วันเสาร์, มิถุนายน 20, 2569

ถอดรหัส รายงาน S&P จุดแข็ง จุดอ่อน และโจทย์ใหญ่ของไทย รายงาน S&P ฉบับนี้ไม่ใช่ใบรับรองว่าประเทศไทยสบายดี แต่เป็นสัญญาณว่า ไทยยังมีความน่าเชื่อถือจาก “บุญเก่า” ที่สะสมมาในอดีต

Athiphat Muthitacharoen
19 hours ago
·
อ่านรายงาน S&P จุดแข็ง จุดอ่อน และโจทย์ใหญ่ของไทย

รายงานล่าสุดของ S&P คงอันดับเครดิตไทยไว้ที่ BBB+/Stable

ในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา ประเทศไทยเผชิญความไม่แน่นอนจากวิกฤตพลังงาน และรัฐบาลต้องเร่งออกมาตรการรับมือหลายด้าน

ตรงนี้ต้องให้เครดิตกระทรวงการคลังและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ที่มีส่วนช่วยรักษาความเชื่อมั่นของตลาดการเงินและนักลงทุนไว้ได้ในระดับหนึ่ง

อย่างไรก็ตาม ข่าวนี้ไม่ได้มีความหมายแค่ว่า “ไทยยังไม่ถูกลดเครดิต”

แต่ผมคิดว่าสิ่งที่สำคัญกว่าคือ S&P กำลังให้เครดิตประเทศไทยจากอะไร และสิ่งนั้นสะท้อนสถานะจริงของเศรษฐกิจไทยมากน้อยแค่ไหน

หรือยังเป็น “บุญเก่า” ที่เราสะสมไว้จากอดีต

เพราะถ้าอ่านรายงานให้ลึกขึ้น จะเห็นว่าไทยยังได้แรงหนุนจาก “บุญเก่า” หลายอย่างที่สะสมมาในอดีต

แต่บุญเก่าเหล่านี้กำลังถูกใช้ไปเรื่อยๆ

ขอสรุปเป็น 3 ข้อสังเกตครับ
.
.
1. ตัวช่วยของไทยคือ ‘บุญเก่า’ ด้านเสถียรภาพภายนอก

จุดแข็งสำคัญที่ S&P ยังให้เครดิตไทยคือฐานะต่างประเทศ (external balance sheet)

ไทยยังมีเงินสำรองระหว่างประเทศสูง หนี้ต่างประเทศไม่มาก ธนาคารกลางมีความน่าเชื่อถือ และตลาดพันธบัตรเงินบาทที่พัฒนาแล้ว

พูดง่าย ๆ คือ ไทยยังมีบุญเก่าจากเสถียรภาพเชิงมหภาคที่สะสมมาในอดีต

นี่คือเหตุผลสำคัญที่ทำให้ไทยยังรักษาความเชื่อมั่นไว้ได้

แต่คำถามคือ บุญเก่านี้ยังแข็งแรงเหมือนเดิมหรือไม่

หนึ่งในตัวอย่างสำคัญคือ ดุลบัญชีเดินสะพัด

ในอดีต ไทยเคยเกินดุลบัญชีเดินสะพัดสูงมาก จนกลายเป็นหนึ่งในภาพจำว่าไทยมีฐานะต่างประเทศแข็งแรง

แต่ภาพนั้นกำลังเปลี่ยนไป ตัวเลขเดือนเมษายนล่าสุดขาดดุลบัญชีเดินสะพัดสูงมาก ส่วนใหญ่เกิดจากการนำเข้าพลังงานสุทธิ ทั้งจากราคาพลังงานที่สูงขึ้น และการเร่งสำรองน้ำมันของรัฐ

แม้ตัวเลขทั้งปีอาจกลับมาใกล้สมดุล หรือติดลบไม่มากนัก หากราคาพลังงานคลี่คลายลง

แต่ประเด็นสำคัญคือ ยุคที่ไทยเกินดุลบัญชีเดินสะพัดสูง ๆ อาจจบลงแล้ว

ส่วนหนึ่งเพราะต้นทุนพลังงานสูงขึ้น แต่อีกส่วนสำคัญนึเป็นเพราะไทยกำลังนำเข้าเครื่องจักรและอุปกรณ์มากขึ้น โดยเฉพาะจากกระแสลงทุน data center

ดังนั้น คำถามสำคัญคือ บุญเก่าที่ S&P ให้เครดิตไทยอยู่นั้น ยังสะท้อนความแข็งแรงเชิงโครงสร้างของประเทศจริงหรือไม่

ถ้าบุญเก่าเริ่มบางลง ไทยจำเป็นต้องสร้างสร้างบุญใหม่ ไม่ใช่แค่เงินสำรองหรือดุลบัญชีเดินสะพัด แต่คือเศรษฐกิจที่โตได้จากผลิตภาพ การลงทุนที่มีคุณภาพ และสถาบันนโยบายที่น่าเชื่อถือ
.
.
2. จุดอ่อนที่ S&P พูดชัดที่สุดไม่ใช่หนี้ แต่คือ การที่ไทยโตช้า

S&P คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะโตเพียง 2.0% ในปี 2569 และเฉลี่ยราว 2.3% ในช่วงปี 2569–2572

ตัวเลขนี้อาจดูไม่แย่ในเชิงเสถียรภาพ แต่ต่ำเกินไปสำหรับประเทศที่ต้องเผชิญพร้อมกันหลายเรื่อง
- สังคมสูงวัยแบบสุดยอด
- รายจ่ายสุขภาพและสวัสดิการเพิ่มขึ้น
- ความจำเป็นต้องลงทุนใหม่
และภาระหนี้ที่ค่อย ๆ สูงขึ้น

ที่สำคัญ S&P ระบุชัดว่า ความเสี่ยงด้านลบต่ออันดับเครดิตไทยจะเกิดขึ้น หากเศรษฐกิจโตต่ำกว่าคาดอย่างต่อเนื่อง รายได้ต่อหัวหยุดนิ่ง หรือกรอบการคลังอ่อนแอลง

แปลว่า ปัญหาหลักของไทยอาจไม่ใช่แค่ ‘หนี้สูงเกินไปหรือไม่’

แต่คือ เรามีศักยภาพโตพอที่จะอยู่กับหนี้ที่สูงขึ้นได้หรือไม่

ถ้าเรากู้เพื่อประคองระยะสั้นอย่างเดียว โดยไม่เพิ่ม productivity ไม่ยกระดับการลงทุน ไม่สร้างรายได้ภาษีใหม่ในอนาคต

ความน่าเชื่อถือทางการคลังก็จะค่อย ๆ ลดลง
.
.
3. S&P มองเห็นโอกาสจากเสถียรภาพทางการเมือง แต่ไทยยังต้องพิสูจน์ว่าสามารถขับเคลื่อนนโยบายระยะยาวได้จริง

อีกจุดที่น่าสนใจคือ S&P มองว่าผลเลือกตั้งล่าสุดอาจช่วยให้ไทยมี ‘ความต่อเนื่องทางการเมือง’ มากขึ้น และรัฐบาลใหม่อาจมีเสถียรภาพพอที่จะรับมือกับปัญหาเชิงโครงสร้างได้ดีขึ้น

นี่เป็นมุมที่เข้าใจได้ แต่คำถามคือ ภาพนี้สะท้อนความจริงของกลไกการกำหนดนโยบายของไทยมากแค่ไหน

เพราะปัญหาของไทยไม่ใช่แค่รัฐบาลอยู่ได้นานหรือไม่

แต่คือ เรามีระบบที่ทำให้นโยบายระยะยาวเดินต่อได้จริงหรือไม่

เรามีกรอบวินัยการคลังที่บังคับใช้ได้จริงหรือไม่

เรามีกลไกตรวจสอบว่าเงินกู้ฉุกเฉินถูกใช้กับโครงการที่คุ้มค่าจริงหรือไม่

เรามีสถาบันที่บอกสังคมอย่างน่าเชื่อถือหรือไม่ว่า นโยบายหนึ่งมีต้นทุนที่แท้จริงเท่าไหร่ trade-off คืออะไร และภาระจะตกกับใครในอนาคต

คำถามที่สำคัญคือ ถ้าวันหนึ่ง rating agencies เข้าใจลึกขึ้นว่า ปัญหาของไทยไม่ใช่แค่เสถียรภาพทางการเมือง

แต่คือคุณภาพและความสามารถของสถาบัน (institutional capacity) ในการทำนโยบายระยะยาว

มุมมองต่อความเสี่ยงของไทยจะเปลี่ยนแปลงอย่างไร
.
.
มองภาพใหญ่

รายงาน S&P ฉบับนี้ไม่ใช่ใบรับรองว่าประเทศไทยสบายดี แต่เป็นสัญญาณว่า ไทยยังมีความน่าเชื่อถือจาก “บุญเก่า” ที่สะสมมาในอดีต

ขณะเดียวกัน บุญเก่าเหล่านั้นกำลังถูกทดสอบหนักขึ้น

โจทย์ของไทยจึงไม่ใช่แค่การรักษาอันดับเครดิต แต่คือการสร้าง “บุญใหม่” ให้ประเทศ เพื่อให้อันดับเครดิตนั้นสมเหตุสมผลกับพื้นฐานเศรษฐกิจจริง

บุญใหม่ที่ไม่ได้มาจากอดีต แต่มาจากเศรษฐกิจที่โตได้ด้วยผลิตภาพ
การลงทุนที่ยกระดับขีดความสามารถของประเทศ กรอบการคลังที่น่าเชื่อถือ
และระบบสถาบันที่ทำให้นักการเมืองต้องมองไกลกว่ารอบเลือกตั้งถัดไป

ศ. ดร.อธิภัทร มุทิตาเจริญ
คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาฯแ

https://www.facebook.com/photo/?fbid=10102324048010981&set=a.543338622911




https://x.com/prdthailand/status/2067880083302621523