วันเสาร์, มิถุนายน 20, 2569

ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญวันนี้ ช่วยแก้โจทย์คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ถือเป็น "จุดเปลี่ยนสำคัญ" ที่อาจช่วยปลดล็อกความขัดแย้งเรื่องการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยแยก "สสร. ออกจาก "คณะกรรมาธิการยกร่างฯ เพื่อ "ลดแรงเสียดทาน แต่รักษาหลักการ"


Chaturon Chaisang
8 hours ago
·
จากที่มีรายงานข่าววันนี้ว่า คณะกรรมาธิการของรัฐสภาได้หารือกับตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และมีความชัดเจนเพิ่มขึ้นว่า การให้มี สสร. ที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน ไม่ได้ขัดต่อคำวินิจฉัย หากออกแบบให้คณะกรรมาธิการยกร่างมาจากการแต่งตั้งโดย สสร. อีกทอดหนึ่ง ไม่ใช่จากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน
.
ผมเห็นว่านี่คือคำอธิบายที่สอดคล้องกับหลักประชาธิปไตยและควรได้รับการยึดถือ เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมา ความกังวลเรื่องการขัดคำวินิจฉัยถูกใช้เป็นเหตุผลในการจำกัดการมีส่วนร่วมของประชาชน ทั้งที่ยังไม่มีความชัดเจนพอ บัดนี้เมื่อมีความชัดเจนแล้ว ก็ไม่มีเหตุผลที่จะยังคงหลีกเลี่ยงหลักการนี้อีกต่อไป
.
ผมเห็นว่าพรรคเพื่อไทยควรแก้ไขปรับปรุงร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญอีกครั้ง โดยในคราวนี้ควรเสนอให้ชัดเจนไปเลยว่าให้มี สสร. ที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน และรัฐสภาไม่ต้องเข้ามาคัดเลือกอีก
.
ส่วนประเด็นที่จะต้องคิดต่อไปก็คือในส่วนของผู้ทรงคุณวุฒิและผู้แทนองค์กรวิชาชีพต่างๆ จะให้ใครเป็นผู้คัดเลือกและมีจำนวนเท่าใด เพราะถ้ารัฐสภาเป็นผู้เลือกเองและมีจำนวนมาก ก็จะทำให้ความเป็น สสร. ที่มาจากประชาชนเจือจางลงไป คณะที่ร่วมกันร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญในครั้งแรกคงช่วยออกแบบและนำเสนอต่อพรรคเพื่อพิจารณาตัดสินใจต่อไปได้
.
สิ่งสำคัญที่สุดคือต้องให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินใจให้มากที่สุด เพื่อให้ได้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่เป็นของประชาชนอย่างแท้จริง ไม่ใช่รัฐธรรมนูญที่เขียนขึ้นเพื่อรักษาสถานะและอำนาจของผู้ได้ประโยชน์จากระบบปัจจุบันเอาไว้
 
https://www.facebook.com/photo/?fbid=1541091577381523&set=a.345566913600668
.....
เพิ่มเติม

ประเด็นที่วิเคราะห์โดยคุณจาตุรนต์ ฉายแสง ในวันนี้ ถือเป็น "จุดเปลี่ยนสำคัญ" และทางออกในเชิงเทคนิคกฎหมาย (Legal Loophole) ที่อาจช่วยปลดล็อกความขัดแย้งเรื่องการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ครับ

หากสรุปสาระสำคัญและนัยทางการเมืองจากโจทย์ดังกล่าว สามารถจำแนกได้เป็น 3 ประเด็นหลัก ดังนี้:

1. การแก้โจทย์คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ

ก่อนหน้านี้มีความกังวลว่า คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ (โดยเฉพาะคำวินิจฉัยที่ 4/2564) วางกรอบไว้ค่อนข้างเคร่งครัดเกี่ยวกับการแก้ไขโครงสร้างอำนาจและการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ

ข้อจำกัดเดิม: กลัวว่าการให้ประชาชนเลือกตั้ง สสร. โดยตรงเพื่อไปเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งหมด อาจถูกตีความว่าเป็นการล้มล้างหรือขัดต่อเจตนารมณ์เดิมที่ศาลเคยเควสไว้

ทางออกใหม่: แยก "สสร. (ผู้มีอำนาจตัดสินใจสุดท้าย)" ออกจาก "คณะกรรมาธิการยกร่างฯ (ผู้ยกร่างตัวบทกฎหมาย)" * ให้ สสร. มาจากการเลือกตั้งโดยตรง เพื่อรักษาความชอบธรรมทางประชาธิปไตยและยึดโยงกับประชาชน

แต่ให้ คณะกรรมาธิการยกร่างฯ มาจากการแต่งตั้งโดย สสร. อีกทีหนึ่ง (Indirect Election/Appointment) ซึ่งทำให้กระบวนการเขียนตัวบทจริงๆ มีลักษณะของ "ผู้ทรงคุณวุฒิ" ช่วยลดทอนความเสี่ยงที่จะถูกร้องว่าขัดคำวินิจฉัย

2. นัยสำคัญต่อการขับเคลื่อนรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

"ลดแรงเสียดทาน แต่รักษาหลักการ"

การออกแบบลักษณะนี้ทำให้พรรคร่วมรัฐบาลและคณะกรรมาธิการของรัฐสภา สามารถเดินหน้าเสนอร่างแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายเพื่อเปิดทางให้มี สสร. ได้อย่างมั่นใจขึ้น เพราะ:

ฝ่ายการเมืองและสังคมยอมรับ: ฝ่ายที่เรียกร้องประชาธิปไตยยังคงได้ สสร. ที่มาจากเสียงของประชาชน 100% (หรือสัดส่วนใหญ่) ตามที่เคยสัญญารักษาหลักการไว้

องค์กรอิสระ/ฝ่ายอนุรักษนิยมยอมรับได้มากขึ้น: การมีคณะกรรมาธิการยกร่างฯ ที่มาจากการคัดเลือก/แต่งตั้ง ช่วยสร้างความอุ่นใจให้กับกลไกภาครัฐว่า ร่างที่ออกมาจะมีเนื้อหาที่รอบคอบ ไม่สุดโต่ง และผ่านกลั่นกรองจากผู้เชี่ยวชาญ

3. ขั้นตอนที่ต้องจับตาต่อไป

แม้จะมีความชัดเจนขึ้นจากเวทีหารือ แต่ในทางปฏิบัติยังคงมีแนวรบที่ต้องติดตามต่อ:

การทำประชามติ: คำถามประชามติรอบแรก (หากยังมีอยู่) จะต้องเคลียร์และครอบคลุมโมเดลนี้อย่างไร

กฎหมายลูกและสูตร สสร.: การกำหนดสัดส่วน สสร. และที่มาของ "คณะกรรมาธิการยกร่างฯ" ว่าจะมีหน้าตาและสัดส่วนของผู้ทรงคุณวุฒิอย่างไร เพื่อไม่ให้กลายเป็นการครอบงำโดยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

การส่งสัญญาณของคุณจาตุรนต์ในครั้งนี้ จึงสะท้อนว่าสภาฯ กำลังพยายามหา "จุดสมดุล" ทางกฎหมายเพื่อไม่ให้รถไฟขบวนรัฐธรรมนูญใหม่ต้องไปคว่ำที่ชั้นศาลรัฐธรรมนูญอีกรอบครับ