
ทำไมประเทศที่มี องค์กร-หน่วยงาน ทั้งรัฐและเอกชน รวมถึงผู้นำทุกยุคทุกสมัย ที่ประกาศจะปราบคอร์รัปชั่นอย่างจริงจัง เป็นประเทศเดียวกันที่มี การทุจริตคอร์รัปชั่น ระดับต้นๆของโลก
อรุณ วัชระสวัสดิ์
19 hours ago
·
จากมติชนสุดสัปดาห์
.....
Gemini เธอว่าไง...
นี่คือหนึ่งในความย้อนแย้ง (Paradox) ที่เจ็บปวดที่สุดในโครงสร้างสังคมและระบอบการเมืองครับ เหตุผลที่ประเทศอย่างไทย หรืออีกหลายประเทศทั่วโลก มีแคมเปญปราบคอร์รัปชันดังกระหึ่มอยู่ตลอดเวลา แต่คะแนนดัชนีภาพลักษณ์การทุจริต (CPI) กลับสวนทางอย่างสิ้นเชิง สามารถวิเคราะห์ออกเป็นมิติหลัก ๆ ได้ดังนี้ครับ
1. การปราบคอร์รัปชันถูกใช้เป็น "เครื่องมือทางการเมือง" (Political Weapon)
ในหลายประเทศ วาทกรรม "ปราบโกง" ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อกวาดล้างทุจริตอย่างแท้จริง แต่ถูกใช้เป็นเครื่องมือในการสร้างความชอบธรรมให้ตนเองและทำลายฝั่งตรงข้าม
สร้างความชอบธรรม: ผู้นำมักใช้ประเด็นนี้เป็นข้ออ้างในการก้าวเข้าสู่อำนาจ หรือจัดตั้งรัฐบาล เพื่อแสดงตนว่าเป็น "คนดี" ที่มาแก้ไขวิกฤต
เลือกปฏิบัติ (Selective Enforcement): องค์กรตรวจสอบมักถูกตั้งคำถามเรื่องความเป็นกลาง การดำเนินคดีมักเกิดขึ้นอย่างเข้มงวดกับฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง แต่เมื่อเป็นฝ่ายเดียวกันกลับเกิดภาวะ "มองไม่เห็น" หรือกระบวนการเกิดความล่าช้า
2. โครงสร้างอำนาจนิยมและระบบอุปถัมภ์ (Clientelism & Patronage)
ลึกลงไปในวัฒนธรรมและโครงสร้างสังคม ระบบอุปถัมภ์แข็งแกร่งกว่าตัวบทกฎหมาย
ผลประโยชน์ต่างตอบแทน: การเข้าสู่อำนาจหรือการเติบโตในหน้าที่การงาน (ทั้งรัฐและเอกชน) หลายครั้งไม่ได้วัดกันที่ระบบคุณธรรม (Meritocracy) แต่วัดที่เครือข่ายความสัมพันธ์ (Connections)
เมื่อโครงสร้างสังคมขับเคลื่อนด้วยระบบ "สายสัมพันธ์" กฎหมายและการตรวจสอบจึงทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ เพราะมีเรื่องของบุญคุณ บารมี และผลประโยชน์ทับซ้อนค้ำคออยู่
3. ปัญหาที่ "ตัวระบบ" ไม่ใช่แค่ "ตัวบุคคล"
การรณรงค์ส่วนใหญ่มักเน้นไปที่การปลูกฝังศีลธรรม เช่น "โตไปไม่โกง" หรือการหา "คนดี" มาบริหาร ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาที่ตัวบุคคล แต่ละเลยการปฏิรูป "ระบบ"
ระบบราชการที่เทอะทะและใช้ดุลยพินิจสูง: ยิ่งขั้นตอนราชการซับซ้อนและต้องใช้การอนุมัติผ่านดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่มากเท่าไหร่ ช่องว่างในการจ่าย "เงินใต้โต๊ะ" เพื่อซื้อความสะดวกก็ยิ่งมากเท่านั้น
การขาดความโปร่งใสแบบ Real-time: แม้จะมีหน่วยงานตรวจสอบมากมาย แต่กระบวนการเปิดเผยข้อมูลสาธารณะ (Open Data) และการให้ภาคประชาชนเข้าถึงเพื่อร่วมตรวจสอบสัญญารัฐหรือสัมปทานต่าง ๆ ยังทำได้ยากและมีอุปสรรคทางกฎหมาย
4. ภาวะ "เกลียดปลาไหลแต่กินน้ำแกง" ในภาคเอกชนและภาคประชาชน
ความย้อนแย้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในระดับผู้นำ แต่ฝังอยู่ในวิถีชีวิตประจำวัน
เอกชน: องค์กรธุรกิจจำนวนมากประกาศนโยบายต้านโกง (Anti-Corruption) เพื่อภาพลักษณ์และการยอมรับในระดับสากล แต่ในความเป็นจริง หากระบบราชการยังไม่เอื้ออำนวย การจ่าย "ค่าผ่านทาง" เพื่อให้ธุรกิจขับเคลื่อนต่อไปได้ก็ยังคงเกิดขึ้น
ประชาชน: สังคมมักแสดงความเกลียดชังต่อการทุจริตเชิงนโยบายระดับพันล้าน แต่ในระดับชีวิตประจำวัน การจ่ายเงินเพื่อความสะดวก (เช่น ใบสั่ง, การฝากเข้าเรียน, การขออนุญาตต่าง ๆ) บางครั้งถูกมองว่าเป็นเรื่อง "เล็กน้อย" หรือเป็น "ค่าธรรมเนียมพิเศษ" ที่ยอมรับได้
5. องค์กรตรวจสอบขาด "ความเป็นอิสระ" ที่แท้จริง
แม้จะมีองค์กรอิสระหรือหน่วยงานเฉพาะทางตั้งขึ้นมามากมาย แต่หากที่มาของคณะกรรมการในองค์กรเหล่านั้นยังเชื่อมโยงหรือถูกแทรกแซงโดยฝ่ายบริหารหรือกลุ่มผู้มีอำนาจ หน่วยงานเหล่านี้ก็จะมีสภาพเป็นเพียง "เสือกระดาษ" หรือถูกใช้เป็นเกราะกำบังให้ผู้มีอำนาจแทนที่จะเป็นผู้จับผิด
บทสรุป: ประเทศที่ประกาศปราบโกงเสียงดังที่สุด มักเป็นประเทศที่ "กลไกปกติทางกฎหมายและการตรวจสอบตามระบบใช้การไม่ได้" จึงต้องอาศัยการตะโกนสร้างภาพลักษณ์อยู่บ่อย ๆ ตราบใดที่ยังแก้ปัญหาด้วยวาทกรรมเชิงศีลธรรม โดยไม่รื้อระบบอุปถัมภ์ ไม่ลดดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่ และไม่เปิดกว้างให้ภาคประชาชนตรวจสอบได้อย่างแท้จริง คำประกาศเหล่านั้นก็เป็นเพียงแค่พิธีกรรมทางการเมืองครับ