
The People
9 hours ago
·
อามัล คลูนีย์: ทนายสิทธิมนุษยชนผู้ต่อสู้กับ ‘ปีศาจ’ ในโลกจริง
.
จากกระแสร้อนแรงของซีรีส์ ‘ทนายปีศาจ’ (The Evil Lawyer) สังคมกำลังให้ความสนใจเรื่องราวของ ‘ทนายจิตตรี’ ทนายสาวฝีมือเฉียบผู้ใช้ทุกช่องว่างของกฎหมายเพื่อพลิกเกมในชั้นศาล
.
ทนายปีศาจพาผู้ชมดำดิ่งสู่คดีต่าง ๆ ที่ไม่เพียงตีแผ่ความบิดเบี้ยวของจิตใจมนุษย์ แต่ยังสะท้อนรอยร้าวของระบบความยุติธรรมและปัญหาเชิงโครงสร้างในสังคมที่เกิดขึ้นจริง
.
หนึ่งในคดีที่เป็นที่พูดถึงมากที่สุดคือ คดีค้ามนุษย์บนเรือประมง ที่ชวนให้ตั้งคำถามว่า เมื่อผู้มีอำนาจกลายเป็นส่วนหนึ่งของความอยุติธรรมที่ฝังรากลึกในสังคม กฎหมายจะยังคงเป็นเครื่องมือที่ทวงคืนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ได้หรือไม่
.
บทความนี้ The People จะพาทุกคนไปรู้จักทนายความหญิงจากอีกฟากหนึ่งของโลก ผู้ใช้กฎหมายเป็นอาวุธในการต่อสู้กับอาชญากรรมที่ร้ายแรงที่สุดรูปแบบหนึ่งของมนุษยชาติ ทั้งการค้ามนุษย์ ทาสทางเพศ และการเข่นฆ่าประชาชนจำนวนมาก เพื่อทำให้โลกตระหนักว่า ‘ปีศาจ’ ที่แท้จริงอาจไม่ใช่อาชญากรเพียงไม่กี่คน แต่เป็น ‘ระบบ’ และ ‘ผู้มีอำนาจ’ ที่พรากทั้งเสียง สิทธิ และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้คนไป
.
เธอคนนี้คือ ‘อามัล อะลามุดดีน คลูนีย์’ (Amal Alamuddin Clooney) ทนายความด้านสิทธิมนุษยชนชาวอังกฤษเชื้อสายเลบานอน ผู้ยืนหยัดเคียงข้างเหยื่อที่โลกเคยมองข้าม และพยายามพิสูจน์ว่ากฎหมายสามารถเป็นเครื่องมือในการนำความยุติธรรมกลับคืนมาได้
.
จากผู้อพยพหนีสงคราม สู่ ‘ความหวัง’ แห่งวงการกฎหมายระหว่างประเทศและสิทธิมนุษยชน
ก่อนโลกจะรู้จักอามัลในฐานะภรรยาของนักแสดงชื่อดังอย่าง ‘จอร์จ คลูนีย์’ (George Clooney) วงการกฎหมายระหว่างประเทศรู้จักเธอในฐานะทนายความด้านสิทธิมนุษยชนที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดคนหนึ่งของโลก ผู้ทำงานในคดีที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมสงคราม การค้ามนุษย์ การเข่นฆ่าประชาชน และสิทธิเสรีภาพสื่อ
.
เด็กหญิงอามัล ผู้ที่ชื่อของเธอแปลว่า ‘ความหวัง’ (أمل ʾ) ในภาษาอาหรับ เกิดเมื่อปี 1978 ท่ามกลางความขัดแย้งของ ‘สงครามกลางเมืองเลบานอน’ ที่ครอบงำทั้งภูมิภาคในช่วงปี 1975 ถึง 1990 ด้วยเหตุนี้เอง ครอบครัวของเธอจึงเลือกอพยพออกจากเลบานอนในขณะที่อามัลมีอายุได้เพียง 2 ปี ไปตั้งรกรากใหม่ที่ประเทศสหราชอาณาจักร
.
อามัลเข้าศึกษาที่วิทยาลัยเซนต์ฮิวจ์ มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด (St Hugh's College, Oxford) เธอได้รับทั้งทุนการศึกษาสำหรับนักศึกษาผลการเรียนดี (Exhibition Scholarship) และรางวัลชริกลีย์ (Shrigley Award) ซึ่งเป็นรางวัลด้านความเป็นเลิศทางกฎหมายของวิทยาลัย
.
ต่อมาในปี 2001 เธอสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโทด้านกฎหมาย จากมหาวิทยาลัยนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ซึ่งระหว่างนั้นเธอได้รับคัดเลือกให้เข้าฝึกงานที่สำนักงานกฎหมายที่มีชื่อเสียง
.
หลังจากจบการศึกษา เธอได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นทนายความของรัฐนิวยอร์กในปี 2002 และเริ่มต้นทำงานในบริษัทกฎหมายระดับโลก ก่อนจะก้าวเข้าสู่เส้นทางกฎหมายระหว่างประเทศและสิทธิมนุษยชนอย่างเต็มตัว
.
อามัลตระหนักถึงอภิสิทธิ์ที่ตนมีอยู่เสมอในฐานะผู้ที่รอดพ้นออกมาจากพื้นที่สงคราม ทั้งยังเติบโตมาอย่างปลอดภัย และได้รับการศึกษาชั้นเยี่ยม ในขณะที่เด็กผู้หญิงจำนวนไม่น้อยจากดินแดนเดียวกับเธอ ไม่เคยมีโอกาสได้รับสิ่งเหล่านั้นเลย เธอจึงใช้เสียง เวทีที่เธอยืนอยู่ และทำงานอย่างหนักในนามของผู้คนที่เสียงของตนไม่ดังพอที่จะเรียกร้องความยุติธรรมให้กับตนเองได้
.
เมื่อ ‘การค้ามนุษย์’ อยู่เบื้องหลังสงครามและอำนาจทางธุรกิจ.
ตลอดเส้นทางการเป็นนักกฎหมายของอามัล เธอมุ่งเน้นการให้ความช่วยเหลือเหยื่อจากอาชญากรรมรุนแรงหลายประเภท
.
หนึ่งในคดีที่สำคัญที่สุดในเส้นทางอาชีพของเธอและถือเป็นหมุดหมายสำคัญของกฎหมายอาญาระหว่างประเทศ คือ ‘คดีอาญาฟ้องร้องนายทาฮา เอ. เจ.’ ซึ่งอามัลรับหน้าที่เป็นตัวแทนหญิงชาวยาซิดีรายหนึ่งผู้ที่ลูกวัย 5 ขวบของเธอถูกสมาชิกกลุ่มรัฐอิสลามในอิรักและซีเรีย หรือ กลุ่ม ‘IS’ ซื้อขายเป็นทาส ทรมาน และเข่นฆ่า
.
ในปี 2021 ศาลอุทธรณ์ระดับสูงแห่งแฟรงก์เฟิร์ต (Frankfurt Higher Regional Court) ประเทศเยอรมนี มีคำพิพากษาให้ ทาฮา เอ. เจ. สมาชิก IS มีความผิดฐานเข่นฆ่าชาวยาซิดี ซึ่งนับเป็นคำพิพากษาแรกของโลกที่รับรองว่าอาชญากรรมของ IS เข้าข่ายการเข่นฆ่าประชาชนอย่างเป็นระบบภายใต้หลักการเขตอำนาจศาลสากล (Universal jurisdiction)
.
นอกจากนี้ เธอยังเป็นตัวแทนทางกฎหมายของ ‘นาเดีย มูราด’ (Nadia Murad) หญิงชาวยาซิดี กลุ่มชาติพันธุ์ในอิรัก ผู้รอดชีวิตจากการถูกกลุ่ม IS ลักพาตัวและจับเป็นทาสทางเพศในปี 2014 ในคดีฟ้องร้องกับบริษัทลาฟาร์จ (Lafarge) ผู้ผลิตปูนซีเมนต์รายใหญ่ของฝรั่งเศส
.
อามัลกล่าวว่าคดีนี้ไม่ใช่เพียงอาชญากรรมสงคราม แต่เป็น ‘เครือข่ายค้ามนุษย์’ และ ‘การเข่นฆ่าประชาชน’ อันโหดร้ายที่สุดอีกครั้งหนึ่งที่มนุษยชาติต้องเผชิญในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2
หลังจากที่นาเดีย มูราดรอดชีวิตและหลบหนีออกมาจากกระบวนการค้าทาสของ IS ได้ เธอพยายามเป็นกระบอกเสียงให้กับความรุนแรงที่เกิดขึ้นกับเธอและเด็กหญิงชาวยาซิดี โดยมีอามัลเป็นที่ปรึกษาและเป็นทนายความของเธอ
.
จนกระทั่งในปี 2018 นาเดียกลายเป็นหญิงสาวชาวยาซิดีคนแรกที่ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ และยังคงต่อสู้คดีไปกับอามัลอย่างต่อเนื่องพร้อมกับบาดแผลที่ไม่เคยจางหาย
.
อามัล คลูนีย์ยังเป็นตัวแทนของชาวอเมริกันเชื้อสายยาซิดีกว่าอีก 800 คน ในการยื่นฟ้องบริษัทลาฟาร์จต่อศาลรัฐบาลกลางสหรัฐฯ ในปี 2023 ซึ่งถือเป็นคดีแพ่ง ‘คดีแรก’ ในศาลสหรัฐฯ ที่ฟ้องร้องเอาผิดบริษัทที่ให้การสนับสนุนทางการเงินแก่กลุ่ม IS ตาม พ.ร.บ. ต่อต้านการก่อการร้าย ซึ่งเอื้อประโยชน์ให้กลุ่ม IS ก่ออาชญากรรมร้ายแรง เช่น การค้ามนุษย์ การเข่นฆ่าประชาชน และการกดขี่ชาวยาซิดี
.
คดีดังกล่าวถือเป็นความพยายามครั้งสำคัญในการผลักดันให้ภาคธุรกิจต้องรับผิดชอบต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชนและอาชญากรรมต่อมนุษยชาติที่เกิดขึ้นจากเหตุแห่งผลประโยชน์ทางธุรกิจ
‘สิทธิมนุษยชน’ คือสิ่งที่ต้องต่อสู้เพื่อแลกมา
.
“นี่คือช่วงเวลาแห่งนูเร็มเบิร์กของพวกท่าน คือโอกาสที่จะเลือกยืนอยู่ในฝั่งที่ถูกต้องของประวัติศาสตร์ พวกท่านติดค้างสิ่งนี้ต่อนาเดีย และต่อเด็กผู้หญิงอีกหลายพันคน ที่ต้องทนมองสมาชิกกลุ่ม IS โกนหนวดเครา และกลับไปใช้ชีวิตอย่างปกติ ในขณะที่พวกเธอซึ่งตกเป็นเหยื่อ ไม่สามารถกลับไปใช้ชีวิตแบบเดิมได้อีกเลย”
.
อามัล คลูนีย์ กล่าวต่อคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (United Nations Security Council) เมื่อปี 2019
.
อามัลไม่ได้เป็นเพียงนักกฎหมายที่ชาญฉลาด แต่เธอยังเข้าใจอย่างลึกซึ้งถึงความเจ็บปวดของเหยื่อและปัญหาอันเป็นเหตุแห่งความอยุติธรรมที่ฝังรากลึกอยู่ในโครงสร้างสังคม ซึ่งสิ่งที่เธอมองว่าเป็นอุปสรรคที่ใหญ่ที่สุดในการแสวงหาความยุติธรรมคือ ‘ความเฉยเมย’ ต่อสิ่งที่ผิดของผู้คนและผู้มีอำนาจ
.
อามัลเชื่อว่าความอยุติธรรม อาชญากรรม หรือการได้อำนาจมาโดยมิชอบย่อมจะเกิดขึ้นในสังคมอยู่เสมอ หากคนที่ไม่เห็นด้วยกับสิ่งเหล่านั้น รวมไปถึงผู้ที่ถืออำนาจหลักในสังคม ไม่ว่าจะภาครัฐหรือเอกชน เลือกที่จะเงียบแทนที่จะแสดงความกล้าหาญ การเปลี่ยนแปลงระบบที่เป็นปัญหาคงเกิดขึ้นได้ยาก
.
ในปี 2016 อามัลและสามีของเธอ จอร์จ คลูนีย์ ร่วมกันก่อตั้ง ‘มูลนิธิคลูนีย์เพื่อความยุติธรรม’ (Clooney Foundation for Justice) องค์กรไม่แสวงหาผลกำไรที่ให้การช่วยเหลือทางกฎหมายโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายเพื่อปกป้องเสรีภาพในการแสดงออกและสิทธิสตรีในกว่า 40 ประเทศ ซึ่งมุ่งไปที่การช่วยปลดปล่อยเหยื่อ และนำผู้กระทำผิดเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม
.
ภาพสะท้อนจาก ‘ทนายปีศาจ’ สู่ ‘ปีศาจ’ ในโลกจริง.
หากซีรีส์ทนายปีศาจคือกระจกที่สะท้อนความบิดเบี้ยวในกระบวนการยุติธรรมของไทย อามัล คลูนีย์ก็คือกระบอกเสียงที่กล่าวขานความทุกข์ทรมานของเหยื่อตัวเล็ก ๆ ท่ามกลางโลกที่ความรุนแรงเกิดขึ้นจริง คือผู้ที่ต่อสู้กับปีศาจที่แฝงตัวอยู่ในโครงสร้างสังคม และปีศาจแห่งความเฉยเมยที่ซ่อนตัวอยู่ในจิตใจมนุษย์
.
“ฉันเพียงตอบสนองต่อสิ่งที่เห็นว่าเกิดขึ้นในโลก โลกที่คนผิดยังลอยนวล ขณะที่ผู้บริสุทธิ์กลับถูกคุมขัง โลกที่ผู้ละเมิดสิทธิมนุษยชนเป็นอิสระ แต่ผู้ที่ออกมาป่าวประกาศความผิดนั้นถูกจองจำ ในฐานะทนายความ ฉันสามารถทำอะไรบางอย่างกับเรื่องนี้ได้ หรืออย่างน้อยฉันก็พยายามทำมัน”
.
ข้อความนี้คือคำตอบที่ชัดเจนว่าทำไมอามัล คลูนีย์จึงเลือกทำงานด้านสิทธิมนุษยชน ปกป้องผู้หญิง และอยู่เคียงข้างผู้ถูกกดขี่
.
เพราะการเปลี่ยนแปลงปัญหาที่ฝังรากลึกในระบบที่ใหญ่กว่าไม่อาจเกิดขึ้นได้ด้วยแรงของทนายเพียงคนเดียว หากแต่เป็นหน้าที่ของหลายภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นศาล นักกฎหมาย ผู้มีอำนาจ หรือแม้กระทั่งใครก็ตามที่เลือกที่จะไม่เพิกเฉยต่อความอยุติธรรมทั้งปวง
.
ถึงเวลาแล้วที่ความยุติธรรมและสิทธิมนุษยชนจะกลายเป็นวาระสำคัญ ที่เราควรเรียนรู้และจดจำจากเหตุการณ์ในอดีต เพื่อป้องกันไม่ให้โศกนาฏกรรมอันเจ็บปวดเหล่านี้ซ้ำรอยอีกครั้ง และเพื่อไม่ให้ใครก็ตามต้องมีบาดแผลและฝันร้ายที่ลบไม่หาย เฉกเช่นที่เหยื่อความรุนแรงทุกคนเคยเผชิญ
“ความยุติธรรมคือสิ่งที่ต้องต่อสู้เพื่อได้มา มันไม่ใช่สิ่งที่จะเกิดขึ้นได้ด้วยตัวเอง” – อามัล คลูนีย์
.
เรื่อง: ดรัลพร อ่อนดี (The People Junior)
ภาพ: Getty Images
https://www.facebook.com/photo/?fbid=1439817194843978&set=a.633364228822616