'Net approval for Mr Trump’s decision to attack Iran now stands at -30% among Americans. The war in Vietnam took six years to become as reviled as the Iran war has become in six months.' https://t.co/SDr84c7Nym
— Shashank Joshi (@shashj) July 20, 2026
https://www.economist.com/united-states/2026/07/19/the-iran-war-is-americas-least-popular-since-polls-began
.....
สงครามอิหร่านเป็นสงครามที่ได้รับความนิยมน้อยที่สุดของอเมริกาตั้งแต่เริ่มมีการสำรวจความคิดเห็น
การสนับสนุนสงครามมักไม่เพิ่มขึ้นเมื่อยืดเยื้อออกไป
รูปแบบทางประวัติศาสตร์ของความคิดเห็นสาธารณะเกี่ยวกับความขัดแย้งทางทหารเผยให้เห็นแบบอย่างที่ชัดเจนเบื้องหลังข้อสังเกตนี้ การสนับสนุนจากสาธารณชนต่อการแทรกแซงในต่างประเทศมักจะลดลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่นักวิทยาศาสตร์ทางการเมืองมักเรียกว่าเส้นโค้งการเสื่อมถอยของ "การรวมตัวกันรอบธงชาติ"
พลวัตของการสนับสนุนจากสาธารณชนในยามสงคราม
การพุ่งขึ้นในช่วงเริ่มต้น (ผลกระทบจากการรวมตัวกัน) ──► ความอ่อนไหวต่อการสูญเสีย / การตระหนักถึงต้นทุน ──► การลดลงและความสงสัย
1. ตำนานของ "การสร้างอย่างช้าๆ"
ในประวัติศาสตร์การสำรวจความคิดเห็นสมัยใหม่ (ตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่สองจนถึงปัจจุบัน) แทบไม่มีบันทึกใดๆ ที่แสดงให้เห็นว่าความขัดแย้งในต่างประเทศครั้งใหญ่ได้รับความนิยมมากขึ้นเมื่อยืดเยื้อออกไป
การพุ่งขึ้นในช่วงเริ่มต้น: ความขัดแย้งมักเริ่มต้นด้วยการสนับสนุนจากสาธารณชนอย่างรวดเร็ว ซึ่งขับเคลื่อนโดยการระดมพลเพื่อความรักชาติ เรื่องเล่าของรัฐ หรือปฏิกิริยาต่อวิกฤตการณ์
อัตราการเสื่อมถอย: เมื่อเวลาผ่านไป การสนับสนุนจะลดลงเนื่องจากสมมติฐานเชิงกลยุทธ์ในช่วงแรกถูกทดสอบ ต้นทุนด้านมนุษย์และทางการเงินเพิ่มสูงขึ้น และกรอบเวลาในการแก้ไขปัญหาเริ่มไม่ชัดเจน
2. ปัจจัยหลักที่ทำให้การสนับสนุนลดลง
ความอ่อนไหวต่อความสูญเสียและเศรษฐกิจ: เมื่อความสูญเสียเพิ่มขึ้นและการแลกเปลี่ยนทางเศรษฐกิจภายในประเทศ (เช่น ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นหรืออัตราเงินเฟ้อ) ปรากฏชัด ความอดทนของประชาชนจะลดลงอย่างรวดเร็ว
ขาด "เป้าหมายสุดท้าย" ที่ชัดเจน: การสนับสนุนจากประชาชนขึ้นอยู่กับเป้าหมายที่กำหนดไว้และสามารถบรรลุได้ เมื่อความขัดแย้งเปลี่ยนจากปฏิบัติการที่จำกัดไปสู่การมีส่วนร่วมที่ไม่มีกำหนดสิ้นสุด ความสงสัยจะเพิ่มขึ้นในทุกฝ่าย
การแตกสลายของความไม่สมดุลของข้อมูล: ในช่วงเริ่มต้น เรื่องราวจากฝ่ายบริหารจะครอบงำการรายงานข่าวของสื่อ เมื่อการรายงานอิสระ การกำกับดูแลของรัฐสภา และเรื่องราวจากผู้มีประสบการณ์ปรากฏขึ้น กรอบความคิดเดิมมักจะแตกสลาย
ตัวอย่างทางประวัติศาสตร์
สงครามเกาหลี (ค.ศ. 1950–1953)
ได้รับการสนับสนุนสูงในช่วงแรก ลดลงต่ำกว่า 30% ในปี ค.ศ. 1952 และลดลงอย่างต่อเนื่องเมื่อแนวรบหยุดชะงัก
สงครามเวียดนาม (ค.ศ. 1955–1975)
ได้รับการสนับสนุนอย่างแข็งแกร่งในช่วงแรก ลดลงสู่ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ และเสื่อมถอยอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาหลายปี
สงครามอิรัก (ค.ศ. 2003–2011)
ได้รับการสนับสนุนมากกว่า 70% ในช่วงแรก เปลี่ยนเป็นเสียงส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วย และจางหายไปเมื่อการค้นหาอาวุธหยุดชะงักและการก่อความไม่สงบเพิ่มขึ้น
บทความจาก The Economist ในหัวข้อดังกล่าว สามารถสรุปสาระสำคัญได้เป็น 3 ประเด็นหลัก ดังนี้:
1. ระดับเสียงสนับสนุนเริ่มต้นที่ต่ำเป็นประวัติการณ์
การทำลายสถิติเดิม: โดยทั่วไป สงครามของสหรัฐฯ มักจะเริ่มต้นด้วยคะแนนสนับสนุนจากประชาชนที่สูงมากจากปรากฏการณ์ "การรวมใจรอบธงชาติ" (Rally-round-the-flag effect) แต่สำหรับ สงครามอิหร่าน เสียงสนับสนุนเริ่มต้นกลับต่ำกว่าสงครามครั้งใหญ่ในอดีตเกือบทั้งหมด (เช่น เกาหลี, เวียดนาม, อิรัก หรืออัฟกานิสถาน) นับตั้งแต่เริ่มมีการจัดทำโพลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนในยุค modern polling
รอยแยกทางการเมือง: ความขัดแย้งทางการเมืองภายในประเทศที่สูงอยู่แล้ว ทำให้ฐานเสียงของฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลไม่เชื่อมั่นในเป้าหมายของสงครามตั้งแต่แรกเริ่ม ส่งผลให้คะแนนสนับสนุนเปิดตัวในระดับที่ค่อนข้างติดลบหรือปานกลางเท่านั้น
2. กฎธรรมชาติของสงคราม: "ยิ่งยืดเยื้อ เสียงสนับสนุนยิ่งลดลง"
การดิ่งลงของความนิยม: ข้อมูลทางประวัติศาสตร์ชี้ชัดว่า ไม่มีสงครามครั้งใดของสหรัฐฯ ที่ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป เสียงสนับสนุนมีแต่จะลดลงตามระยะเวลาและความบานปลายของความขัดแย้ง
ปัจจัยเร่งการลดลงของคะแนนสนับสนุน:
ตัวเลขการสูญเสีย: จำนวนทหารที่เสียชีวิตหรือบาดเจ็บที่เพิ่มขึ้น
ผลกระทบทางเศรษฐกิจ: ภาระงบประมาณ ราคาน้ำมันที่พุ่งสูง และภาวะเงินเฟ้อที่ส่งผลต่อชีวิตประจำวันของชาวอเมริกัน
ความไม่ชัดเจนของเป้าหมาย: เมื่อสงครามเปลี่ยนจากการปฏิบัติการแบบหวังผลเร็ว ไปสู่ความขัดแย้งที่ไม่มีจุดจบชัดเจน (Open-ended conflict) ประชาชนจะเริ่มตั้งคำถามถึงความคุ้มค่า
3. นัยสำคัญทางรัฐศาสตร์และการเมืองสหรัฐฯ
ต้นทุนทางการเมืองที่หมดไปอย่างรวดเร็ว: คะแนนสนับสนุนสงครามเปรียบเสมือน "ทรัพยากรทางการเมืองที่ใช้แล้วหมดไป" การเปิดตัวด้วยต้นทุนที่ต่ำตั้งแต่แรก หมายความว่าฝ่ายบริหารและกองทัพมี "เวลา" (Time horizon) ในการบรรลุเป้าหมายทางยุทธศาสตร์น้อยกว่าสงครามในอดีตมาก
แรงกดดันต่อผู้นำ: ความไม่พอใจของสาธารณชนที่ก่อตัวอย่างรวดเร็วจะสร้างแรงกดดันมหาศาลต่อฝ่ายบริหารและสภาคองเกรส นำไปสู่การเรียกร้องให้ถอนกำลังหรือหาทางลงทางการทูตเร็วกว่าที่วางแผนไว้
สรุปภาพรวม: The Economist ชี้ให้เห็นว่า หากประวัติศาสตร์เป็นเครื่องเตือนใจ สงครามอิหร่านกำลังเผชิญกับสถานการณ์ที่ยากลำบากอย่างยิ่ง เพราะเริ่มต้นด้วยแรงสนับสนุนที่น้อยที่สุดเป็นทุนเดิม และเมื่อเวลาผ่านไป แรงสนับสนุนนั้นมีแต่จะถดถอยลงเรื่อยๆ ตามธรรมชาติของความขัดแย้งยืดเยื้อ