วันศุกร์, มิถุนายน 19, 2569

เมือง 15 นาที (ความเห็นยาวมาก) ของ อาจารย์ Apiwat Ratanawaraha ที่จะนำมาใช้กับกรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นคนละเรื่องกับปัญหา superblock ในเชิงโครงข่ายถนน ไม่อยากให้สับสนปนกัน ยิ่งแนวคิด superblock ของบาร์เซโลนา ยิ่งคนละเรื่องกัน ตัวอย่างที่น่าสนใจคือญี่ปุ่น


Apiwat Ratanawaraha
12 hours ago
·
เมือง 15 นาที (ความเห็นยาวมาก) เวอร์ชั่นแชร์ได้
ในฐานะคนสอนวิชาทฤษฎีเมืองและการวางแผน ผมขอแลกเปลี่ยนความเห็นเกี่ยวกับแนวคิด “เมือง 15 นาที” ในกรณีที่จะนำมาใช้กับกรุงเทพมหานคร (ซึ่งเป็นคนละเรื่องกับปัญหา superblock ในเชิงโครงข่ายถนน ไม่อยากให้สับสนปนกัน ยิ่งแนวคิด superblock ของบาร์เซโลนา ยิ่งคนละเรื่องกัน)
ในมุมหนึ่ง ผมคิดว่าเป็นเรื่องดีที่กรุงเทพมหานครจะพยายามพัฒนาสาธารณูปการและบริการพื้นฐานในระดับชุมชนมากขึ้น เพราะในอดีตการพัฒนาเมืองมักมุ่งเน้นไปที่โครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่และระบบเครือข่ายในระดับมหานคร ขณะที่คุณภาพของพื้นที่ในชีวิตประจำวันกลับถูกมองข้ามอยู่บ่อยครั้ง การปรับปรุงทางเท้า พื้นที่สาธารณะ ความปลอดภัย การเข้าถึงบริการพื้นฐาน หรือการแก้ปัญหาเฉพาะจุดในระดับย่าน จึงเป็นเรื่องที่ควรสนับสนุน ผมจึงไม่ปฏิเสธแนวคิดว่าบางสิ่งควรอยู่ในระดับย่าน กรุงเทพฯ ยังขาดโครงสร้างพื้นฐานทางสังคมในระดับชุมชนอีกมาก
ตัวอย่างที่น่าสนใจคือญี่ปุ่น ซึ่งแม้จะเป็นสังคมเมืองที่มีระบบรางขนาดใหญ่และการเดินทางข้ามเมืองอย่างเข้มข้น แต่ก็ยังให้ความสำคัญกับสิ่งอำนวยความสะดวกระดับย่าน ไม่ว่าจะเป็นศูนย์ชุมชน ห้องสมุดขนาดเล็ก ศูนย์ผู้สูงอายุ สนามเด็กเล่น พื้นที่กิจกรรมของชุมชน หรือสถานที่สำหรับการประชุมและทำกิจกรรมร่วมกันของคนในพื้นที่ สิ่งเหล่านี้ไม่ได้มีความสำคัญเพราะทำให้ชุมชนพึ่งพาตนเองได้ทั้งหมด แต่เพราะช่วยสร้างความสัมพันธ์ทางสังคม ลดความโดดเดี่ยว และสนับสนุนคุณภาพชีวิตในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะในสังคมสูงวัย ทุกเมืองในประเทศไทยต้องการสิ่งเหล่านี้มากขึ้น ไม่ใช่แค่กรุงเทพฯ
แต่การยอมรับว่าบางสิ่งควรอยู่ในระดับย่านไม่ได้แปลว่าทุกสิ่งควรอยู่ในระดับย่าน การถกเถียงเรื่องเมือง 15 นาทีหลายครั้งมักสับสนและเอาปัญหาหลายระดับเข้ามาปนกัน บางกิจกรรมควรถูกจัดการในระดับย่าน แต่บางกิจกรรมทำงานได้ดีในระดับมหานคร เช่น มหาวิทยาลัย โรงพยาบาลเฉพาะทาง ศูนย์กลางธุรกิจ ศูนย์วัฒนธรรม ระบบขนส่งมวลชน และตลาดแรงงาน มหานครสมัยใหม่เกิดขึ้นจากการที่กิจกรรมแต่ละประเภทดำรงอยู่ในระดับพื้นที่ที่เหมาะสมกับตัวมันเอง
ดังนั้นประเด็นจึงไม่ใช่ว่าเราควรเลือกระหว่าง “เมือง 15 นาที” หรือ “มหานคร” แต่คือการเข้าใจว่ากิจกรรมแต่ละประเภทควรอยู่ในสเกลใด ในแง่นี้ ความท้าทายของกรุงเทพฯ ไม่ใช่การทำให้ทุกบล็อกกลายเป็นหน่วยที่สมบูรณ์ในตัวเอง แต่เป็นการสร้างความสมดุลระหว่างสองเป้าหมาย เป้าหมายแรกคือการทำให้ย่านต่างๆ น่าอยู่มากขึ้น มีพื้นที่สาธารณะและบริการพื้นฐานที่มีคุณภาพ เป้าหมายที่สองคือการทำให้คนจากทุกย่านสามารถเข้าถึงโอกาสของทั้งมหานครได้อย่างสะดวก เป็นธรรม และมีต้นทุนต่ำ
หากเราให้ความสำคัญเฉพาะระดับมหานคร เราอาจได้เมืองที่มีรถไฟฟ้าทันสมัยแต่ขาดคุณภาพชีวิตในชีวิตประจำวัน แต่หากเราให้ความสำคัญเฉพาะระดับย่าน เราอาจได้ย่านที่น่าอยู่ขึ้น ขณะที่ความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงงาน การศึกษา และบริการระดับสูงยังคงอยู่เหมือนเดิม
อย่างไรก็ตาม นักพัฒนาเมืองก็ควรระมัดระวังกับการนำแนวคิดเมือง 15 นาทีมาใช้โดยไม่ตั้งคำถามกับบริบททางประวัติศาสตร์และภูมิศาสตร์ที่แนวคิดดังกล่าวถือกำเนิดขึ้น แนวคิดเมือง 15 นาทีเกิดขึ้นในยุโรป โดยเฉพาะในปารีส ภายใต้บริบทของเมืองที่มีความหนาแน่นสูง ระบบขนส่งสาธารณะที่ครอบคลุม และบริการสาธารณะที่กระจายตัวค่อนข้างทั่วถึงอยู่แล้ว เป้าหมายสำคัญจึงเป็นการลดการพึ่งพารถยนต์ ฟื้นฟูพื้นที่สาธารณะ และยกระดับคุณภาพชีวิตในระดับย่าน (ซึ่งแนวคิด superblock ของบาร์เซโลนาก็มีเป้าหมายประมาณนี้ เพราะเขามีบล็อกย่อยอยู่แล้ว)
หากมองย้อนกลับไปในประวัติศาสตร์การวางผังเมือง จะพบว่าแนวคิดลักษณะนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ทั้งหมด เมื่อกว่าร้อยปีก่อน Clarence Perry ได้เสนอแนวคิด “Neighborhood Unit” หรือ “หน่วยชุมชน” ที่พยายามจัดวางโรงเรียน สวนสาธารณะ ร้านค้า และบริการพื้นฐานให้อยู่ในระยะเดินถึงได้ แนวคิดดังกล่าวมีอิทธิพลอย่างมากต่อการพัฒนาเมืองและชานเมืองในอเมริกาเหนือ และกลายเป็นหนึ่งในรากฐานสำคัญของการวางแผนชุมชนในศตวรรษที่ 20
ปัญหาคือ ชีวิตคนจริงๆ ไม่ได้ดำเนินไปตามขอบเขตของหน่วยชุมชนเหล่านั้น โดยเฉพาะในเมืองขนาดใหญ่ ผู้คนเดินทางข้ามย่านเพื่อทำงาน เรียนหนังสือ จับจ่ายใช้สอย และใช้ชีวิตประจำวัน เศรษฐกิจเมืองยิ่งพัฒนา เครือข่ายชีวิตของผู้คนก็ยิ่งขยายออกไปเกินขอบเขตของชุมชนที่นักผังเมืองวางไว้ ประสบการณ์ของการวางแผนและพัฒนาเมืองตลอดศตวรรษที่ผ่านมาแสดงให้เห็นว่า แนวคิดหน่วยชุมชนในฐานะหน่วยพึ่งพาตนเองนั้นประสบความสำเร็จเพียงส่วนน้อย และไม่เคยสามารถกลายเป็นหน่วยพื้นฐานของชีวิตเมืองได้อย่างแท้จริง ผมจึงคิดว่าเราควรตั้งคำถามเดียวกันกับแนวคิดเมือง 15 นาทีที่กำลังฮิตกันในปัจจุบัน เรากำลังพยายามทำให้ย่านต่างๆ พึ่งพาตนเองได้ หรือกำลังพยายามทำให้คนสามารถเข้าถึงโอกาสของทั้งมหานครได้ดีขึ้น
กรุงเทพมหานครเป็นมหานครที่เติบโตจากการรวมศูนย์ของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ โรงพยาบาลเฉพาะทาง มหาวิทยาลัยชั้นนำ สถาบันรัฐ และแหล่งงานที่หลากหลาย เมืองลักษณะนี้ไม่ได้ทำงานบนตรรกะที่ว่าทุกย่านต้องมีทุกอย่างเหมือนกัน แต่ทำงานบนตรรกะของการเชื่อมต่อระหว่างพื้นที่ที่มีบทบาทแตกต่างกัน มหาวิทยาลัยไม่จำเป็นต้องมีทุกเขต โรงพยาบาลเฉพาะทางไม่จำเป็นต้องกระจายตัวอยู่ทุกย่าน และศูนย์กลางธุรกิจก็ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ทุกแห่งพร้อมกัน มหานครเติบโตขึ้นมาได้เพราะกิจกรรมบางประเภทมีประสิทธิภาพสูงกว่าเมื่อกระจุกตัวอยู่ร่วมกัน
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่า ทุกบล็อกมีทุกอย่างครบหรือไม่ (และไม่ใช่บล็อกเหลี่ยมๆ แบบ 1 ตร.กม. แบบในภาพที่สื่อเสนอมาแน่นอน หวังว่าทีมงานคงไม่ได้คิดตื้นๆ แบบนั้น) แต่เราควรถามว่า คนในทุกบล็อกสามารถเข้าถึงสิ่งที่เมืองมีอยู่ได้ดีเพียงใด ประเด็นนี้มีนัยสำคัญสำหรับการกำหนดมาตรการและเครื่องมือที่ใช้ เพราะการเข้าถึงบริการในระดับย่านกับการเข้าถึงโอกาสในระดับมหานครไม่เหมือนกัน และใช้เครื่องมือไม่เหมือนกัน
ยิ่งไปกว่านั้น แนวคิดเมือง 15 นาทีอาจสะท้อนความใฝ่ฝันของชนชั้นกลางมากกว่าความเป็นจริงของคนจำนวนมากในเมือง สำหรับชนชั้นกลางที่สามารถเลือกที่อยู่อาศัยได้ การมีร้านกาแฟ สวนสาธารณะ โรงเรียนดีๆ และพื้นที่ทำงานอยู่ใกล้บ้านเป็นคุณภาพชีวิตที่พึงปรารถนา แต่สำหรับคนรายได้น้อยจำนวนมาก เมืองไม่ได้มีทางเลือกเช่นนั้น และนักผังเมืองก็ไม่มีพลังอำนาจที่จะกำหนดกลไกตลาดให้เกิดขึ้นได้ตามต้องการ พนักงานรักษาความปลอดภัย แม่บ้าน คนขับรถส่งของ พนักงานร้านอาหาร คนงานก่อสร้าง หรือแรงงานบริการจำนวนมาก ไม่ได้มีอิสระในการเลือกอาศัยใกล้สถานที่ทำงาน พวกเขามักต้องอาศัยอยู่ในพื้นที่ที่ค่าเช่าถูกกว่า และเดินทางข้ามเมืองทุกวันเพื่อเข้าถึงงานที่อยู่ห่างออกไป สำหรับคนกลุ่มนี้ ความท้าทายสำคัญไม่ได้อยู่ที่การมีสวนสาธารณะหรือศูนย์ชุมชนใกล้บ้าน แต่อยู่ที่การเดินทางวันละหลายชั่วโมง ค่าโดยสารที่สูงขึ้นเรื่อยๆ การเข้าถึงที่อยู่อาศัยที่เอื้อมถึงได้ และโอกาสทางเศรษฐกิจที่กระจุกตัวอยู่ในบางพื้นที่ของเมือง (จริงๆ ผมถึงอยากเห็นนโยบายด้านที่อยู่อาศัยและการเดินทางมากกว่า)
ดังนั้น ต่อให้ย่านที่อยู่อาศัยดูเหมือนจะกลายเป็น “เมือง 15 นาที” ได้อย่างสมบูรณ์ ปัญหาหลักของคนจำนวนมากก็อาจยังไม่เปลี่ยนแปลง สิ่งที่พวกเขาต้องการอาจไม่ใช่สวนใกล้บ้านหรือพื้นที่สร้างสรรค์ในระดับย่าน แต่เป็นระบบขนส่งสาธารณะที่รวดเร็ว ราคาที่อยู่อาศัยที่เหมาะสม และการเข้าถึงงานที่มีคุณภาพในระดับมหานคร (ซึ่งก็คงจะมีคนมาแย้งว่า นโยบายเหล่านี้บางพรรคก็ได้เสนอไปแล้ว)
ด้วยเหตุนี้ ผมจึงคิดว่าเราควรมองข้อเสนอเรื่องการแบ่งกรุงเทพฯ ออกเป็นบล็อกผ่านกรอบคิดอีกแบบหนึ่ง คือ ประเด็นเรื่องการบริหารจัดการเมือง
ปัญหาของกรุงเทพฯ ไม่ได้มีเพียงเรื่องการเดินทางหรือการเข้าถึงบริการ แต่ยังมีปัญหาเรื่องระดับของการบริหารจัดการด้วย เมืองนี้มีขนาดใหญ่เกินกว่าที่ศาลาว่าการกรุงเทพมหานครหรือสำนักงานเขตจะมองเห็นรายละเอียดทั้งหมด ขณะเดียวกัน ครัวเรือนหรือชุมชนขนาดเล็กก็ไม่มีอำนาจหรือทรัพยากรเพียงพอในการแก้ปัญหาสาธารณะ
สิ่งที่ขาดหายไปอาจเป็นหน่วยระดับกลางที่อยู่ระหว่างการรวมศูนย์การตัดสินใจในระดับมหานครที่ผู้ว่าฯ หรือแม้แต่ ผอ. เขต กับบ้านแต่ละหลัง หาก 425 บล็อกได้รับการออกแบบให้เป็นหน่วยการจัดการระดับย่าน คล้ายกลุ่มชมรมระดับชุมชน (chōnaikai/jichikai) ในกระบวนการ machizukuri ของญี่ปุ่น แนวคิดนี้จะมีความน่าสนใจขึ้นมาก เพราะไม่ใช่เรื่องการทำให้ทุกย่านพึ่งพาตนเองได้ในมุมมองการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน แต่เป็นการสร้างกลไกให้คนในพื้นที่ร่วมกันจัดการปัญหาที่เกิดขึ้นจริงในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นทางเท้า น้ำท่วมเฉพาะจุด พื้นที่สาธารณะ ความปลอดภัย การจัดการสิ่งแวดล้อม หรือการประสานงานระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง (คือไปให้ไกลกว่า traffy fondue)
อย่างไรก็ตาม แม้ในมิตินี้ก็ยังมีข้อควรระวังเชิงทฤษฎีอยู่เช่นกัน ผมนึกถึง James C. Scott ที่ได้เสนอข้อวิจารณ์สำคัญในหนังสือ Seeing Like a State ว่า ความล้มเหลวของโครงการวางแผนขนาดใหญ่จำนวนมากในศตวรรษที่ 20 ไม่ได้เกิดจากการขาดข้อมูลหรือความตั้งใจที่ดี แต่เกิดจากความเชื่อแบบ high modernism ที่มองว่าสังคมสามารถถูกแบ่ง จัดหมวดหมู่ วัดผล และออกแบบจากส่วนกลางได้อย่างมีเหตุผล
รัฐสมัยใหม่มักพยายามทำให้สังคมที่ซับซ้อนกลายเป็นสิ่งที่มองเห็นและบริหารจัดการได้ง่ายขึ้น ไม่ว่าจะผ่านแผนที่ ทะเบียนราษฎร การแบ่งเขต หรือหน่วยการวางแผนต่างๆ แต่ในกระบวนการดังกล่าว ความรู้ที่เกิดขึ้นจากชีวิตประจำวันของผู้คนมักถูกลดทอนหรือมองไม่เห็น Scott เรียกความรู้ประเภทนี้ว่า metis หรือความรู้เชิงปฏิบัติที่ฝังอยู่ในพื้นที่
ในแง่นี้ การแบ่งกรุงเทพฯ ออกเป็น 425 บล็อกก็มีความย้อนแย้งอยู่ในตัวเอง ด้านหนึ่ง อาจช่วยให้ผู้บริหารเมืองมองเห็นปัญหาระดับย่านที่เคยมองไม่เห็นมาก่อน แต่อีกด้านหนึ่ง ก็สะท้อนความเชื่อว่าหากเราแบ่งเมืองออกเป็นหน่วยที่เหมาะสม เก็บข้อมูลได้ละเอียดพอ และวางแผนได้ดีพอ เราจะสามารถจัดการความซับซ้อนของเมืองได้อย่างมีเหตุผล
ปัญหาคือ เมืองไม่ได้ทำงานตามหน่วยที่นักวางแผนกำหนดเสมอไป ชีวิตของคนกรุงเทพฯ ไม่ได้ถูกจัดระเบียบตามบล็อก คนอาจอาศัยอยู่มีนบุรี ทำงานอโศก ส่งลูกเรียนลาดพร้าว พาพ่อแม่ไปรักษาตัวศิริราช และค้าขายผ่านแพลตฟอร์มที่เชื่อมโยงลูกค้าทั่วประเทศ เครือข่ายชีวิตจริงทับซ้อนกันหลายระดับ ตั้งแต่ระดับซอย ระดับย่าน ระดับเมือง ระดับมหานคร ไปจนถึงระดับดิจิทัล
ดังนั้น คำถามสำคัญคือ เราจะทำอย่างไรให้แต่ละบล็อกกลายเป็นพื้นที่ที่ความรู้ของรัฐและความรู้ของคนในพื้นที่สามารถพบกันได้
หากบล็อกเหล่านี้เป็นเพียงหน่วยสำหรับเก็บข้อมูลและสั่งการจากส่วนกลาง หรือโครงการผ่าซอยตันและสร้างสวนสาธารณะ ก็อาจเผชิญข้อจำกัดแบบเดียวกับโครงการวางแผนขนาดใหญ่จำนวนมากในอดีต แต่หากบล็อกเหล่านี้กลายเป็นพื้นที่ที่ชุมชนมีส่วนร่วม มีอำนาจในการตัดสินใจ และสามารถสะท้อนความรู้ที่เกิดขึ้นจากชีวิตจริงของผู้คนได้ ก็อาจกลายเป็นนวัตกรรมด้านธรรมาภิบาลเมืองที่สำคัญ
ในมุมนี้ ผมคิดว่าความสำคัญของนโยบายอาจไม่ได้อยู่ที่คำว่า เมือง 15 นาทีในด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน แต่อยู่ที่การสร้างระดับการบริหารจัดการเมืองแบบใหม่ที่เชื่อมระหว่างเมืองทั้งเมืองกับชุมชนในแต่ละย่าน ดังนั้น คำถามที่น่าสนใจที่สุดน่าจะอยู่ที่ว่า ทุกบล็อกจะกลายเป็นหน่วยการจัดการเมืองที่มีความหมาย มีทรัพยากร และมีอำนาจเพียงพอในการแก้ปัญหาของพื้นที่ตนเองได้หรือไม่
หากทำได้สำเร็จ นโยบายนี้จะเป็นนวัตกรรมด้านธรรมาภิบาลเมืองที่สำคัญกว่านโยบายเมือง 15 นาทีเสียอีก เพราะกรุงเทพฯ ไม่จำเป็นต้องมี 425 ย่านที่พึ่งพาตนเองได้ทั้งหมด แต่ต้องการย่านที่น่าอยู่ จัดการตนเองได้ดี และเชื่อมโยงเข้ากับโอกาสของมหานครได้อย่างมีประสิทธิภาพและเป็นธรรม

https://www.facebook.com/rapiwat/posts/10164789375397421?ref=embed_post