คำกล่าวของ Zohran Mamdani (ซึ่งเป็นสมาชิกสภาแห่งรัฐนิวยอร์กและผู้สมัครชิงตำแหน่งนายกเทศมนตรีนครนิวยอร์ก) ที่ระบุว่ากำลังพิจารณาให้เทศบาลเมืองเข้าจับกุมนายกรัฐมนตรี เบนจามิน เนทันยาฮู ของอิสราเอลนั้น ในทางปฏิบัติและทางกฎหมาย ไม่สามารถทำได้จริง โดยมีกลไกทางกฎหมาย รัฐธรรมนูญ และการทูตหลายประการที่จะเข้ามาขัดขวางและลบล้างคำสั่งดังกล่าวทันที ดังนี้:
1. รัฐบาลกลางสหรัฐฯ และกระทรวงยุติธรรม (U.S. Federal Government & DOJ)
นี่คือหน่วยงานหลักที่จะเข้ามาขัดขวางโดยตรง หากเทศบาลนครนิวยอร์กหรือตำรวจนิวยอร์ก (NYPD) พยายามจะทำการจับกุม
การขอคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวจากศาล (Federal Injunction): กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ (DOJ) จะยื่นคำร้องต่อศาลรัฐบาลกลางอย่างเร่งด่วนเพื่อสั่งระงับการกระทำของเมืองนิวยอร์ก เนื่องจากละเมิดกฎหมายรัฐบาลกลางและรัฐธรรมนูญ
หลักอำนาจสูงสุดของรัฐบาลกลาง (Supremacy Clause): ตามรัฐธรรมนูญสหรัฐฯ อำนาจในการดำเนินนโยบายต่างประเทศและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเป็นของรัฐบาลกลาง (ประธานาธิบดีและสภาคองเกรส) เท่านั้น รัฐบาลท้องถิ่นหรือเทศบาลไม่มีอำนาจทางกฎหมายในการดำเนินมาตรการใดๆ ที่ขัดต่อนโยบายต่างประเทศของประเทศ
2. ข้อตกลงสำนักงานใหญ่สหประชาชาติ (UN Headquarters Agreement 1947)
เนื่องจากการเดินทางเยือนนครนิวยอร์กของผู้นำต่างประเทศส่วนใหญ่ (รวมถึงเนทันยาฮู) มีวัตถุประสงค์เพื่อเข้าร่วมประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ (UNGA)
ข้อตกลงที่เป็นสนธิสัญญาผูกพันระหว่างสหรัฐฯ กับ UN ระบุชัดเจนว่า รัฐบาลสหรัฐฯ ต้องอำนวยความสะดวกและรับรองสิทธิในการเดินทางเข้า-ออกอย่างเสรีให้กับผู้แทนและผู้นำประเทศต่างๆ ที่มาประชุม UN * กฎหมายนี้คุ้มครองสิทธิในการเดินทางผ่านพื้นที่ของนครนิวยอร์กเพื่อไปยังเขตสำนักงานใหญ่ UN โดยที่เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นไม่มีสิทธิ์เข้าไปแทรกแซงหรือจับกุม
3. เอกสิทธิ์และความคุ้มกันทางการทูต (Diplomatic & Head-of-State Immunity)
ภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศและกฎหมายภายในของสหรัฐฯ (เช่น Diplomatic Relations Act) ผู้นำประเทศหรือหัวหน้ารัฐบาลที่อยู่ในตำแหน่งจะได้รับ "ความคุ้มกันในฐานะประมุขแห่งรัฐ" (Head-of-State Immunity) * ความคุ้มกันนี้ทำให้เนทันยาฮูรอดพ้นจากการถูกควบคุมตัว การจับกุม หรือการดำเนินคดีทางอาญาโดยศาลและเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายทุกระดับในสหรัฐฯ ตราบใดที่ยังดำรงตำแหน่ง
4. กฎหมายสหรัฐฯ ที่ต่อต้านศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC)
แม้ว่าศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) ณ กรุงเฮก จะมีการออกหมายจับเนทันยาฮู และ Mamdani จะใช้เหตุผลนี้อ้างอิง แต่ในความเป็นจริง:
สหรัฐอเมริกาไม่ได้เป็นภาคีในธรรมนูญกรุงโรมของ ICC
สหรัฐฯ มีกฎหมายระดับชาวบ้านที่เรียกว่า American Servicemembers' Protection Act (หรือที่มักเรียกกันเล่นๆ ว่า "กฎหมายบุกกรุงเฮก") ซึ่งห้ามไม่ให้หน่วยงานราชการทุกระดับของสหรัฐฯ (รวมถึงรัฐบาลท้องถิ่น) ให้ความร่วมมือหรือบังคับใช้หมายจับของ ICC
สรุปคือ: หากนายกเทศมนตรีหรือฝ่ายกฎหมายของเทศบาลนิวยอร์กพยายามจะสั่งจับกุมจริง กระทรวงการต่างประเทศและกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ จะเข้าแทรกแซงทันที โดยใช้ระบบศาลรัฐบาลกลางส่งคำสั่งระงับการจับกุม และหากจำเป็น หน่วยงานความมั่นคงของรัฐบาลกลาง (เช่น Secret Service หรือ FBI) จะเป็นผู้คุ้มกันผู้นำต่างประเทศด้วยตนเอง คำประกาศของ Mamdani จึงเป็นเพียงการแสดงจุดยืนทางการเมือง (Political Statement) ที่ไม่มีความเป็นไปได้ในทางกฎหมาย
.....
เพิ่มเติม ประเด็นข้อกฎหมายระหว่างประเทศ
หากเจาะลึกในแง่มุม "กฎหมายระหว่างประเทศ" (International Law) และกลไกเชิงโครงสร้างที่เชื่อมโยงกับกฎหมายภายในของสหรัฐฯ มีหลักการและข้อตกลงสำคัญหลายฉบับที่ทำให้แนวคิดการจับกุมของนายกเทศมนตรี Mamdani ขัดต่อกฎหมายสากลอย่างสิ้นเชิง ดังนี้
1. หลักความคุ้มกันของประมุขแห่งรัฐและหัวหน้ารัฐบาล (Head-of-State Immunity)
ตามกฎหมายจารีตประเพณีระหว่างประเทศ (Customary International Law) ผู้นำประเทศ หัวหน้ารัฐบาล (เช่น นายกรัฐมนตรี) และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ที่ยังอยู่ในตำแหน่ง จะได้รับสิทธิ ความคุ้มกันเด็ดขาดจากเขตอำนาจศาลต่างประเทศ (Immunity Ratione Personae)
ขอบเขตความคุ้มกัน: สิทธิตัวนี้คุ้มครอง "ตัวบุคคล" โดยตรงในทุกกรณี ไม่ว่าความผิดที่ถูกกล่าวหาจะเกิดขึ้นก่อนหรือระหว่างดำรงตำแหน่ง และไม่ว่าจะเป็นความผิดส่วนตัวหรือในนามรัฐ
ผลทางกฎหมาย: เจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายของประเทศอื่น (รวมถึงระดับท้องถิ่นอย่าง NYPD) ไม่สามารถกักขัง หน่วงเหนี่ยว หรือจับกุมผู้นำที่ได้รับความคุ้มกันนี้ได้ การละเมิดหลักความคุ้มกันถือเป็นการละเมิดอธิปไตยของรัฐนั้นๆ และผิดกฎหมายระหว่างประเทศอย่างร้ายแรง
2. สถานะของศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) กับประเทศที่ไม่ได้เป็นภาคี
แม้ว่าศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) จะออกหมายจับเบนจามิน เนทันยาฮู แต่ในทางกฎหมายระหว่างประเทศ มีหลักการสำคัญคือ "ความสัมพันธ์แบบผูกพันเฉพาะภาคี" (Pacta tertiis nec nocent nec prosunt)
สหรัฐอเมริกาและอิสราเอล ไม่ได้ลงนามสัตยาบันในธรรมนูญกรุงโรม (Rome Statute) ซึ่งเป็นสนธิสัญญาก่อตั้ง ICC ดังนั้น ทั้งสองประเทศจึงไม่มีพันธกรณี (Legal Obligation) ตามกฎหมายระหว่างประเทศที่จะต้องปฏิบัติตามหรือบังคับใช้หมายจับของ ICC
สำหรับสหรัฐฯ ข้อผูกพันในการจับกุมตามหมายจับของ ICC จะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อบุคคลนั้นอยู่ในดินแดนของประเทศที่เป็นภาคี (เช่น สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส หรือเยอรมนี) เท่านั้น แต่ในดินแดนของสหรัฐฯ หมายจับนี้ไม่มีสภาพบังคับทางกฎหมาย
3. อนุสัญญาว่าด้วยภารกิจพิเศษ ค.ศ. 1969 (Convention on Special Missions)
ในกรณีที่ผู้นำต่างประเทศเดินทางไปเยือนอีกประเทศหนึ่งเพื่อปฏิบัติภารกิจอย่างเป็นทางการ (เช่น การไปร่วมประชุม UNGA ที่นิวยอร์ก) กฎหมายระหว่างประเทศจะรับรองสถานะของการเดินทางนั้นเป็น "ภารกิจพิเศษ" (Special Mission)
ภายใต้หลักการนี้ รัฐผู้รับ (Host State ซึ่งในที่นี้คือสหรัฐฯ ในฐานะที่ตั้ง UN) มีหน้าที่ตามกฎหมายสากลที่จะต้องให้ความคุ้มครองความปลอดภัยสูงสุดแก่ผู้แทนต่างประเทศ และต้องละเว้นจากการดำเนินการใดๆ ที่กระทบต่อเสรีภาพและการปฏิบัติหน้าที่ของผู้นำคนนั้น
4. ข้อตกลงสำนักงานใหญ่สหประชาชาติ ค.ศ. 1947 (UN Headquarters Agreement)
นี่คือข้อตกลงทวิภาคีที่มีสถานะเป็นสนธิสัญญาระหว่างสหรัฐฯ กับองค์การสหประชาชาติ ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อป้องกันไม่ให้การเมืองภายในของสหรัฐฯ หรือเมืองนิวยอร์กกระทบต่อภารกิจสากล
มาตรา 4 ส่วนที่ 11 (Section 11) ของข้อตกลง: ระบุชัดเจนว่า รัฐบาลสหรัฐฯ (Federal Authorities) จะต้องไม่สร้างอุปสรรคใดๆ ในการเดินทางเข้า-ออก หรือการพำนักของผู้แทนรัฐสมาชิกที่เดินทางมายังสำนักงานใหญ่ UN
กฎหมายระหว่างประเทศเหนือกว่ากฎหมายท้องถิ่น: ในทางกฎหมายระหว่างประเทศ รัฐบาลสหรัฐฯ มีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามสนธิสัญญานี้อย่างเคร่งครัด หากปล่อยให้เทศบาลนิวยอร์กจับกุมผู้นำต่างประเทศ สหรัฐฯ จะตกเป็นผู้ละเมิดสนธิสัญญาระหว่างประเทศทันที ซึ่งรัฐบาลกลางสหรัฐฯ จะยอมให้เกิดขึ้นไม่ได้
บทสรุปเชิงกฎหมาย: แม้ว่า Mamdani จะอ้างความชอบธรรมจากหมายจับของ ICC (ซึ่งเป็นองค์กรระหว่างประเทศ) แต่ตัวเขาในฐานะนายกเทศมนตรีเป็นเพียง "กลไกบริหารระดับท้องถิ่น" ไม่มีสถานะเป็นผู้ทรงสิทธิ์หรือมีหน้าที่ในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ (Subject of International Law)
ดังนั้น ภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ ลำดับศักดิ์ของสิทธิคุ้มกันทางการทูตและสนธิสัญญา UN จึงอยู่สูงกว่าอำนาจทางกฎหมายของเทศบาลนครนิวยอร์กอย่างสิ้นเชิง