วันศุกร์, มิถุนายน 26, 2569

หมอวรงค์ เตือน โครงการ TH-AI เหมือน "จำนำข้าว" รัฐมนตรี ระวังติดคุก ชี้ เพิ่งเจอเผด็จการรัฐสภาตัวจริง - ทำไมหมอวรงค์ถึงใช้โมเดลนี้เตือนรัฐบาล?






https://x.com/nationweekend/status/2070087195374022853
.....

กรณีที่ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม (หมอวรงค์) ประธานกลุ่มไทยภักดี ได้ออกมาโพสต์เตือนเกี่ยวกับโครงการ "TH-AI" (โครงการปัญญาประดิษฐ์แห่งชาติ หรือแนวคิดที่รัฐบาลผลักดันด้าน AI) โดยนำไปเปรียบเทียบกับโครงการ "จำนำข้าว" ในอดีต พร้อมทั้งเตือนรัฐมนตรีว่าอาจเสี่ยงติดคุก และระบุว่าประเทศไทยกำลังเผชิญกับ "เผด็จการรัฐสภาตัวจริง" นั้น สามารถขยายความและวิเคราะห์สาระสำคัญได้เป็น 3 ประเด็นหลัก ดังนี้ครับ

1. เปรียบเทียบ TH-AI กับ "จำนำข้าว" ในมุมของหมอวรงค์

หมอวรงค์หยิบยกโครงการจำนำข้าวขึ้นมาเปรียบเทียบเพื่อสร้างภาพจำในอดีต โดยมองว่าโครงการ TH-AI อาจซ้ำรอยในแง่ของ "ความไม่โปร่งใสและการเอื้อประโยชน์" โดยมีข้อสังเกตดังนี้:

การใช้เงินงบประมาณจำนวนมาก: โครงการขนาดใหญ่ด้านเทคโนโลยีที่รัฐบาลพยายามผลักดัน มักจะมีการอนุมัติงบประมาณมูลค่าสูง

ช่องโหว่ของการทุจริตเชิงนโยบาย: หมอวรงค์มองว่า นโยบายที่ดูดีในฉากหน้า (เช่น การพัฒนา AI ของประเทศ หรือการช่วยชาวนาในอดีต) อาจถูกใช้เป็นฉากบังหน้าเพื่อผันงบประมาณแผ่นดินไปเข้ากระเป๋ากลุ่มทุนใกล้ชิด หรือบริษัทที่มีความเชื่อมโยงกับฝ่ายการเมือง

ความคุ้มค่าและความโปร่งใส: มีการตั้งคำถามว่าโครงการนี้ทำเพื่อประโยชน์ของประชาชนและประเทศชาติจริงๆ หรือทำเพื่อตอบสนองผลประโยชน์ของคนบางกลุ่มกันแน่

2. คำเตือนถึงรัฐมนตรี: "ระวังติดคุก"

ในฐานะที่หมอวรงค์เคยเป็นหนึ่งในกุญแจสำคัญที่เปิดโปงทุจริตจำนำข้าว จนนำไปสู่การดำเนินคดีกับอดีตนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีหลายคน คำเตือนนี้จึงเป็นการส่งสัญญาณโดยตรงถึงรัฐมนตรีที่กำกับดูแลหรือต้องเซ็นอนุมัติโครงการ:

ความรับผิดชอบทางกฎหมาย: การเตือนระวังติดคุกเป็นการย้ำเตือนว่า รัฐมนตรีไม่สามารถอ้างได้ว่า "ทำตามนโยบายของพรรค" หรือ "ทำตามมติ ครม." หากตรวจสอบพบว่ามีการทุจริตหรือเอื้อประโยชน์ในขั้นตอนปฏิบัติ ตัวรัฐมนตรีเองจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบทางกฎหมายเป็นคนแรก

การสร้างแรงกดดัน: เป็นการส่งสัญญาณให้ข้าราชการประจำและรัฐมนตรีต้องคิดให้รอบคอบก่อนจะลงนามในเอกสารใดๆ เกี่ยวกับโครงการนี้

3. นิยาม "เผด็จการรัฐสภาตัวจริง"

คำว่า "เผด็จการรัฐสภา" ถูกนำมาใช้เพื่ออธิบายสถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบันที่ฝ่ายรัฐบาลมีเสียงข้างมากในสภาอย่างเบ็ดเสร็จ:

การใช้อำนาจเบ็ดเสร็จผ่านกฎหมาย: หมายถึงการที่ฝ่ายบริหารสามารถควบคุมเสียงในสภาผู้แทนราษฎรได้เกือบทั้งหมด ทำให้สามารถผลักดันกฎหมาย งบประมาณ หรือโครงการต่างๆ (รวมถึง TH-AI) ได้ตามใจชอบ โดยไม่สนใจเสียงทักท้วงหรือการตรวจสอบจากฝ่ายค้าน

การละเลยกระบวนการตรวจสอบ: หมอวรงค์สะท้อนว่า สภาในปัจจุบันอาจไม่ได้ทำหน้าที่ตรวจสอบถ่วงดุลอย่างแท้จริง แต่กลายเป็นเครื่องมือในการฟอกขาวหรืออนุมัติโครงการของรัฐบาลอย่างรวดเร็ว จนกลายสภาพเป็น "เผด็จการ" ในคราบประชาธิปไตยที่ใช้เสียงข้างมากลากไป
การออกมาเคลื่อนไหวของหมอวรงค์ในครั้งนี้ ถือเป็นการเปิดฉากโจมตีเชิงรุกโดยใช้บทเรียนจากคดีจำนำข้าวมาเป็นโมเดล เพื่อสร้างกระแสให้สังคมหันมาจับตาโครงการด้านเทคโนโลยีขนาดใหญ่ของรัฐบาลอย่าง TH-AI ว่าจะมีความโปร่งใส มีประสิทธิภาพ และคุ้มค่ากับเงินภาษีของประชาชนจริงหรือไม่ หรือจะเป็นเพียงช่องทางใหม่ในการแสวงหาผลประโยชน์ทางการเมืองอย่างที่เขาตั้งข้อสังเกต
.....

บทเรียนจาก "คดีจำนำข้าว" ที่ถูกนำมาใช้เป็นโมเดลหรือพิมพ์เขียวในการตรวจสอบโครงการภาครัฐในปัจจุบัน (รวมถึงที่ถูกยกมาเปรียบเทียบกับโครงการ TH-AI) คือการถอดรหัสรูปแบบการทุจริตเชิงนโยบายและกลไกทางกฎหมายที่เคยเกิดขึ้นจริง ซึ่งสามารถสรุปเป็นบทเรียนสำคัญได้ 5 ด้าน 

1. โมเดลการทุจริตเชิงนโยบาย (Policy Corruption)

บทเรียนใหญ่ที่สุดจากคดีจำนำข้าวคือ สังคมได้เห็นว่าการทุจริตไม่จำเป็นต้องเริ่มจากการโกงดั้งเดิม (เช่น การรับสินบนใต้โต๊ะ) แต่เริ่มตั้งแต่ "การออกแบบนโยบาย"

ฉากหน้าเพื่อประชาชน: นโยบายถูกฉาบหน้าด้วยเจตนาที่ดีงาม เช่น การยกระดับรายได้ให้ชาวนา หรือการพัฒนาเทคโนโลยีระดับชาติ เพื่อให้ง่ายต่อการอนุมัติงบประมาณและได้รับการสนับสนุนจากประชาชน

ฉากหลังเอื้อประโยชน์กลุ่มทุน: มีการวางกลไกหรือช่องโหว่ไว้ในขั้นตอนการปฏิบัติงาน เพื่อเปิดทางให้เครือข่ายพรรคพวกหรือกลุ่มทุนใกล้ชิดเข้ามาแสวงหาผลประโยชน์ (เช่น ในคดีจำนำข้าวคือการเวียนข้าว หรือการขายแบบรัฐต่อรัฐ หรือ G2G ภาคปาหี่)

2. หลัก "ปล่อยปละละเลย" (Negligence of Duty)

คดีนี้สร้างบรรทัดฐานใหม่ทางกฎหมายที่สำคัญมากสำหรับนักการเมืองและข้าราชการระดับสูง นั่นคือ "การไม่โกง แต่อยู่เฉยๆ ก็ติดคุกได้"

ในอดีต ฝ่ายบริหารมักอ้างว่าตนเองดูแลภาพรวม นโยบายดี แต่ระดับปฏิบัติทำพังเอง

ทว่า ศาลฎีกาฯ แผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้วางบรรทัดฐานไว้ว่า หากมีผู้ทักท้วงแล้ว (เช่น จาก ป.ป.ช., สตง. หรือฝ่ายค้าน) ว่าโครงการมีความเสียหายหรือมีการทุจริต แต่นายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรียังเดินหน้าต่อโดยไม่ยับยั้ง จะถือว่ามีความผิดฐาน "ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ" ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157

3. รูปแบบ "สภาฝักถั่ว" หรือ เผด็จการรัฐสภา

โมเดลนี้ชี้ให้เห็นพฤติกรรมของฝ่ายบริหารที่ครองเสียงข้างมากในสภาอย่างเบ็ดเสร็จ

กลไกการตรวจสอบเป็นอัมพาต: เมื่อรัฐบาลมีเสียงในสภามากเกินไป การเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจหรือการตั้งกระทู้ถามโดยฝ่ายค้านมักจะถูกโหวตคว่ำอย่างง่ายดาย

ความย่ามใจในอำนาจ: เสียงข้างมากถูกใช้เพื่อสร้างความชอบธรรมในการเดินหน้าโครงการที่มีความเสี่ยงสูง โดยไม่ฟังคำเตือนจากภาคประชาสังคมหรือองค์กรอิสระ

4. ความเสียหายแบบ "โดมิโน" ทางเศรษฐกิจ

บทเรียนจากการบริหารโครงการที่เน้นการแทรกแซงกลไกตลาดโดยไม่มีการวางแผนรองรับที่ดี

ภาระหนี้สาธารณะระยะยาว: โครงการจำนำข้าวทิ้งหนี้สินจำนวนมหาศาลไว้ให้ประเทศต้องผ่อนชำระนานนับสิบปี

การสูญเสียขีดความสามารถในการแข่งขัน: การมุ่งเน้นแต่การใช้เงินอุดหนุน (Subsidy) โดยไม่ได้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานหรือศักยภาพที่แท้จริง ทำให้ประเทศสูญเสียโอกาสในการพัฒนาอย่างยั่งยืน
5. การใช้เทคนิค "อำพรางซ่อนเร้น" (Complex Schemes)

การทุจริตในโครงการขนาดใหญ่จะถูกทำให้ซับซ้อนและตรวจสอบยาก

คดีจำนำข้าวใช้เรื่องการค้าต่างประเทศ (G2G) และสัญญาระหว่างประเทศมาเป็นฉากบังหน้า เพื่อหลีกเลี่ยงการประมูลอย่างเปิดเผย

เมื่อนำมาเทียบกับปัจจุบัน โครงการยุคใหม่มักใช้เรื่อง "เทคโนโลยีขั้นสูง", "AI", "Big Data" หรือ "ความมั่นคงของชาติ" ซึ่งเป็นเรื่องที่เข้าใจยากสำหรับคนทั่วไปและตรวจสอบสัญญาได้ยาก มาเป็นเกราะป้องกันการถูกตรวจสอบ

ทำไมหมอวรงค์ถึงใช้โมเดลนี้เตือนรัฐบาล? เพราะเขากำลังส่งสัญญาณว่า “รูปแบบพฤติกรรมมันเหมือนเดิม” คือ รัฐบาลใช้เสียงข้างมากผลักดันโครงการงบประมาณสูง อ้างประโยชน์ของประเทศ (ด้านเทคโนโลยี AI) แต่หากปล่อยให้กระบวนการจัดซื้อจัดจ้างหรือการบริหารสัญญาเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มทุน โดยที่รัฐมนตรีเจ้าสังกัดไม่ยอมลงมาตรวจสอบหรือยับยั้ง รัฐมนตรีเหล่านั้นก็อาจจะต้องเดินเข้าคุกตามรอยอดีตรัฐมนตรีในคดีจำนำข้าวนั่นเองครับ