Thailand's government is proposing an ambitious $30 billion 'Land Bridge' to ferry goods between ports, instead of using a sea route in the Strait of Malacca https://t.co/wGIcikMDXx pic.twitter.com/FO8PqFf80k
— Reuters (@Reuters) June 18, 2026
https://x.com/Reuters/status/2067687540878942280
.....
รัฐบาลไทยกำลังเสนอโครงการ "แลนด์บริดจ์" (Land Bridge) มูลค่า 3 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นโครงการขนาดใหญ่เพื่อใช้ขนส่งสินค้าระหว่างท่าเรือ แทนการใช้เส้นทางเดินเรือผ่านช่องแคบมะละกา
โครงการ "แลนด์บริดจ์" (Land Bridge) มูลค่ากว่า 1 ล้านล้านบาท (ประมาณ 3 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ) ถือเป็นอภิมหาโปรเจกต์เชิงยุทธศาสตร์ที่รัฐบาลไทยพยายามผลักดันอย่างเต็มที่ เพื่อพลิกโฉมให้ประเทศไทยกลายเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์แห่งใหม่ของภูมิภาค และยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันทางเศรษฐกิจ
การเปลี่ยนจากการขุด "คอคอดกระ" (Kra Canal) ในอดีต มาเป็นการสร้างเส้นทางเชื่อมโยงทางบก ถือเป็นทางออกที่ลดแรงเสียดทานด้านความมั่นคง แต่ก็ยังต้องเผชิญกับความท้าทายรอบด้าน ทั้งในมิติเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และภูมิรัฐศาสตร์ ดังนี้ครับ
🏗️ โครงสร้างและการทำงานของแลนด์บริดจ์
โครงการนี้ตั้งเป้าที่จะเชื่อมมหาสมุทรอินเดียและมหาสมุทรแปซิฟิกเข้าด้วยกัน โดยมีระยะทางประมาณ 90 กิโลเมตร ระหว่างสองฝั่งทะเล:
ท่าเรือฝั่งอันดามัน (มหาสมุทรอินเดีย): อ.แหลมสน จ.ระนอง
ท่าเรือฝั่งอ่าวไทย (มหาสมุทรแปซิฟิก): อ.หลังสวน จ.ชุมพร
ระบบเชื่อมต่อ (Infrastructure Corridor): ประกอบด้วยทางหลวงพิเศษ (Motorway) รถไฟทางคู่ และท่อส่งพลังงาน (น้ำมันและก๊าซ) เพื่อยกขนตู้สินค้า (Container) จากเรือฝั่งหนึ่งข้ามไปลงเรืออีกฝั่งหนึ่ง
💡 จุดเด่นและข้อดีที่รัฐบาลนำเสนอ
ลดเวลาและระยะทาง: รัฐบาลประเมินว่าจะช่วยลดระยะเวลาการเดินทางผ่านช่องแคบมะละกาได้ประมาณ 4–5 วัน (สำหรับเส้นทางเฉพาะบางเส้นทาง) ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนการขนส่งและลดความเสี่ยงจากความแออัดของช่องแคบมะละกาที่นับวันจะหนาแน่นขึ้นเรื่อย ๆ
กระตุ้นเศรษฐกิจภาคใต้ (SEC): จะเกิดเขตเศรษฐกิจพิเศษ การจ้างงาน และการลงทุนในอุตสาหกรรมต่อเนื่อง เช่น อุตสาหกรรมแปรรูป อุตสาหกรรมไฮเทค และคลังสินค้า
ความมั่นคงทางพลังงาน: เป็นเส้นทางสำรองในการขนส่งน้ำมันจากตะวันออกกลางไปยังเอเชียตะวันออก (จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้) หากเกิดวิกฤตการณ์ในช่องแคบแคบสำคัญ ๆ ของโลก
⚠️ ความท้าทายและข้อกังวลที่สำคัญ
แม้จะเป็นโครงการที่น่าสนใจ แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านพาณิชย์นาวีและนักวิเคราะห์นานาชาติต่างตั้งคำถามในหลายประเด็น:
ปัญหาต้นทุนการขนถ่ายซ้ำซ้อน (Double Handling Cost): สายการเดินเรือขนาดใหญ่ (Mega-container ships) ชื่นชอบการวิ่งยาวรวดเดียวผ่านช่องแคบมะละกา เพราะการต้องจอดเรือ ยกลงรถไฟ ขนข้ามฝั่ง 90 กม. แล้วยกขึ้นเรือลำใหม่ มีค่าใช้จ่ายและเวลาที่งอกขึ้นมา ซึ่งอาจไม่คุ้มค่าเมื่อเทียบกับเวลาที่ประหยัดได้
การดึงดูดทุนต่างชาติ (PPP): รัฐบาลตั้งเป้าให้เอกชนต่างชาติร่วมลงทุน 100% ในรูปแบบ Public-Private Partnership แต่ปัจจุบันบริษัทยักษ์ใหญ่และกองทุนต่าง ๆ ยังคงท่าทีแบ่งรับแบ่งสู้ เนื่องจากต้องการความชัดเจนด้านผลตอบแทน (ROI)
ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและชุมชน: โครงการนี้เผชิญกับการคัดค้านจากภาคประชาสังคมในพื้นที่ ทั้งกลุ่มชาวประมงพื้นบ้านและเกษตรกร (เช่น ชาวสวนทุเรียนและกาแฟ) รวมถึงประเด็นล่าสุดที่คณะกรรมการผู้ชำนาญการ (คชก.) มีมติให้ทบทวนและทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA) ใหม่ในบางส่วนเนื่องจากข้อมูลระบบนิเวศทางทะเลยังไม่สมบูรณ์ ซึ่งอาจทำให้กรอบเวลาของโครงการล่าช้าออกไป