https://www.facebook.com/reel/1540506267468393
ประเทศศรีลังกา ประเทศพังเพราะตระกูลเดียว
คำกล่าวนี้ไม่เกินจริงเลยครับ สิ่งที่เกิดขึ้นกับประเทศศรีลังกาจนถึงจุดล่มสลายทางเศรษฐกิจในปี 2022 ถือเป็นหนึ่งในบทเรียนราคาแพงที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองโลก ซึ่งถูกขับเคลื่อนโดย "ตระกูลราชปักษา" (Rajapaksa) ที่ผูกขาดอำนาจบริหารประเทศยาวนานนับทศวรรษ
นี่คือสรุปเส้นทางความพังพินาศที่เกิดขึ้นจากน้ำมือของตระกูลเดียวครับ:
ประเทศศรีลังกา ประเทศพังเพราะตระกูลเดียว
คำกล่าวนี้ไม่เกินจริงเลยครับ สิ่งที่เกิดขึ้นกับประเทศศรีลังกาจนถึงจุดล่มสลายทางเศรษฐกิจในปี 2022 ถือเป็นหนึ่งในบทเรียนราคาแพงที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองโลก ซึ่งถูกขับเคลื่อนโดย "ตระกูลราชปักษา" (Rajapaksa) ที่ผูกขาดอำนาจบริหารประเทศยาวนานนับทศวรรษ
นี่คือสรุปเส้นทางความพังพินาศที่เกิดขึ้นจากน้ำมือของตระกูลเดียวครับ:
1. รวบอำนาจเบ็ดเสร็จแบบ "กงสี"
ในช่วงที่รุ่งเรืองที่สุด ตระกูลราชปักษาสามารถยึดเก้าอี้สำคัญในคณะรัฐมนตรีไว้ได้แทบทั้งหมด จนรัฐบาลศรีลังกาถูกล้อเลียนว่าเป็น "บริษัทครอบครัว"
โกตาบายา ราชปักษา: ประธานาธิบดี (กุมอำนาจสูงสุด)
มหินทา ราชปักษา: นายกรัฐมนตรี (อดีตประธานาธิบดีผู้ทรงอิทธิพล)
บาซิล ราชปักษา: รัฐมนตรีกระทรวงการคลัง (คุมกระเป๋าเงินประเทศ)
ชามัล ราชปักษา: รัฐมนตรีกระทรวงชลประทานและความมั่นคงอาหาร
เมื่ออำนาจกระจุกตัวอยู่แต่ในสายเลือดเดียวกัน การตรวจสอบถ่วงดุลจึงไม่เกิดขึ้น การตัดสินใจเชิงนโยบายพึ่งพาเพียงความคิดของคนในตระกูล
2. 3 นโยบาย "ฆ่าตัวตาย" ทางเศรษฐกิจ
ความพังทลายของศรีลังกาไม่ได้เกิดขึ้นข้ามคืน แต่มาจากนโยบายประชานิยมและการบริหารที่ผิดพลาดอย่างร้ายแรง 3 เรื่องหลัก:
ลดภาษีครั้งใหญ่เพื่อเอาใจฐานเสียง (2019): ทันทีที่โกตาบายาชนะเลือกตั้ง เขาประกาศลดภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) จาก 15% เหลือ 8% และยกเลิกภาษีอื่นๆ อีกหลายประเภท ส่งผลให้รายได้ของรัฐหายวับไปทันทีเกือบ 1 ใน 3 ก่อนจะโดนซ้ำเติมด้วยวิกฤตโควิด-19 ที่ทำลายรายได้จากการท่องเที่ยว
สั่งห้ามนำเข้าปุ๋ยเคมีแบบสายฟ้าแลบ (2021): รัฐบาลต้องการประหยัดเงินสำรองระหว่างประเทศและอยากผลักดัน "เกษตรอินทรีย์ 100%" จึงสั่งห้ามใช้ปุ๋ยเคมีทันที ผลคือผลผลิตทางการเกษตร (โดยเฉพาะข้าวและชาที่เป็นสินค้าส่งออกหลัก) ดิ่งเหว ศรีลังกาจากที่เคยพึ่งพาตัวเองได้ กลับต้องนำเข้าข้าวและสูญเสียรายได้หลักจากชา
กับดักหนี้และเมกะโปรเจกต์ "ช้างเผือก": ตระกูลนี้ชอบกู้เงินต่างประเทศ (โดยเฉพาะจีน) มาสร้างโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ เช่น ท่าเรือฮัมบันโตตา (Hambantota Port) สุดท้ายไม่มีเงินจ่ายหนี้ จนต้องยอมยกสิทธิ์เช่าท่าเรือให้จีนเป็นเวลา 99 ปี
3. จุดจบและการล่มสลาย
เมื่อรายได้เข้าประเทศไม่มี หนี้ท่วมหัว และเงินสำรองระหว่างประเทศลดลงจนเหลือศูนย์ ศรีลังกาก็เข้าสู่ภาวะ "ล้มละลาย" ในปี 2022 ไม่มีเงินซื้อน้ำมัน แก๊สหุงต้ม อาหาร และยารักษาโรค ไฟฟ้าดับวันละหลายชั่วโมง ค่าเงินรูปีศรีลังกาดิ่งเหว
ประชาชนทนไม่ไหวจนเกิดการประท้วงครั้งใหญ่ที่เรียกว่า "Aragalaya" (การต่อสู้) บุกยึดทำเนียบประธานาธิบดี จนตระกูลราชปักษาต้องยอมลาออกและหลบหนีออกนอกประเทศไปในตอนนั้น
แม้ปัจจุบันศรีลังกาจะเริ่มฟื้นตัวอย่างช้าๆ ภายใต้การช่วยเหลือของ IMF และการปฏิรูปการเมืองใหม่ แต่ความเสียหายที่ตระกูลนี้ทิ้งไว้ก็ต้องใช้เวลาอีกเป็นทศวรรษกว่าจะเยียวยาได้หมดครับ
การประท้วงครั้งใหญ่ที่เรียกว่า "Aragalaya"
"Aragalaya" (අරගලය) ในภาษาสิงหลแปลตรงตัวว่า "การต่อสู้" (The Struggle) เป็นชื่อเรียกของขบวนการประท้วงโดยประชาชนครั้งประวัติศาสตร์ของศรีลังกาในปี 2022 มันไม่ใช่แค่การชุมนุมทางการเมืองทั่วไป แต่คืออุบัติการณ์ที่คนทั้งประเทศ "หมดความอดทน" จนลุกขึ้นมาขับไล่ตระกูลผู้ทรงอิทธิพลที่สุดพ้นจากอำนาจ
นี่คือเจาะลึกรายละเอียดของปรากฏการณ์ Aragalaya ที่เปลี่ยนโฉมหน้าศรีลังกาไปตลอดกาลครับ
1. ชนวนเหตุที่เปลี่ยน "ความกลัว" เป็น "ความโกรธ"
ก่อนหน้านี้ ตระกูลราชปักษาเปรียบเสมือนฮีโร่ของชาวสิงหลจากการจบสงครามกลางเมืองกับกลุ่มพยัคฆ์ทมิฬอีแลม ทำให้ประชาชนเกรงใจและกลัวอำนาจมืด แต่เมื่อเศรษฐกิจพังพินาศ ความกลัวก็หายไป:
ชีวิตที่จมดิ่ง: ประชาชนต้องต่อคิวรอซื้อน้ำมันและแก๊สหุงต้มยาวหลายกิโลเมตรท่ามกลางแดดร้อนจัด มีคนเป็นลมเสียชีวิตในคิว โรงพยาบาลไม่มีแม้กระทั่งยารักษาโรคพื้นฐาน อาหารราคาพุ่งสูงจนคนต้องลดมื้ออาหาร
ความมืดมิด: รัฐบาลสั่งตัดไฟวันละ 10-13 ชั่วโมง ส่งผลกระทบต่อทั้งชีวิตประจำวันและธุรกิจขนาดเล็กจนทำมาหากินไม่ได้
ความอยุติธรมที่เห็นประจักษ์: ในขณะที่ประชาชนไม่มีข้าวกิน ข่าวคราวเรื่องการคอร์รัปชัน การใช้ชีวิตอย่างหรูหรา และการผันเงินออกนอกประเทศของคนในตระกูลราชปักษากลับกระจายไปทั่ว
2. "Gota Go Home" และหมู่บ้านแห่งการต่อสู้
การประท้วงเริ่มจากจุดเล็กๆ ในเดือนมีนาคม 2022 ก่อนจะขยายตัวเป็นคลื่นมนุษย์ในเดือนเมษายน โดยมีสโลแกนหลักที่เป็นเอกภาพคือ "Gota Go Home" (โกตาบายา ออกไปซะ)
Gota Go Gama (หมู่บ้านโกตาโก): > ผู้ประท้วงได้ปักหลักตั้งแคมป์ยาวนานหลายเดือนที่บริเวณหาด Galle Face Green ใจกลางกรุงโคลอมโบ หน้าทำเนียบประธานาธิบดี พวกเขาเปลี่ยนพื้นที่นี้ให้กลายเป็น "เมืองจำลอง" ที่มีระบบการจัดการน่าทึ่ง มีโรงครัวแจกอาหารฟรี มีหน่วยพยาบาล มีห้องสมุดประชาชน และมีการตั้งเวทีเสวนาทางวิชาการและศิลปะเพื่อขับเคลื่อนสังคม
3. การทำลายกำแพง "ชาติพันธุ์และชนชั้น"
ความน่าอัศจรรย์ที่สุดของ Aragalaya คือการทลายกำแพงความขัดแย้งในอดีต ศรีลังกาเป็นประเทศที่บอบช้ำจากสงครามกลางเมืองระหว่างชาวสิงหล (พุทธ) และชาวททิฬ (ฮินดู/คริสต์) รวมถึงความขัดแย้งกับชาวมุสลิม
แต่ในม็อบ Aragalaya ทุกกลุ่มหันมาจับมือกัน พระสงฆ์ โต๊ะอิหม่าม บาทหลวง และนักบวชฮินดู เดินขบวนร่วมกัน คนรวยขับรถหรูและคนจนที่ไม่มีเงินซื้อข้าว ต่างมานอนกลางดินกินกลางทรายด้วยเป้าหมายเดียวกัน คือต้องการเปลี่ยนระบบการเมืองใหม่
4. วันเผด็จศึก: 9 กรกฎาคม 2022
นี่คือวันไคลแมกซ์ที่ภาพข่าวแพร่ไปทั่วโลก ประชาชนนับแสนนับล้านคนจากทั่วประเทศหลั่งไหลเข้าสู่กรุงโคลอมโบ พวกเขาฝ่าแก๊สน้ำตาและกระสุนยางของเจ้าหน้าที่ บุกยึดสถานที่สำคัญของรัฐ 3 แห่ง ได้แก่ ทำเนียบประธานาธิบดี, ที่ทำการสำนักนายกรัฐมนตรี และบ้านพักประจำตำแหน่งนายกฯ
ภาพประวัติศาสตร์ที่โลกต้องจารึกในวันนั้นคือ:
ประชาชนเข้าไปกระโดดว่ายน้ำในสระว่ายน้ำส่วนตัวของประธานาธิบดี
เข้าไปวิ่งบนลู่วิ่งในฟิตเนสส่วนตัว
นอนบนเตียงหรูหราและนั่งเก้าอี้ทำงานของผู้นำ
ทำอาหารกินกันในครัวของทำเนียบ
ภาพเหล่านี้ไม่ได้สะท้อนถึงความป่าเถื่อน แต่สะท้อนถึงการยึดคืนอำนาจและทรัพย์สินที่มาจากภาษีของประชาชน กลับคืนสู่มือของประชาชนอย่างแท้จริง
5. ผลลัพธ์และมรดกของ Aragalaya
ภายในไม่กี่วันหลังการบุกยึด โกตาบายา ราชปักษา ต้องแอบหนีออกจากประเทศด้วยเครื่องบินทหารไปยังมัลดีฟส์และสิงคโปร์ ก่อนจะส่งอีเมลยื่นใบลาออกจากตำแหน่ง นับเป็นการปิดฉากระบอบราชปักษาที่ครองเมืองมาอย่างยาวนาน
แม้ว่าในเวลาต่อมา รานิล วิกรามาสิงหะ (Ranil Wickremesinghe) จะก้าวขึ้นมาเป็นประธานาธิบดีแทนและใช้มาตรการเด็ดขาดในการสลายการชุมนุมเพื่อฟื้นฟูความสงบและเจรจากับ IMF แต่มรดกที่ Aragalaya ทิ้งไว้คือ "จิตสำนึกใหม่ของประชาชน" ที่รู้ว่าพวกเขามีอำนาจมากแค่ไหนในการตรวจสอบรัฐบาล และทำให้ตระกูลการเมืองเก่าแก่ตระหนักว่า หากบริหารประเทศจนพังพินาศ พวกเขาก็ไม่มีที่ซุกหัวนอนในประเทศนี้เช่นกัน
เหตุการณ์ระลึกถึง Aragalaya นี้มักถูกหยิบยกมาพูดถึงบ่อยๆ ในฐานะโมเดลการประท้วงที่ขับเคลื่อนโดยพลังบริสุทธิ์ของประชาชนครับ