วันศุกร์, มิถุนายน 26, 2569

ศิโรตม์พูดจุดนี้น่าสนใจ อนุทินดูมีภาพเป็นผู้นำขึ้นมาได้ ส่วนหนึ่งเพราะมีทีมเทคโนแครตคอยประกบ เป็นเหมือนลมใต้ปีกให้รัฐบาลดูมีน้ำหนักขึ้น แต่ปัญหาคือ ลมใต้ปีกช่วยเรื่อง "ภาพ"ได้ ไม่ใช่ "ผลลัพธ์" ถ้าตัวนโยบายหลักยังมีช่องโหว่ หรือไม่ตอบโจทย์ประชาชน

https://x.com/trendforMFP/status/2070005565124681931


🧡
ท่าน PG46 ตัวจริง
🧡

@trendforMFP

ศิโรตม์พูดจุดนี้น่าสนใจ 

อนุทินดูมีภาพเป็นผู้นำขึ้นมาได้ ส่วนหนึ่งเพราะมีทีมเทคโนแครตคอยประกบ เป็นเหมือนลมใต้ปีกให้รัฐบาลดูมีน้ำหนักขึ้น 

แต่ปัญหาคือ ลมใต้ปีกช่วยเรื่องภาพได้ ไม่ได้แปลว่าจะช่วยลบคำถามเรื่องนโยบายได้หมด 

อย่าง AI Passport ถ้ารัฐบาลรู้เองว่าคนวิจารณ์เยอะ รู้เองว่าภาพรัฐบาลมีปัญหา แต่คำตอบกลับเป็นการอยากให้สื่อช่วยทำให้คนเห็นความจำเป็นมากขึ้น 

อันนี้ไม่ใช่สัญญาณที่ดีเท่าไหร่ 

โครงการรัฐที่ดี ไม่ควรต้องรอดด้วยการประคองภาพ

มันควรรอดด้วยคำตอบที่ชัด โปร่งใส และอธิบายได้ว่าทำไมประชาชนต้องจ่าย
.....

มุมมองของศิโรตม์ในจุดนี้ มันชวนให้เราแยกแยะระหว่าง "การสร้างภาพลักษณ์" (Perception) กับ "เนื้อหาสาระของนโยบาย" (Substance)

หากลองถอดรหัสสิ่งที่คุณศิโรตม์พูด สามารถแบ่งประเด็นสำคัญออกเป็น 3 เรื่องหลัก ๆ ดังนี้ครับ:

1. ลมใต้ปีก (Technocrats) ช่วยได้แค่ "ภาพ" ไม่ใช่ "ผลลัพธ์"

การที่ผู้นำหรือรัฐบาลดึงกลุ่มนักวิชาการ ข้าราชการเทคนิค หรือผู้เชี่ยวชาญ (Technocrats) เข้ามาช่วยงาน มันช่วยสร้าง ความน่าเชื่อถือในเบื้องต้น ได้จริง ทำให้ดูเหมือนว่านโยบายถูกคิดมาอย่างเป็นระบบ มีหลักการรองรับ

แต่ความเป็นจริงคือ: ถ้าตัวนโยบายหลักยังมีช่องโหว่ หรือไม่ตอบโจทย์ประชาชน ต่อให้มีทีมงานที่เก่งแค่ไหนมาคอยประคอง ภาพลักษณ์นั้นก็เหมือน "นั่งร้าน" ที่ค้ำยันตึกที่ฐานไม่แน่นไว้ชั่วคราวเท่านั้นเอง

2. สัญญาณเตือนจากกรณี "AI Passport"

จุดที่คุณศิโรตม์ชี้ว่าน่ากังวลที่สุดคือ วิธีคิดของรัฐบาลในการรับมือกับเสียงวิจารณ์ * โจทย์: ประชาชนตั้งคำถามและวิจารณ์โครงการอย่างหนัก

คำตอบของรัฐบาล: แทนที่จะกลับไปทบทวน แก้ไข หรืออธิบายด้วยข้อมูลที่สิ้นสงสัย กลับขอให้สื่อช่วย "ประชาสัมพันธ์" เพื่อให้คนเห็นความจำเป็นมากขึ้น

นี่คือสัญญาณอันตราย เพราะมันสะท้อนว่ารัฐบาลอาจจะมองว่า "ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ตัวโครงการ แต่อยู่ที่คนยังไม่เข้าใจ" ซึ่งเป็นการผลักภาระและปฏิเสธที่จะยอมรับข้อบกพร่องของนโยบายตัวเอง

3. แก่นแท้ของโครงการรัฐ: ความโปร่งใส ไม่ใช่การตลาด

ประโยคสุดท้ายของคุณศิโรตม์คือหัวใจสำคัญครับ โครงการของรัฐไม่ใช่สินค้าในระบบทุนนิยมที่จะใช้การตลาด (Marketing) หรือการประคองภาพลักษณ์มาปั่นยอดขายได้
หลักคิดสากลสำหรับโครงการรัฐที่ดี ควรมี 3 ข้อนี้:

1. ตอบคำถามได้ชัด
ประชาชนได้ประโยชน์อะไร คุ้มค่ากับเงินภาษีไหม

2. โปร่งใส (Transparency)
กระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง การเลือกเทคโนโลยี มีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ ไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน

3. อธิบายได้ว่าทำไมต้องจ่าย
ทำไมต้องใช้งบประมาณมหาศาลขนาดนี้ มีทางเลือกอื่นที่ประหยัดกว่าแต่ได้ผลลัพธ์เท่ากันไหม

ท้ายที่สุดแล้ว "ภาษีของประชาชน ไม่ควรถูกใช้ไปกับโครงการที่ต้องอาศัยการจัดฉากเพื่อให้ดูดี" แต่ต้องเป็นโครงการที่สร้างประโยชน์ได้จริงจนตัวมันเองสามารถพิสูจน์คุณค่าได้โดยไม่ต้องมีใครมาช่วยเชียร์ครับ