
Nopporn Wong-Anan
19 hours ago
·
ครบรอบ 10 ปีประชามติ Brexit
.
23 มิถุนายน 2026 เป็นวันครบรอบ 10 ปี พอดี นับจากวันที่ชาวอังกฤษเดินเข้าคูหาเพื่อตัดสินใจครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ประเทศ
จะอยู่ในสหภาพยุโรปต่อไป หรือจะออกไป
.
ผลออกมาคือ 51.89 ต่อ 48.11 เปอร์เซ็นต์ เปลี่ยนแปลงการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมของอังกฤษไปตลอดกาล
แต่ถ้าจะเข้าใจ Brexit อย่างแท้จริง ผมอยากพาไปที่สารคดีโทรทัศน์ 2 ตอน ของ BBC เรื่อง Brexit: A Very British Civil War ที่เพิ่งออกอากาศไปเมื่อต้นเดือนนี้ เพราะสารคดีเรื่องนี้ไม่ได้ถามว่า Brexit ดีหรือเลว แต่มันถามคำถามที่น่าสนใจกว่านั้น มันเกิดขึ้นได้อย่างไร
A Very British Civil War
สงครามกลางเมืองแบบอังกฤษ ไม่ใช่สงครามที่มีรถถังหรือปืนใหญ่
แต่เป็นสงครามระหว่างอังกฤษสองประเทศที่อยู่ในเกาะเดียวกัน
อังกฤษของลอนดอน เมืองใหญ่ คนหนุ่มสาว และคนที่ได้ประโยชน์จากโลกาภิวัตน์ กับอังกฤษของเมืองอุตสาหกรรมเก่า คนสูงอายุ และชุมชนที่รู้สึกว่าตัวเองถูกทิ้งไว้ข้างหลัง
สารคดีเผยให้เห็นว่า Brexit ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะคนอังกฤษตื่นขึ้นมาเช้าวันหนึ่งแล้วเกลียดสหภาพยุโรป ความไม่พอใจสะสมมานานหลายทศวรรษ
เรื่องการย้ายถิ่นฐาน เรื่องการสูญเสียอุตสาหกรรม เรื่องความเหลื่อมล้ำระหว่างลอนดอนกับภูมิภาค และความรู้สึกว่าคนธรรมดาไม่มีใครรับฟังพวกเขา
Brexit กลายเป็นช่องทางในการส่งเสียงว่า"พอแล้ว"
คนไม่กี่คนที่เปลี่ยนประวัติศาสตร์
ประวัติศาสตร์บางครั้งก็ถูกเปลี่ยนโดยการตัดสินใจของคนเพียงไม่กี่คน
หนึ่งในนั้นคือ Boris Johnson เพื่อนสนิทของ อดีตนายกรัฐมนตรีของไทย อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ทั้งคู่เรียนโรงเรียนอีตันปีเดียวกัน แล้ว gap year มาเที่ยวไทยด้วยกันในปี 1983 หลังจากนั้นก็ไปเรียน มหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ด คนละคณะกัน
สารคดีพาเราเข้าไปเห็นว่า แม้แต่ Johnson เองก็ลังเลอย่างหนักว่าจะสนับสนุน Leave หรือ Remain
คนใกล้ชิดหลายคนเชื่อว่า เขาไม่ได้เป็น Eurosceptic โดยอุดมการณ์
แต่เมื่อเขาตัดสินใจเข้าข้าง Leave ทุกอย่างก็เปลี่ยนไป
David Cameron และ George Osborne มองว่า นี่เป็นเกมการเมืองที่เดิมพันตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในอนาคต และอาจไม่มีใครคาดคิดว่า การตัดสินใจครั้งนั้นจะเปลี่ยนประเทศไปตลอดกาล
จุดเปลี่ยนของการเมืองยุคใหม่
สารคดีอีกด้านหนึ่งชี้ให้เห็นว่า Brexit เป็นหนึ่งในตัวอย่างแรก ๆ ของการเมืองยุคอัลกอริทึม การหาเสียงไม่ได้พยายามโน้มน้าวคนทั้งประเทศ
แต่เจาะจงไปยังผู้มีสิทธิเลือกตั้งเพียงไม่กี่ล้านคนที่ยังลังเล
ใช้ข้อมูล ใช้อารมณ์ และใช้ข้อความที่ทรงพลัง ประโยคอย่าง "Take Back Control" หรือ "เอาอำนาจเราคืนมา" เรียบง่าย แต่ทรงอิทธิพลอย่างมหาศาล
บางครั้งการเมืองไม่ได้ชนะด้วยตัวเลข แต่ชนะด้วยเรื่องเล่า
10 ปีให้หลัง เราเห็นอะไร
10 ปีผ่านไป อังกฤษมีนายกรัฐมนตรีมาแล้ว 6 คน และกำลังจะได้คนที่ 7
David Cameron เสียตำแหน่งเพราะประชามติ
Theresa May เสียตำแหน่งเพราะเจรจา Brexit ไม่สำเร็จ
Boris Johnson ขึ้นสู่อำนาจด้วย Brexit และตกจากอำนาจด้วยเรื่องอื้อฉาวโควิด
Liz Truss อยู่ในตำแหน่งเพียงไม่กี่สัปดาห์
Rishi Sunak พ่ายแพ้การเลือกตั้ง หลังประชาชนหมดความอดทนกับคอนเซอร์เวทีฟที่อยู่ในตำแหน่งมา 14 ปี
และ Keir Starmer แม้ชนะการเลือกตั้งมาแบบแผ่นดินถล่ม แต่อยู่ไม่ถึง 2 ปี ก็ถูก ส.ส. ในพรรคบอกให้ลงจากตำแหน่ง
ไม่มีเหตุการณ์ทางการเมืองใดในอังกฤษยุคใหม่ที่เปลี่ยนแปลงผู้นำประเทศมากเท่านี้
ในด้านเศรษฐกิจ แม้จะมีข้อถกเถียงเรื่องตัวเลข แต่ฉันทามติของนักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่คือ Brexit มีต้นทุนจริง การค้ากับยุโรปลดลง
การลงทุนต่ำกว่าที่ควรจะเป็น เศรษฐกิจมีขนาดเล็กกว่าที่น่าจะเป็นหากยังอยู่ใน EU และสิ่งที่น่าสนใจคือ ตัวเลขผู้อพยพโดยรวมไม่ได้ลดลงอย่างที่ฝ่าย Leave เคยสัญญาไว้
แต่ Brexit ก็ไม่ได้แย่ไปทั้งหมด เพื่อความเป็นธรรม ฝ่าย Brexit ก็มีข้อโต้แย้งของตัวเอง พวกเขาชี้ว่า อังกฤษไม่ได้ล่มสลาย ลอนดอนยังเป็นศูนย์กลางการเงินโลก อัตราการว่างงานไม่ได้พุ่งสูง และหลายปัญหาที่เกิดขึ้นในช่วงสิบปีที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นโควิด สงครามยูเครน หรือวิกฤตพลังงาน ก็เกิดขึ้นกับประเทศในยุโรปที่ยังอยู่ใน EU เช่นกัน
สำหรับผู้สนับสนุน Brexit จำนวนมาก การได้ “อำนาจอธิปไตยกลับคืนมา” มีคุณค่ามากกว่าตัวเลข GDP
แล้วอังกฤษกำลังเดินกลับไปยุโรปหรือไม่
หลังผลประชามติ สหราชอาณาจักรใช้เวลาหลายปีเข้าสู่กระบวนการออกจากสมาชิกภาพของสหภาพยุโรป จนออกอย่างเป็นทางการเมื่อ 31 มกราคม 2020
รัฐบาล Starmer ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา พยายามรีเซ็ตความสัมพันธ์กับยุโรป
ร่วมมือด้านกลาโหม ร่วมมือด้านมาตรฐานอาหาร ร่วมมือด้านพลังงาน
และค่อย ๆ กลับเข้าไปอยู่ในกลไกบางอย่างของยุโรปอีกครั้ง แต่ไม่มีนักการเมืองคนใดกล้าพูดว่า "กลับเข้า EU" เพราะแม้เวลาจะผ่านไปสิบปี Brexit ก็ยังเป็นแผลทางการเมืองที่ไม่หายสนิท
บทเรียนสำหรับคนไทย
สำหรับคนไทย เรื่องนี้อาจทำให้นึกถึง AEC The ASEAN Economic Community (AEC) ที่มีผลบังคับ ตั้งแต่ 31 ธ.ค. 2558
ช่วงปี 2555 ถึง 2558 ประเทศไทยเต็มไปด้วยสัมมนา โปสเตอร์ และความตื่นเต้นเกี่ยวกับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน แต่เมื่อถึงเวลา ความจริงกลับเงียบกว่าความฝันมาก
AEC แสดงให้เห็นว่า การรวมตัวทางเศรษฐกิจโดยไม่มีอำนาจกลางที่แท้จริง อาจไปได้ไม่ไกล
ส่วน Brexit แสดงให้เห็นว่า การออกจากการรวมตัวทางเศรษฐกิจที่ลึกซึ้ง มีต้นทุนจริงและใช้เวลานานกว่าที่ผู้คนคาดคิด
10 ปีหลังประชามติ Brexit ไม่มีใครรู้สึกว่าตัวเองชนะอย่างสมบูรณ์
ฝ่าย Leave ยังเชื่อว่า Brexit ยังทำไม่เสร็จ
ฝ่าย Remain ยังเชื่อว่าอังกฤษทำผิดพลาดครั้งใหญ่
และชาวอังกฤษจำนวนมากเพียงต้องการให้ค่าครองชีพถูกลง บริการสาธารณะดีขึ้น และประเทศเดินหน้าต่อไปได้
บางที บทเรียนสำคัญที่สุดของ Brexit อาจเป็นสิ่งที่สารคดีของ BBC พยายามบอกเรา
Brexit ไม่ใช่เรื่องของยุโรป แต่มันคือเรื่องของอังกฤษเอง
เรื่องของอัตลักษณ์ ความไม่เท่าเทียม และความรู้สึกว่าประเทศนี้เป็นของใคร และ10 ปีให้หลัง ปัญหาเหล่านั้น ก็ยังคงอยู่
สงครามกลางเมืองทางการเมืองครั้งนั้น ก็ยังไม่สิ้นสุด
https://www.bbc.co.uk/programmes/m002xhvj
https://www.facebook.com/photo/?fbid=10161014253877395&set=a.93885197394