วันจันทร์, กรกฎาคม 20, 2569

บทวิเคราะห์น่าสนใจจาก FP : โดรนของยูเครนพลิกสถานการณ์ได้ก็จริง แต่จะเปลี่ยนโฉมหน้าแผนที่ได้หรือ? การโจมตีด้วยโดรนระยะกลางอาจไม่เพียงพอที่จะทวงคืนดินแดนของยูเครนกลับมา

https://foreignpolicy.com/2026/07/15/ukraine-drones-russia-war-territory-battlefield-offensive/

บทวิเคราะห์จาก Foreign Policy (FP) ชิ้นนี้ชี้ให้เห็นถึง "ความย้อนแย้งเชิงยุทธศาสตร์" ครั้งสำคัญในสงครามยูเครน: แม้ว่ากองทัพโดรนของยูเครนจะประสบความสำเร็จอย่างสูงในการเปลี่ยนสมการทางเศรษฐกิจและการทหาร แต่ความสำเร็จทางเทคโนโลยีนี้กลับยังไม่สามารถแปรเปลี่ยนเป็น "การทวงคืนดินแดน" บนแผนที่ได้อย่างเป็นรูปธรรม

แม้โดรนระยะกลางและโดรนโจมตีลึก (Deep-strike drones) จะเปลี่ยนโฉมหน้าการรบไปอย่างสิ้นเชิง แต่การยึดพื้นที่คืนจำเป็นต้องใช้ขีดความสามารถทางทหารอีกรูปแบบหนึ่ง โดยมีประเด็นสำคัญดังนี้

1. พลิกสถานการณ์ (Turn the Tide): ชัยชนะแบบอสมมาตร

ยุทธศาสตร์โดรนของยูเครนได้ทำลายตำราการรบแบบเดิม โดยการใช้โดรนราคาถูกที่ผลิตเองในประเทศเข้ามาสร้างความเสียหายอย่างรุนแรงต่อรัสเซียในจุดที่ขีปนาวุธราคาแพงเคยทำ

การตัดกำลังบำรุงในแนวลึก (Logistical Strangulation): ยุทธการ "Middle Strike" (การโจมตีระยะกลาง 25–200 กิโลเมตรจากแนวหน้า) ส่งผลกระทบอย่างหนักต่อเส้นทางส่งกำลังบำรุงของรัสเซีย โดยเฉพาะการโจมตีเส้นทางคมนาคมหลักที่เชื่อมต่อระหว่างแผ่นดินใหญ่รัสเซียไปยังพื้นที่ยึดครองและไครเมีย บีบให้รัสเซียต้องใช้ทรัพยากรมหาศาลเพียงเพื่อคุ้มกันเส้นทางลำเลียง

สงครามเศรษฐกิจส่วนหลัง (Economic War): โดรนระยะไกลของยูเครนสามารถเจาะทะลวงระบบป้องกันภัยทางอากาศเข้าไปทำลายคลังน้ำมัน โรงกลั่น และคลังส่วนหลังในลึกเข้าไปในแผ่นดินรัสเซีย เพื่อบั่นทอนเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและการผลิตทางทหาร

การจำกัดเสรีภาพทางทะเล: การใช้โดรนทางทะเลโจมตีเรือรบและเรือขนส่งของรัสเซียในทะเลดำและทะเลอาซอฟ ประสบความสำเร็จในการท้าทายอธิปไตยทางทะเลของรัสเซียอย่างมาก

2. โดรนเปลี่ยนแผนที่ไม่ได้ (The Map Dilemma): ข้อจำกัดในการยึดพื้นที่

แม้จะสร้างความเสียหายทางยุทธศาสตร์ได้สูง แต่แผนที่การสู้รบในแนวหน้ากลับค่อนข้างนิ่งและขยับเขยื้อนน้อยมาก เนื่องจากข้อจำกัดเชิงโครงสร้างของเทคโนโลยีโดรน:

โดรนทำลายการส่งกำลังบำรุงได้ แต่ทหารราบต้องเป็นคนยึดพื้นที่: โดรนเก่งในเรื่องการลอบโจมตี ตัดกำลัง หรือทำลายขบวนรถ แต่โดรนไม่สามารถเดินสายพานข้ามสนามทุ่นระเบิด เข้าไปเคลียร์บังเกอร์ หรือปักธงยึดเมืองได้ การทวงคืนดินแดนยังคงต้องอาศัยการรบร่วมแบบดั้งเดิม (Combined-Arms) ที่ประกอบด้วยรถถังหนัก ทหารราบยานเกราะ และปืนใหญ่

ความหนาแน่นของแนวป้องกันรัสเซีย: รัสเซียได้สร้างแนวป้องกันที่ซับซ้อนและแน่นหนา (Surovikin Line และแนวตั้งรับอื่น ๆ) ซึ่งเต็มไปด้วยทุ่นระเบิดและบังเกอร์คอนกรีต โดรนระยะกลางสามารถก่อรบกวนและทำลายทหารในแนวสนามเพลาะได้ แต่ไม่มีอานุภาพทำลายล้างหนักพอที่จะเปิดทางให้กองทัพขนาดใหญ่บุกทะลวงแนวป้องกันเหล่านี้

สงครามอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Warfare - EW): สงครามโดรนคือการแข่งขันทางเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไปทุกสัปดาห์ รัสเซียมีการพัฒนาระบบรบกวนสัญญาณ (EW) ที่เข้มข้นในบริเวณแนวหน้า (Zero-line) ทำให้การควบคุมโดรนเพื่อประสานงานการบุกโจมตีขนาดใหญ่ทำได้ยากลำบาก

วัตถุประสงค์เพื่อ "บั่นทอน" ไม่ใช่เพื่อ "บุกยึด": บ่อยครั้งที่เป้าหมายหลักของการใช้โดรนระยะกลางของยูเครน คือการทำให้การยึดครองพื้นที่ของรัสเซีย (เช่น ในไครเมีย) มี "ราคาแพงและยากลำบากที่สุด" เพื่อหวังผลให้เกิดการล่มสลายจากภายในหรือการยอมถอยในระยะยาว มากกว่าจะเป็นการเปิดทางเพื่อส่งกำลังภาคพื้นดินเข้าไปยึดคืนในทันที

บทสรุป

การโจมตีด้วยโดรนระยะกลางของยูเครนสามารถขยายพื้นที่สงคราม ลบล้างความได้เปรียบทางภูมิศาสตร์ของรัสเซีย และสร้างความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานได้อย่างดีเยี่ยม มันคือเครื่องมือที่ขาดไม่ได้ในการสร้างสมดุลให้กับประเทศที่มีทรัพยากรน้อยกว่าอย่างยูเครน

อย่างไรก็ตาม ตราบใดที่ความสำเร็จทางอากาศและทางทะเลนี้ ยังไม่สามารถผสานเข้ากับการรุกคืบของกองกำลังภาคพื้นดินขนาดใหญ่ที่มีอาวุธหนักครบมือเพื่อเจาะแนวป้องกันของรัสเซียได้ สงครามโดรนนี้ก็จะทำได้เพียงเปลี่ยน "ดุลยภาพทางยุทธศาสตร์" แต่จะยังไม่สามารถเปลี่ยน "เส้นเขตแดนบนแผนที่" ได้อย่างมีนัยสำคัญ