เมฆ' ครึ่งฟ้า
July 21
·
"มึงลอบกัด กูลอบฆ่า " ก่อน 6 ตุลา มาถึง
·
"มึงลอบกัด กูลอบฆ่า " ก่อน 6 ตุลา มาถึง
ชวนอ่านใบปลิวฝ่ายขวาในอีสาน กับปฏิบัติการแย่งชิง "ภูพาน" กลับไป ในนามของ ผู้รักชาติ รักสันติ!
.
ชุดใบปลิวทางการเมืองจำนวน 3 แผ่น หนึ่งในนั้นลงวันที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2518 ที่เพิ่งเข้ามือมาหมาดๆ (แย่งชิงมาจากมิตรสหายที่รักและเคารพยิ่งบางท่าน--ขออภัย) ชวนให้มองย้อนกลับไปพิจารณาบริบททางประวัติศาสตร์การเมืองภายในประเทศ ในยุคสงครามเย็น
สิ่งพิมพ์ชั่วคราวเหล่านี้ถูกผลิตขึ้นมาท่ามกลางห้วงความผันผวนในช่วงรอยต่อระหว่างเหตุการณ์ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2516 กับ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2519 ซึ่งเป็นยุคที่ขบวนการนักศึกษา ชาวนา (เช่น สหพันธ์ชาวนาชาวไร่แห่งประเทศไทย) และกรรมกร มีความตื่นตัวและมีบทบาทอย่างสูง ทั้งในการขับเคลื่อนสังคมเพื่อเรียกร้องความเป็นธรรม ตลอดจนการต่อต้านอภิสิทธิ์ของสหรัฐอเมริกาที่เข้ามาตั้งฐานทัพในอีสานช่วงสงครามเวียดนาม
กระแสเสียงที่ดังขึ้นเรื่อยๆ กลายเป็นหนึ่งในชนวนเหตุที่ทำให้ชนชั้นนำและรัฐบาลปีกอนุรักษนิยมในขณะนั้น เกิดความหวาดวิตกต่อการแพร่ของแนวคิดแบบคอมมิวนิสต์ นำไปสู่การจัดตั้งกลุ่มนักเรียนนักศึกษาและกลุ่มประชาชนที่มีแนวคิดชาตินิยมสุดโต่งขึ้น เพื่อตอบโต้และบั่นทอนขบวนการนักศึกษากรรมกร ไม่ว่าจะเป็น กลุ่มนวพล กลุ่มกระทิงแดง และกลุ่มลูกเสือชาวบ้าน รวมถึงกลุ่มนิรนามต่างๆ ที่ใช้กลยุทธ์การโฆษณาชวนเชื่อ การทำสงครามจิตวิทยา และการข่มขู่ด้วยความรุนแรงเป็นเครื่องมือหลัก
จากเนื้อหาภายในใบปลิวซึ่งอัดแน่นไปด้วยถ้อยคำรุนแรงในลักษณะของโฆษณาชวนเชื่อขวาจัด มุ่งเป้าโจมตีความย้อนแย้งของขบวนการนักศึกษาและอาจารย์บางกลุ่ม ที่ "ปากบอกว่าต่อต้านจักรวรรดินิยมอเมริกัน แต่ในชีวิตจริงกลับนิยมเสพวัฒนธรรมอเมริกัน ทั้งการฟังเพลงตะวันตกและการไว้ทรงผมยาวประบ่า"
รวมถึงกล่าวหาว่า การเคลื่อนไหวของขบวนการนักศึกษาและชาวนาเป็นการใช้ "กฎหมู่เหนือกฎหมาย" มีการกักขังเจ้าหน้าที่รัฐ และบ่อนทำลายรัฐบาลผสมเสียงข้างน้อยของ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช สะท้อนการทำงานที่แทบจะชัดเจนสำหรับการเป็นแขนขาและกระบอกเสียงให้ฝ่ายรัฐบาล
และยิ่งเห็นได้ชัดจากท่าทีที่ใครก็ตามที่จัดทำใบปลิวเหล่านี้ขึ้นมา ซึ่งพยายามขีดเส้นเพื่อสร้างอัตลักษณ์กลุ่มของตนเอง ในฐานะขบวนการซึ่ง "ไม่ใช่โดยรัฐ" โดยการเปรียบเปรยขบวนการของกลุ่มนักศึกษาว่าเป็นขบวนการเถื่อน ไม่ต่างจากขบวนการ "ของกู" ทั้งนี้ความพยายามสร้างอัตลักษณ์ดังกล่าว ยังเป็นการเเย่งชิงจุดยืนในฐานะ "ประชาชน" ที่เป็นพื้นฐานและพื้นที่การวิพากสำคัญที่สุด ของขบวนการนักศึกษา ชาวนา และกรรมกร
ข้อความช่วงท้ายของใบปลิว ยังได้ยกระดับไปสู่การขู่ฆ่าและล้างแค้นอย่างไม่มีพื้นที่เหลือให้เจรจา ดังข้อความที่ว่า
"มึงลอบกัด กูลอบฆ่า มึงก่อความไม่สงบ กูจบชีวิตมึง"
เนื้อหาที่ยกมา ไม่ใช่เพียงการข่มขู่ธรรมดา หากพิจารณาควบคู่ไปกับสถานการณ์จริงในช่วงกลางปี พ.ศ. 2518 ซึ่งมีการลอบสังหารผู้นำชาวนาและผู้นำการเคลื่อนไหวฝ่ายซ้ายอย่างต่อเนื่องหลายสิบรายทั่วประเทศ (ในอีสาน เช่น นายเฮียง สิ้นมาก ผู้แทนชาวนาจังหวัดสุรินทร์ และนายโง่น ลาววงศ์ ผู้นำชาวนาจังหวัดอุดรธานี) เนื้อหาตามใบปลิวข้างต้น จึงเสมือนการสร้างเหตุผลสนับสนุนให้แก่การลอบสังหารที่กำลังเกิดขึ้นอย่างโจ่งแจ้ง โดยอ้างความชอบธรรมที่ได้มาจากการตีตราฝ่ายตรงข้ามให้กลายเป็น "ศัตรูของชาติ" มากกว่าจะเป็นเพียงผู้เห็นต่างทางการเมือง
หากนำใบปลิวฝ่ายขวาเหล่านี้ไปเปรียบเทียบกับใบปลิวของศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (ศนท.) และองค์กรนักศึกษาจำนวนมากในช่วงเวลาเดียวกัน จะพบความแตกต่างอย่างมีนัยยะสำคัญทั้งในด้านภาษาและเนื้อหา โดยใบปลิวของฝ่ายนักศึกษา มักใช้ภาษาเชิงอุดมการณ์ วรรณกรรมสร้างสรรค์ บทกวี หรือภาษาทางวิชาการจากมุมมองต่อโครงสร้างสังคมที่กดขี่ เเละมุ่งเน้นไปที่การต่อต้านจักรวรรดินิยมอเมริกัน การเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับชาวนาและผู้ใช้แรงงานที่ถูกเอารัดเอาเปรียบ รวมถึงการเปิดโปงแผนการของกลุ่มเผด็จการและศักดินาที่พยายามจะยึดอำนาจคืน ในขณะที่ใบปลิวของ "ขบวนการเถื่อน" ตัวอย่างเช่นสามฉบับนี้ กลับมุ่งเน้นการทำลายความชอบธรรมของฝ่ายตรงข้าม การสร้างภาพศัตรู และการลดทอนคุณค่าความเป็นมนุษย์
ประเด็นที่น่าสนใจและควรนำมาตีความอีกประการหนึ่ง คือชื่อกลุ่มผู้ลงนามท้ายใบปลิวที่อ้างตัวว่าเป็นขบวนการเถื่อน โดยปรากฏชื่อกลุ่มย่อยร่วมลงนามคือ "ภูสิงห์" "ปวงชน" และ "สิงห์ภูพาน" รวมถึง ใบปลิวอีกแผ่นในชุดเดียวกันที่ใช้ชื่อผู้เผยแพร่ ในนาม "ชาวอุดรผู้รักสันติ"
ในการศึกษาสงครามการเมืองยุคสงครามเย็น ชื่อกลุ่มเฉพาะเหล่านี้ สอดคล้องกับยุทธวิธีเชิงจิตวิทยาของฝ่ายรัฐและเครือข่ายขวาจัดที่หนุนหลังโดยค่ายเสรีในหลายประเทศ (เช่น ลาว) ที่รัฐหรือฝ่ายความมั่นคงมักสนับสนุนการจัดตั้ง "กลุ่มผู้ปฏิบัติงานภาคประชาชน" ขึ้น พร้อมทั้งจัดทำสิ่งพิมพ์และปฏิบัติการโฆษณาชวนเชื่อ เพื่อสร้างบรรยากาศแวดล้อมว่า
"มวลชนและประชาชนในท้องถิ่น กำลังลุกขึ้นมาต่อต้านนักศึกษาและคอมมิวนิสต์ด้วยตนเอง"
ในบรรดาชื่อทั้งหมด "สิงห์ภูพาน" นับว่าสะดุดตาที่สุด เพราะหากมองความเชื่อมโยงในปัจจุบัน คำนี้ได้กลายมาเป็นชื่อสัญลักษณ์และเพลงประจำสาขาวิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร ที่ใช้ทำกิจกรรมในหมู่นักกิจกรมและนักศึกษาอย่างสร้างสรรค์
แต่ย้อนกลับไปในปี พ.ศ. 2518 สถาบันแห่งนี้ยังมีสถานะเป็น "วิทยาลัยครูสกลนคร" ซึ่งเน้นการผลิตครูระดับประกาศนียบัตรวิชาการศึกษา (ป.กศ.) และเพิ่งเปิดสอนในระดับปริญญาตรี (ค.บ.) เป็นปีแรก และขณะนั้นยังไม่มีการจัดตั้งสาขาวิชารัฐศาสตร์หรือกลุ่มกิจกรรม "สิงห์ภูพาน" แต่อย่างใด ดังนั้นชื่อ "สิงห์ภูพาน" ที่ปรากฏในใบปลิว เท่าที่ฉันมีข้อมูลอยู่ในขณะนี้ จึงอาจตัดความเป็นไปได้ที่จะมีความเกี่ยวข้อง กับสาขาวิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนครในปัจจุบัน ส่วนจะเกี่ยวข้องกับขบวนการนักศึกษาอื่น ที่จัดตั้งกันอยู่ภายในวิทยาลัยครูสกลนครในช่วง พ.ศ.2518 หรือไม่ ยังคงต้องค้นหาข้อมูลเพิ่มเติม อย่างไรก็ดี สิ่งที่น่าสนใจจากการตีความชื่อกลุ่ม "สิงห์ภูพาน" ยังคงมีอยู่อีกหลายประเด็น อาธิเช่น การตั้งชื่อโดยเลือกใช้คำว่า "ภูพาน" เป็นชื่อกลุ่มในงานโฆษณาชวนเชื่อ
ในบริบทของทศวรรษ 2510–2520 เทือกภูพานไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ หากแต่เป็นหนึ่งในฐานที่มั่นสำคัญของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย(พคท.)ในอีสาน และถูกยกย่องให้เป็นสัญลักษณ์ของการต่อสู้ด้วยอาวุธของฝ่ายปฏิวัติมาตั้งแต่เหตุการณ์ "วันเสียงปืนแตก" ที่บ้านนาบัว จังหวัดสกลนคร ในปี พ.ศ. 2508 ทำให้ในความรับรู้ร่วมกันของผู้คนในสังคมไทยช่วง พ.ศ. 2518 คำว่า "ภูพาน" นั้น ดำรงสัญลักษณ์ทางการเมืองอยู่ในฐานะ "พื้นที่สีแดงเข้ม"
ชื่อของกลุ่ม "สิงห์ภูพาน" ที่ปรากฏในคำลงท้ายใบปลิว จึงสะท้อนเจตนาในการแย่งชิงความหมายเชิงสัญลักษณ์ ของคำว่า "ภูพาน" กลับคืนมาของฝ่ายขวา แทนที่จะปล่อยให้ภูพานถูกผูกขาดความหมายในฐานะดินแดนแห่งการต่อสู้ของคอมมิวนิสต์ ผู้ผลิตใบปลิว ได้นำชื่อภูพานมาใช้สถาปนาตัวตนในฐานะกลุ่ม "ผู้รักชาติบ้านเมือง ผู้รักสันติ และผู้พิทักษ์ท้องถิ่น" ซึ่งแฝงนัยยะว่า แม้ในพื้นที่อันตรายซึ่งถูกมองว่าเป็น "ฐานแดง" ก็ยังมีชาวบ้านและพลังฝ่ายขวาที่พร้อมลุกขึ้นมาสู้กับพวกนักศึกษา, คอมมิวนิสต์เช่นกัน
ทั้งนี้ โดยธรรมชาติของใบปลิวการเมืองที่มักถูกผลิตขึ้นเพื่อตอบสนองต่อเหตุการณ์หรือวาระเฉพาะหน้า ไม่ว่าจะเป็นการชุมนุม การเคลื่อนไหวของขบวนการ นักศึกษา ชาวนา กรรมกร หรือประเด็นทางการเมืองที่ได้รับความสนใจจากสาธารณะ ใบปลิวแต่ละแผ่นในชุดนี้ ได้เผยให้เห็น "จังหวะ" ที่แตกต่างกันของความขัดแย้งในพื้นที่ ตัวอย่างเช่น ใบปลิวลงวันที่ 12 สิงหาคม 2518 ที่มีข้อความยาวและละเอียด มีลักษณะเป็นการสร้างกรอบความชอบธรรมทางการเมืองอย่างเป็นระบบซึ่งสามารถใช้ได้ในปฏิบัติการปกติ ขณะที่ใบปลิวอีกแผ่นกลับมุ่งเป้าไปยังนักศึกษาวิทยาลัยครูโดยเฉพาะ (เพิ่มความเป็นไปได้ว่ามีการรวมตัวกันของขบวนการนักศึกษาภายในวิทยาลัยครูสกลนครจริง -- ดูใบปลิวแผ่นที่สอง)
สำหรับฉัน ใบปลิวทั้งสามแผ่น นอกจากจะช่วยให้เราทำความเข้าใจบรรยากาศทางการเมืองในช่วงก่อนเหตุการณ์ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2519 อย่างเป็นรูปธรรมแล้ว สิ่งที่ปรากฏอยู่บนหน้ากระดาษ ยังมีร่องรอยสำคัญของสงครามโฆษณาชวนเชื่อโดยรัฐและองคาพยพ ที่ได้ฝังรากเชื้อความเกลียดชังและการขจัดผู้เห็นต่างด้วยความรุนแรง ให้ค่อยๆเติบโตขึ้นในสังคมไทยตลอดช่วงกลางทศวรรษ 2510 ด้วยเหตุนี้ ภาพเหตุการณ์อันน่าเศร้าสลด ที่ปรากฏขึ้นในรั้วมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และท้องสนามหลวง เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2519 จึงมิได้เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน หากเป็นผลลัพธ์ของกระบวนการที่ถูกสร้างขึ้น โดย "คน" ผ่านตัวอักษร วาทกรรม และสิ่งพิมพ์ใบเล็กๆ มาก่อนหน้านั้น
.
เมฆ' ครึ่งฟ้า
.
อ้างอิง
• ธงชัย วินิจจะกูล. (2563). 6 ตุลา ลืมไม่ได้ จำไม่ได้: 6 ตุลาฯ ในความทรงจำทางการเมืองไทย. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน.
• สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล. (2544). ประวัติศาสตร์ที่เพิ่งสร้าง: รวมบทความเกี่ยวกับ 14 ตุลา และ 6 ตุลา. กรุงเทพฯ: 6 ตุลาร่วมอาลัย.
• สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ. (2551). สายธารประวัติศาสตร์การเมืองไทย จาก 14 ตุลา ถึง 6 ตุลา. กรุงเทพฯ: มูลนิธิสายธารประวัติศาสตร์.
.
ภาพ : สิ่งพิมพ์ชุด THCW7731 , Collection ส่วนตัว



