Vice President JD Vance left the first days of technical negotiations with Iran projecting optimism, telling reporters as he left Switzerland that he felt "great about the progress that we made."
— ABC News (@ABC) June 22, 2026
Follow live updates: https://t.co/t9xFhE4Rah pic.twitter.com/AObgyB9DMk
การเจรจาระดับสูงที่เมืองบือร์เกนสต็อก ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ถือเป็นช่วงเวลาสำคัญในความพยายามทางการทูตอย่างต่อเนื่องเพื่อเปลี่ยนบันทึกความเข้าใจเบื้องต้นระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านให้กลายเป็นข้อตกลงที่ยั่งยืน
แม้จะเริ่มต้นด้วยความตึงเครียดอย่างมาก—รวมถึงการขู่ว่าจะถอนตัวจากการเจรจาของอิหร่านในช่วงสั้นๆ ซึ่งเกิดจากคำเตือนของประธานาธิบดีทรัมป์บนโซเชียลมีเดีย—การเจรจาก็ดำเนินต่อไปจนดึกดื่น
ประเด็นสำคัญจากการเจรจารอบบือร์เกนสต็อก
แผนงาน 60 วัน: คณะผู้แทนทั้งสองฝ่าย โดยมีกาตาร์และปากีสถานเป็นผู้ไกล่เกลี่ย ตกลงที่จะจัดตั้งคณะกรรมการระดับสูงเพื่อกำกับดูแลทางการเมือง และวางแผนกรอบเวลา 60 วันสำหรับการเจรจาข้อตกลงขั้นสุดท้ายที่ครอบคลุม
ความคืบหน้าด้านการตรวจสอบนิวเคลียร์: รองประธานาธิบดีแวนซ์ประกาศว่าอิหร่านได้ตกลงอย่างเป็นทางการที่จะเชิญผู้ตรวจสอบจากสำนักงานพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) กลับไปยังโรงงานนิวเคลียร์ของตน โดยการประสานงานทางเทคนิคอาจเริ่มต้นในสัปดาห์นี้
การยุติความขัดแย้งในเลบานอน: ฝ่ายต่างๆ ตกลงที่จะจัดตั้ง "หน่วยยุติความขัดแย้ง" เฉพาะกิจ โดยมีเป้าหมายเพื่อบังคับใช้การยุติปฏิบัติการทางทหารในเลบานอนอย่างแท้จริง เพื่อป้องกันไม่ให้ความตึงเครียดในภูมิภาคบานปลายจนทำลายกรอบสันติภาพโดยรวม
มาตรการคว่ำบาตรและความมั่นคงทางทะเล: ในขณะที่หัวหน้าผู้เจรจาของอิหร่านมุ่งเน้นอย่างหนักไปที่การรักษาความปลอดภัยของการขนส่งสินค้าผ่านช่องแคบฮอร์มุซ กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ได้ผ่อนปรนมาตรการคว่ำบาตรน้ำมันบางส่วนเป็นการชั่วคราวจนถึงวันที่ 21 สิงหาคม เพื่ออำนวยความสะดวกให้การเจรจาคืบหน้า
ขณะที่เจ้าหน้าที่ระดับสูงเดินทางกลับไปแล้ว กลุ่มทำงานทางเทคนิคระดับล่างยังคงอยู่ในสวิตเซอร์แลนด์เพื่อเริ่มหารือรายละเอียดเชิงลึกเกี่ยวกับกลไกการตรวจสอบนิวเคลียร์และมาตรการคว่ำบาตร
นอกเหนือจากแผนงานระยะสั้น 60 วันและภาพรวมความคืบหน้าแล้ว รายละเอียดเฉพาะเจาะจงและพลวัตเบื้องหลังหลายอย่างได้ปรากฏขึ้นจากการเจรจารอบบือร์เกนสต็อก:
ภัยคุกคามเที่ยงคืนและเหตุการณ์ "ตี 2"
ความขัดแย้งเบื้องหลัง: ในขณะที่แถลงการณ์ร่วมอย่างเป็นทางการของกาตาร์และปากีสถานยกย่อง "บรรยากาศที่เป็นบวกและสร้างสรรค์" รองประธานาธิบดีแวนซ์ยอมรับกับผู้สื่อข่าวในภายหลังว่าคณะผู้แทนอิหร่านได้ขู่ว่าจะวอล์คเอาท์ในคืนวันอาทิตย์ ซึ่งเกิดขึ้นโดยตรงจากคำเตือนของประธานาธิบดีทรัมป์บน Truth Social ว่าสหรัฐฯ จะ "โจมตีอิหร่านอย่างหนักอีกครั้ง" หากกลุ่มตัวแทนยังคงต่อสู้กันต่อไป การเจรจาสามารถกู้คืนได้หลังจากมีการเคลื่อนไหวทางการทูตอย่างเข้มข้น ซึ่งยืดเยื้อไปจนถึงหลังตี 1
การติดต่อผู้ตรวจสอบนิวเคลียร์: เพื่อสะท้อนให้เห็นถึงความเร่งรีบและสถานการณ์ที่วุ่นวายของการเจรจาตลอดทั้งคืน Vance ได้เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า คณะผู้แทนพยายามติดต่อผู้ตรวจสอบนิวเคลียร์ในเวลาตี 2 เพื่อประสานงานให้พวกเขากลับมาปฏิบัติหน้าที่โดยเร็วที่สุด Vance กล่าวติดตลกว่า "อย่างที่คาดเดาได้ คงไม่มีใครรับโทรศัพท์ตอนตี 2 หรอกครับ" แต่เขาก็ยังยืนยันว่าการตรวจสอบสามารถเริ่มต้นได้ภายในสัปดาห์นี้
ท่าทีต่อสาธารณะที่ขัดแย้งกัน
การที่อิหร่านปฏิเสธข้อผูกมัดใหม่: ทันทีหลังการเจรจาสิ้นสุดลง Esmaeil Baghaei โฆษกกระทรวงการต่างประเทศอิหร่านพยายามจัดการภาพลักษณ์ภายในประเทศ โดยกล่าวกับสำนักข่าวทางการ IRNA ว่า เตหะราน "ไม่ได้เจรจาเรื่องโครงการนิวเคลียร์" และไม่ได้ยอมรับข้อผูกมัดใหม่ใดๆ ในวันอาทิตย์ พวกเขายืนยันว่าการติดต่อประสานงานใดๆ กับ IAEA จะเป็นไปตามขั้นตอนที่มีอยู่เดิมอย่างเคร่งครัด และยังคงต้องผ่านการอนุมัติขั้นสุดท้ายจากรัฐสภาอิหร่านและสภาความมั่นคงแห่งชาติสูงสุด
ยูเรเนียมที่ถูกซ่อนไว้: ท่าทีต่อสาธารณะเช่นนี้ตอกย้ำให้เห็นถึงอุปสรรคทางเทคนิคครั้งใหญ่ที่รออยู่เบื้องหน้า การเจรจาระดับสูงมุ่งเน้นไปที่การสร้างกลไกเพื่อจัดการกับปริมาณยูเรเนียมเสริมสมรรถนะที่อิหร่านครอบครองอยู่ ซึ่งคาดว่ามีมากถึง 9,000 กิโลกรัม โดยในจำนวนนี้มีประมาณ 440 กิโลกรัมที่ผ่านการเสริมสมรรถนะจนเกือบถึงระดับที่ใช้ผลิตอาวุธนิวเคลียร์ได้ เชื่อกันว่าวัสดุส่วนใหญ่ถูกซ่อนอยู่ใต้ซากปรักหักพังของโรงงานนิวเคลียร์ในเมือง Natanz, Fordow และ Isfahan ซึ่งได้รับความเสียหายอย่างหนักจากการโจมตีด้วยระเบิดเจาะทำลายบังเกอร์ (bunker-buster bombs) ของสหรัฐฯ ในช่วงความขัดแย้งเมื่อปีที่แล้ว
การทูตคู่ขนานในภูมิภาค
จุดหมายต่อไปคือโอมาน: Mohammad Bagher Ghalibaf หัวหน้าคณะเจรจาและประธานรัฐสภาของอิหร่าน พร้อมด้วย Abbas Araghchi รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้ออกเดินทางจากสวิตเซอร์แลนด์ไปยังโอมานทันที เป้าหมายของพวกเขาคือการ "ผนึกกำลัง" และตกลงรายละเอียดเกี่ยวกับการบริหารจัดการความปลอดภัยในการเดินเรือร่วมกันในช่องแคบฮอร์มุซ
การเยือนภูมิภาคอ่าวของสหรัฐฯ: ในฝั่งสหรัฐฯ Marco Rubio รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กำลังเริ่มภารกิจเยือนด่วนยัง 3 ประเทศสำคัญในภูมิภาคอ่าวอาหรับ ได้แก่ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ คูเวต และบาห์เรน เพื่อชี้แจงรายละเอียดของบันทึกความเข้าใจ (MOU) แก่พันธมิตรในภูมิภาค และประสานความร่วมมือในการรับประกันเสรีภาพในการเดินเรือผ่านช่องแคบดังกล่าว
สัญญาณจากปากีสถานและเลบานอน: ประธานาธิบดี Masoud Pezeshkian ของอิหร่านกำลังเดินทางไปเยือนปากีสถานเพื่อประสานงานเพิ่มเติมภายหลังจากบรรลุข้อตกลงดังกล่าว ในขณะเดียวกัน สถานการณ์ในพื้นที่เริ่มเห็นสัญญาณบวกเล็กน้อยจากผลงานของ "หน่วยประสานงานเพื่อลดความขัดแย้ง" (de-confliction cell) กองทัพอิสราเอลยกเลิกข้อจำกัดด้านความปลอดภัยในชุมชนชายแดนทางเหนือ 8 แห่ง และเจ้าหน้าที่ความมั่นคงของเลบานอนรายงานว่าการปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิงนั้น "เกือบสมบูรณ์" แม้ว่าจะมีการยิงกระสุนปืนใหญ่จากรถถังประปรายใกล้เมืองไทร์ก็ตาม
เงื่อนไขทางการเงิน
ทรัพย์สินกับการก่อการร้าย: เกี่ยวกับการปลดล็อกทรัพย์สินของอิหร่านภายใต้ข้อตกลงที่ครอบคลุม แวนซ์ระบุอย่างชัดเจนว่าสหรัฐฯ กำลังยึดกลไกที่เข้มงวดเป็นหลักในการเจรจาในอนาคต เพื่อให้มั่นใจว่า "เงินจะนำไปใช้เพื่อประโยชน์ของประชาชน ไม่ใช่เพื่อการก่อการร้าย" * การขนส่งน้ำมันเริ่มขึ้นแล้ว: ข้อมูลจากบริษัทติดตามการขนส่งทางทะเลเปิดเผยว่าอิหร่านได้ส่งออกน้ำมันดิบไปแล้วประมาณ 36 ล้านบาร์เรลตั้งแต่กลางเดือนมิถุนายน และยังมีปริมาณเท่ากันที่รอผู้ซื้ออยู่ ซึ่งทำให้อิหร่านอยู่ในตำแหน่งที่ได้เปรียบในการใช้ประโยชน์จากการยกเว้นมาตรการคว่ำบาตรชั่วคราว 60 วันของกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ได้ทันที