Defense Info TH
June 21
·
แอดมินไปเจอเอกสารร่างงบประมาณกลาโหมสหรัฐฯ ปีงบประมาณ 2027 ที่กำลังอยู่ระหว่างการพิจารณา อ่านแล้วพบประเด็นน่าสนใจหลายอย่าง
แต่สิ่งที่แอดมินสนใจไม่ใช่ตัวเลขงบประมาณระดับ 1 ล้านล้านดอลลาร์ แต่มันคือแนวคิดการใช้งบที่กำลังเปลี่ยนจากการจัดซื้อยุทโธปกรณ์รายระบบ ไปสู่การสร้างขีดความสามารถในการทำสงครามทั้งระบบต่างหาก
โพสต์นี้จึงอยากชวนทุกคนมาดูว่า สหรัฐฯ กำลังเปลี่ยนวิธีคิดเรื่องงบกลาโหมอย่างไร และสิ่งนี้กำลังบอกอะไรเกี่ยวกับสงครามในอนาคตบ้าง
จากเอกสารร่างงบประมาณกลาโหมสหรัฐฯ ประจำปีงบประมาณ 2027 วงเงินรวม 1.072 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ไม่ได้สะท้อนเพียงการเพิ่มหรือลดงบประมาณในแต่ละเหล่าทัพเท่านั้น แต่แสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของวิธีคิดในการจัดสรรทรัพยากรทางทหารของสหรัฐฯ อย่างชัดเจน
ในอดีต การวิเคราะห์งบกลาโหมมักให้ความสำคัญกับจำนวนเครื่องบินรบ เรือรบ รถถัง หรือขีปนาวุธที่ได้รับการจัดซื้อ เช่น เครื่องบินขับไล่ F-35 Lightning II เครื่องบินขับไล่ F-15EX Eagle II เรือพิฆาตชั้น Arleigh Burke เรือดำน้ำโจมตีชั้น Virginia รถถัง M1A2 Abrams หรือขีปนาวุธ Tomahawk แต่ร่างงบประมาณฉบับนี้ชี้ให้เห็นว่า สหรัฐฯ กำลังเปลี่ยนจากการใช้งบประมาณเพื่อ “ซื้อยุทโธปกรณ์” ไปสู่การใช้งบประมาณเพื่อ “สร้างระบบนิเวศของการทำสงคราม” ที่ครอบคลุมตั้งแต่การวิจัย การทดลอง การจัดซื้อ การเชื่อมโยงข้อมูล การขยายกำลังผลิต ไปจนถึงการรักษาความพร้อมของฐานอุตสาหกรรมในระยะยาว
งบวิจัยที่เกือบเท่างบจัดซื้อ
หนึ่งในตัวเลขที่สำคัญที่สุดคือ งบประมาณด้านการวิจัย พัฒนา ทดสอบ และประเมินผล หรือ RDT&E ซึ่งมีวงเงินกว่า 221,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่งบจัดซื้อยุทโธปกรณ์อยู่ที่ประมาณ 248,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
การที่งบวิจัยและพัฒนามีขนาดใกล้เคียงกับงบจัดซื้อ แสดงว่าสหรัฐฯ ไม่ได้มุ่งเพียงรักษากำลังรบที่มีอยู่ แต่กำลังลงทุนอย่างหนักเพื่อสร้างขีดความสามารถที่จะใช้ในสงครามอีก 10–20 ปีข้างหน้า
งบประมาณดังกล่าวครอบคลุมโครงการเครื่องบินรบยุคที่ 6 อย่าง Next Generation Air Dominance (NGAD) ระบบอากาศยานรบร่วมอัตโนมัติ Collaborative Combat Aircraft (CCA) อาวุธความเร็วเหนือเสียงอย่าง Long-Range Hypersonic Weapon (LRHW) และ Conventional Prompt Strike (CPS) รวมถึงเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ เทคโนโลยีควอนตัม ระบบพลังงานสมัยใหม่ อาวุธพลังงานกำกับ เช่น HELIOS และระบบครองความเหนือกว่าด้านข้อมูลในสนามรบ
ความเปลี่ยนแปลงนี้สะท้อนว่า ความได้เปรียบทางทหารในอนาคตจะไม่ได้วัดจากจำนวนแพลตฟอร์มเพียงอย่างเดียว แต่จะขึ้นอยู่กับความสามารถในการพัฒนา ทดสอบ ปรับปรุง และนำเทคโนโลยีใหม่เข้าสู่หน่วยปฏิบัติได้เร็วกว่าคู่แข่ง
จากอาวุธราคาแพงจำนวนน้อย สู่กำลังรบจำนวนมากในต้นทุนที่รับได้
อีกหนึ่งทิศทางสำคัญคือแนวคิด “Affordable Mass” หรือการสร้างกำลังรบจำนวนมากในต้นทุนที่สามารถผลิตและใช้งานได้จริง
ร่างงบประมาณจัดสรรเงิน 836 ล้านดอลลาร์สำหรับการจัดซื้อระบบอาวุธต้นทุนต่ำจากผู้ผลิตรายใหม่ พร้อมเปิดทางให้มีการทำสัญญาจัดซื้อหลายปีสำหรับระบบขีปนาวุธต้นทุนต่ำ อาวุธโจมตีความเร็วเหนือเสียงต้นทุนต่ำ และขีปนาวุธร่อนยิงจากภาคพื้นดิน เช่น Precision Strike Missile (PrSM), Ground-Launched Small Diameter Bomb (GLSDB) และระบบโจมตีระยะไกลอื่น ๆ ที่สามารถผลิตได้ในปริมาณมาก
แนวคิดนี้เกิดจากบทเรียนของสงครามร่วมสมัย ซึ่งแสดงให้เห็นว่า แม้อาวุธสมรรถนะสูงอย่าง AGM-158 JASSM, LRASM หรือ SM-6 จะมีความแม่นยำและประสิทธิภาพสูง แต่ไม่สามารถทดแทนความต้องการด้านปริมาณได้ทั้งหมด โดยเฉพาะในสงครามที่ยืดเยื้อและมีอัตราการใช้กระสุนสูง
สหรัฐฯ จึงเริ่มให้ความสำคัญกับคำถามใหม่ ได้แก่ อาวุธหนึ่งระบบผลิตได้เร็วเพียงใด ต้นทุนต่อหน่วยอยู่ในระดับที่ยอมรับได้หรือไม่ สามารถเพิ่มกำลังผลิตในภาวะสงครามได้หรือไม่ และมีวัตถุดิบ ชิ้นส่วน และสายการผลิตเพียงพอหรือไม่
นี่คือการเปลี่ยนจากแนวคิด “อาวุธที่ดีที่สุด” ไปสู่ “อาวุธที่ดีเพียงพอ ผลิตได้จำนวนมาก และพร้อมใช้งานในเวลาที่ต้องการ”
ระบบไร้คนขับและการต่อต้านโดรนกลายเป็นโครงสร้างกำลังรบหลัก
ร่างงบประมาณปี 2027 ยังแสดงให้เห็นว่า ระบบอัตโนมัติ โดรน และการต่อต้านอากาศยานไร้คนขับขนาดเล็กไม่ได้ถูกมองเป็นโครงการเสริมหรือโครงการทดลองอีกต่อไป
การจัดสรรงบประมาณ 1,000 ล้านดอลลาร์ให้ Defense Autonomous Warfare Group และอีก 1,400 ล้านดอลลาร์ให้ Joint Interagency Task Force 401 แสดงถึงการยกระดับภารกิจด้านระบบอัตโนมัติและ Counter-UAS ให้เป็นภารกิจระดับองค์กร
การเปลี่ยนแปลงนี้มีนัยสำคัญ เพราะในอดีตการจัดหาโดรนหรือระบบต่อต้านโดรนอาจกระจายอยู่ในโครงการของแต่ละเหล่าทัพ แต่ปัจจุบันสหรัฐฯ กำลังสร้างหน่วยงาน กลไกการจัดซื้อ งบประมาณ และหลักนิยมที่รองรับการใช้งานในระดับกองทัพร่วม
กล่าวอีกนัยหนึ่ง โดรนไม่ได้เป็นเพียงอุปกรณ์เสริมของหน่วยรบ แต่กำลังกลายเป็นองค์ประกอบพื้นฐานของการลาดตระเวน การตรวจการณ์ การโจมตี การส่งกำลังบำรุง การสื่อสาร และการควบคุมพื้นที่การรบ โดยมีตัวอย่างตั้งแต่ MQ-9 Reaper, MQ-28 Ghost Bat, XQ-58A Valkyrie ไปจนถึงระบบ CCA รุ่นใหม่
ขณะเดียวกัน ระบบต่อต้านโดรนก็จะต้องพัฒนาไปจากอุปกรณ์เดี่ยว เช่น เครื่องรบกวนสัญญาณ ไปสู่ระบบหลายชั้นที่รวมเรดาร์ เซนเซอร์ตรวจจับคลื่นวิทยุ กล้อง ระบบบัญชาการ และเครื่องมือทำลายเป้าหมาย เช่น Coyote Interceptor, Marine Air Defense Integrated System (MADIS), Directed Energy Maneuver-Short Range Air Defense (DE M-SHORAD) และระบบเลเซอร์กำลังสูงต่าง ๆ เข้าไว้ด้วยกัน
จากโครงการวิจัยสู่การใช้งานจริงเร็วขึ้น
ข้อจำกัดสำคัญของระบบจัดซื้อกลาโหมแบบเดิมคือ เทคโนโลยีจำนวนมากประสบความสำเร็จในห้องทดลอง แต่ไม่สามารถเข้าสู่หน่วยปฏิบัติได้ทันเวลา
ร่างงบประมาณฉบับนี้จึงเพิ่มงบประมาณให้กับหน่วยงานและโครงการที่มีหน้าที่เชื่อมช่องว่างระหว่างการวิจัยกับการจัดซื้อจริง เช่น Defense Innovation Unit และโครงการ Accelerate the Procurement and Fielding of Innovative Technologies
เป้าหมายคือทำให้เทคโนโลยีจากบริษัทเอกชน ธุรกิจเกิดใหม่ และบริษัทที่ไม่ใช่ผู้รับเหมาด้านกลาโหมแบบดั้งเดิม สามารถเข้าสู่กระบวนการทดลองและจัดซื้อของกระทรวงกลาโหมได้เร็วขึ้น ไม่ว่าจะเป็นโดรนอัตโนมัติ ซอฟต์แวร์ AI ระบบวิเคราะห์ข้อมูล หรือระบบสื่อสารยุคใหม่
นอกจากนี้ การจัดสรรเงินให้ Office of Strategic Capital ยังสะท้อนว่ารัฐบาลสหรัฐฯ เริ่มใช้เครื่องมือทางการเงิน เช่น เงินกู้และการสนับสนุนการลงทุน เพื่อช่วยให้บริษัทที่พัฒนาเทคโนโลยีสำคัญสามารถขยายกิจการและเพิ่มกำลังผลิตได้
ดังนั้น งบกลาโหมจึงไม่ได้ถูกใช้เพียงในฐานะงบจัดซื้อสินค้า แต่ถูกใช้เป็นเครื่องมือในการกำหนดทิศทางการลงทุนของภาคเอกชนและสร้างตลาดให้เทคโนโลยีที่รัฐบาลเห็นว่ามีความสำคัญต่อความมั่นคง
ฐานอุตสาหกรรมกลายเป็นส่วนหนึ่งของขีดความสามารถทางทหาร
สงครามในช่วงหลายปีที่ผ่านมาแสดงให้เห็นว่า ประเทศที่มีเทคโนโลยีสูงอาจยังประสบปัญหาได้ หากไม่สามารถผลิตกระสุน อะไหล่ หรือระบบทดแทนได้เพียงพอ
ร่างงบประมาณจึงให้ความสำคัญกับ Defense Production Act, Industrial Base Analysis and Sustainment และการลงทุนในห่วงโซ่อุปทานทางทหาร รวมกันเป็นวงเงินหลายพันล้านดอลลาร์
งบดังกล่าวไม่ได้มุ่งเฉพาะบริษัทผู้ผลิตยุทโธปกรณ์รายใหญ่ แต่ครอบคลุมถึงผู้ผลิตชิ้นส่วน ผู้จัดหาวัตถุดิบ โรงงานขนาดกลางและขนาดเล็ก การฝึกกำลังคน โครงสร้างพื้นฐาน และการเพิ่มประสิทธิภาพของสายการผลิต
แนวคิดสำคัญคือ ฐานอุตสาหกรรมไม่ได้เป็นเพียงผู้ขายสินค้ากองทัพ แต่เป็นองค์ประกอบหนึ่งของความพร้อมรบ
หากประเทศมีขีปนาวุธที่ทันสมัยอย่าง Patriot PAC-3, SM-6 หรือ Tomahawk แต่ผลิตเพิ่มเติมไม่ได้ มีเรือรบแต่ไม่มีอู่ซ่อมที่เพียงพอ หรือมีระบบอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงแต่ต้องพึ่งชิ้นส่วนจากต่างประเทศทั้งหมด ความได้เปรียบทางทหารก็อาจไม่สามารถรักษาไว้ได้ในสงครามระยะยาว
จากระบบปิดสู่สถาปัตยกรรมเปิด
อีกหนึ่งการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญคือการผลักดัน Modular Open Systems Approach หรือ MOSA ซึ่งกำหนดให้ระบบทางทหารต้องสามารถเชื่อมต่อ ปรับปรุง และเปลี่ยนองค์ประกอบได้โดยไม่ผูกขาดกับผู้ผลิตรายเดียว
ในอดีต ผู้ผลิตรายใหญ่สามารถออกแบบระบบที่ฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ และการบำรุงรักษาถูกควบคุมโดยบริษัทเดียว ส่งผลให้กองทัพมีต้นทุนสูงและเปลี่ยนเทคโนโลยีได้ช้า ตัวอย่างเช่น ระบบขนาดใหญ่บนเครื่องบิน F-35 Lightning II หรือเรือรบยุคใหม่ที่มีซอฟต์แวร์และระบบภารกิจซับซ้อน
แต่ในสงครามสมัยใหม่ วงจรชีวิตของซอฟต์แวร์ เซนเซอร์ และระบบไร้คนขับสั้นกว่าวงจรชีวิตของเครื่องบินอย่าง B-21 Raider, F-35 หรือเรือพิฆาตชั้น Arleigh Burke และเรือฟริเกตชั้น Constellation อย่างมาก กองทัพจึงต้องสามารถเปลี่ยนส่วนประกอบบางส่วนได้โดยไม่ต้องเปลี่ยนทั้งระบบ
การบังคับใช้สถาปัตยกรรมเปิดจะทำให้การจัดซื้อในอนาคตไม่ได้พิจารณาเฉพาะสมรรถนะของผลิตภัณฑ์ แต่รวมถึงความสามารถในการเชื่อมโยงข้อมูล มาตรฐานการสื่อสาร ความปลอดภัยทางไซเบอร์ และความสามารถในการทำงานร่วมกับระบบจากผู้ผลิตรายอื่น
ผลที่ตามมาคือ บริษัทขนาดเล็กและผู้พัฒนาเทคโนโลยีเฉพาะทางจะมีโอกาสเข้าสู่โครงการขนาดใหญ่มากขึ้น ขณะที่ผู้ผลิตระบบปิดจะเผชิญแรงกดดันให้เปิดเผยอินเทอร์เฟซและลดการผูกขาดตลอดอายุโครงการ
งบกำลังพลยังสำคัญ แต่ถูกเชื่อมกับความพร้อมรบโดยตรง
แม้งบประมาณจะให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีใหม่ แต่สหรัฐฯ ยังคงจัดสรรงบประมาณกว่า 204,000 ล้านดอลลาร์สำหรับกำลังพล และกว่า 335,000 ล้านดอลลาร์สำหรับการปฏิบัติการและการบำรุงรักษา
งบดังกล่าวครอบคลุมเงินเดือน การฝึก การซ้อมรบ ชั่วโมงบินของเครื่องบินอย่าง F-35, F-22 Raptor, F/A-18E/F Super Hornet และ B-52H Stratofortress การเดินเรือ การซ่อมบำรุงคลัง ระบบสนับสนุนฐานทัพ และการปรับปรุงสิ่งอำนวยความสะดวก
สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่าเทคโนโลยีใหม่ไม่สามารถทดแทนความพร้อมรบขั้นพื้นฐานได้ กองทัพอาจมีระบบที่ทันสมัยที่สุด แต่หากขาดกำลังพลที่ผ่านการฝึก ขาดอะไหล่ ขาดการบำรุงรักษา หรือไม่สามารถนำระบบไปใช้งานในสนามได้ เทคโนโลยีนั้นก็ไม่มีความหมายในทางยุทธการ
ดังนั้น รูปแบบการใช้งบใหม่จึงไม่ได้ลดความสำคัญของกำลังพล แต่พยายามเชื่อมคน เทคโนโลยี ข้อมูล การฝึก และการบำรุงรักษาเข้าเป็นระบบเดียวกัน
งบกลาโหมกำลังถูกใช้เป็นเครื่องมือทางภูมิรัฐศาสตร์
นอกจากการสร้างขีดความสามารถภายในประเทศแล้ว ร่างงบประมาณยังจัดสรรเงินสำหรับความร่วมมือด้านความมั่นคงกับพันธมิตร เช่น ไต้หวัน กลุ่มประเทศบอลติก และอิสราเอล
การจัดสรรงบให้ Taiwan Security Cooperation Initiative และงบสำหรับทดแทนยุทโธปกรณ์ที่สหรัฐฯ ส่งมอบให้ไต้หวัน เช่น ระบบป้องกันภัยทางอากาศ Patriot, ขีปนาวุธต่อต้านเรือ Harpoon Coastal Defense System, รถถัง M1A2T Abrams และเครื่องบิน F-16V แสดงให้เห็นว่างบกลาโหมไม่ได้ถูกใช้เพื่อกองทัพสหรัฐฯ เท่านั้น แต่เป็นเครื่องมือในการเสริมสร้างขีดความสามารถของพันธมิตรและสร้างโครงสร้างการป้องปรามในระดับภูมิภาค
แนวทางนี้ช่วยให้สหรัฐฯ กระจายภาระด้านความมั่นคง เพิ่มความสามารถในการทำงานร่วมกัน และสร้างเครือข่ายกำลังรบที่เชื่อมโยงกันทั้งด้านยุทโธปกรณ์ การสื่อสาร การฝึก และการส่งกำลังบำรุง
จะเห็นได้ว่าการเปลี่ยนแปลงสำคัญของงบกลาโหมสหรัฐฯ ไม่ได้อยู่ที่การเลือกว่าจะซื้อเครื่องบิน เรือรบ หรือขีปนาวุธมากขึ้นเพียงใด แต่คือการเปลี่ยนวิธีคิดจากการลงทุนใน “แพลตฟอร์ม” ไปสู่การลงทุนใน “ขีดความสามารถโดยรวม”
ขีดความสามารถดังกล่าวประกอบด้วยเทคโนโลยี ระบบข้อมูล ซอฟต์แวร์ ระบบอัตโนมัติ ฐานอุตสาหกรรม กำลังผลิต บุคลากร การฝึก และพันธมิตรระหว่างประเทศ โดยมีตัวอย่างของแพลตฟอร์มสำคัญตั้งแต่ F-35, B-21 Raider, เรือดำน้ำชั้น Columbia, เรือดำน้ำชั้น Virginia ไปจนถึงระบบขีปนาวุธความเร็วเหนือเสียงรุ่นใหม่
โดยรวมแล้วรูปแบบการใช้งบกลาโหมใหม่ของสหรัฐฯ สามารถสรุปได้ในหกทิศทาง ได้แก่
1. ลงทุนในการวิจัยและเทคโนโลยีอนาคตในระดับใกล้เคียงกับงบจัดซื้อ
2. สร้างอาวุธต้นทุนต่ำที่ผลิตและใช้งานได้จำนวนมาก
3. ยกระดับระบบอัตโนมัติและ Counter-UAS เป็นโครงสร้างกำลังรบหลัก
4. ลดระยะเวลาจากการพัฒนาเทคโนโลยีไปสู่การใช้งานจริง
5. ลงทุนในฐานอุตสาหกรรมและห่วงโซ่อุปทานในฐานะส่วนหนึ่งของความพร้อมรบ
6. บังคับใช้สถาปัตยกรรมเปิดเพื่อเพิ่มการแข่งขันและลดการผูกขาดระบบ
ท้ายที่สุดแล้ว เป้าหมายของสหรัฐฯ ไม่ใช่เพียงการมีกองทัพที่ใหญ่กว่า แต่คือการมีกองทัพที่สามารถเรียนรู้ ปรับตัว ผลิตทดแทน และนำเทคโนโลยีใหม่เข้าสู่สนามรบได้เร็วกว่าคู่แข่ง
ในสภาพแวดล้อมที่เทคโนโลยีและรูปแบบสงครามเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ความสามารถในการปรับตัวอาจกลายเป็นทรัพยากรทางทหารที่มีค่ามากกว่าจำนวนยุทโธปกรณ์ที่มีอยู่ในคลังเสียอีก
