปอีก 40-50 ปี เขายังไม่ปรากฏตัว จึงจะเชื่อได้ว่าสูญหาย
·
ไปศาลด้วยคดีอื่น
ไปเจอคุณแม่ของสยาม ธีรวุฒิ และน้องๆ ทีมงานมูลนิธิผสานวัฒนธรรม
มาฟังคำสั่งศาลฎีกา คดีขอให้สยามเป็นบุคคลสาบสูญ เพื่อให้ครอบครัวมีสิทธิดำเนินการทางแพ่ง
ปรากฏว่า ศาลยกคำร้อง ไม่รีบฎีกา เห็นว่าไม่มีผลเปลี่ยนแปลงสาระสําคัญของคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
:
ลำดับความเรื่องนี้ คือเมื่อครบ 5 ปี ที่มีข่าวสยาม ถูกอุ้มหาย ครอบครัวก็ยื่นขอให้ศาลสั่งเป็นบุคคลสาบสูญ เพื่อนำหมายศาลไปจัดการทรัพย์สิน ที่อยู่ในชื่อสยาม
ซึ่งจริงๆแล้ว ไม่ใช่เรื่องทางการเมืองอะไรเลย
น้องยกตัวอย่างว่า บางกรณี ญาติผู้สาบสูญต้องการหมายศาลเพียงเพื่อไปขอเปลี่ยนมิเตอร์ไฟ เพราะชื่อยังค้างอยู่
:
แต่คดีนี้ ศาลกลับมองว่า สยามโดนคดี 112 น่าจะหลบหนีอยู่ ไม่ใช่สาบสูญ
ปัญหาคือ แม้ศาลอาจเชื่อเช่นนั้น แต่เขาก็ไม่ปรากฏตัวมา 7 ปีแล้ว
ศาลฎีกาไม่รับ แปลว่าไม่มีทางยื่นขอได้อีก เว้นแต่จะมีพยานหลักฐานใหม่ (ไม่รู้จะไปหาที่ไหน)
ทรัพย์สินที่อยู่ในชื่อเขาก็ค้างอยู่อย่างนั้นต่อไป
จะทำอย่างไร ที่จะจัดการทรัพย์สินได้ หรือต้องนับไปอีก 40-50 ปี เขายังไม่ปรากฏตัว จึงจะเชื่อได้ว่าสูญหาย