วันศุกร์, มิถุนายน 26, 2569

อ.จรัล นำเที่ยวกรีซ ชมโบราณสถานประวัตืศาสตร์ในเอเธนส์ ได้สหายเก่าพูดถึง "คุกที่ขังโซเครตีส" (Prison of Socrates) ได้ความรู้มากมาย

https://www.facebook.com/reel/2483808735432588

https://www.facebook.com/jaran.ditapichai/posts/27046270641721849
.....

เพิ่มเติมจาก Gemini

ประวัติเกี่ยวกับ "คุกที่ขังโซเครตีส" (Prison of Socrates) ก่อนที่เขาจะถูกประหารชีวิตด้วยการดื่มยาพิษโฮมล็อก (Hemlock) ในช่วง 399 ปีก่อนคริสตกาล มีแง่มุมทางประวัติศาสตร์และโบราณคดีที่น่าสนใจ ซึ่งถูกแบ่งออกเป็น 2 สถานที่หลัก ๆ ระหว่าง "ความเชื่อ/ตำนาน" กับ "หลักฐานทางประวัติศาสตร์จริง" ดังนี้ครับ

1. คุกโซเครตีสตามตำนานและการท่องเที่ยว (ถ้ำบนเนินเขาฟิโลปัปปอส)

หากไปเยือนกรุงเอเธนส์ ประเทศกรีซในปัจจุบัน ไกด์หรือป้ายท่องเที่ยวจะพาไปดูสถานที่ที่เรียกว่า "Prison of Socrates" ซึ่งตั้งอยู่บน เนินเขาฟิโลปัปปอส (Philopappou Hill) หรือเนินเขาแห่งมิวส์ (Hill of the Muses)

ลักษณะ: เป็นโครงสร้างที่เจาะเข้าไปในหน้าผาหิน แบ่งออกเป็นห้องขัง 3 ห้องอย่างชัดเจน มีประตูเหล็กกั้นในปัจจุบัน

ข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์: นักโบราณคดีค่อนข้างมั่นใจว่า ที่นี่ไม่ใช่คุกที่ขังโซเครตีสจริง ๆ โครงสร้างหินนี้น่าจะเป็นส่วนหนึ่งของบ้านโบราณขนาดใหญ่ที่มี 2-3 ชั้น หรืออาจเป็นห้องเก็บของโบราณ แต่ด้วยลักษณะที่คล้ายถ้ำและอยู่ใกล้ใจกลางเมือง ทำให้เกิดเรื่องเล่าสืบต่อกันมาจนกลายเป็นจุดท่องเที่ยว

เกร็ดประวัติศาสตร์ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2: แม้จะไม่ใช่คุกของโซเครตีส แต่ถ้ำแห่งนี้มีประวัติศาสตร์สำคัญคือ ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ชาวกรีกได้นำสมบัติโบราณคดีล้ำค่าจากบริวารอะโครโพลิสและพิพิธภัณฑ์แห่งชาติ มาซ่อนและก่อกำแพงคอนกรีตปิดไว้ที่นี่ เพื่อไม่ให้กองทัพนาซีเยอรมันปล้นสะดมไปได้

2. คุกหลวงแห่งเอเธนส์ (สถานที่ที่คาดว่าเป็นคุกจริง)

หลักฐานทางโบราณคดีและบันทึกของเพลโต (ลูกศิษย์ของเขา) บ่งชี้ว่า โซเครตีสน่าจะถูกคุมขังและเสียชีวิตที่ คุกหลวง (State Prison หรือ Poros Building) ซึ่งตั้งอยู่บริเวณมุมทิศตะวันตกเฉียงใต้ของ อากอร่า (Ancient Agora) ซึ่งเป็นย่านตลาดและศูนย์กลางเมืองโบราณ

ลักษณะของคุกจริง: อาคารนี้ถูกขุดพบในช่วงศตวรรษที่ 20 มีขนาดประมาณ $40 \times 17$ เมตร เป็นทางเดินยาวและมีห้องเล็ก ๆ แยกออกไปสองฝั่ง (คล้ายกับแผนผังแดนขังในปัจจุบัน) ซึ่งแตกต่างจากบ้านพักอาศัยของชาวเอเธนส์ทั่วไปที่จะสร้างล้อมรอบลานกลางบ้าน

หลักฐานสนับสนุน: นักโบราณคดีขุดพบขวดเซรามิกขนาดเล็กหลายใบในบริเวณท่อระบายน้ำของอาคารนี้ ซึ่งคาดว่าเป็นขวดที่ใช้สำหรับใส่ยาพิษ (เช่น โฮมล็อก) ที่ใช้ในการประหารชีวิตนักโทษ รวมถึงพบรูปสลักขนาดเล็กของสตรีที่อาจเกี่ยวโยงกับพิธีกรรม

บริบทการติดคุกของโซเครตีส

ในยุคกรีซโบราณ ระบบกฎหมายเอเธนส์ไม่มี "โทษจำคุก" ยาวนานแบบในปัจจุบัน คุกมีไว้เพียงเพื่อ กักขังระหว่างรอการพิจารณาคดี หรือ รอการประหารชีวิต เท่านั้น

โซเครตีสถูกจับกุมในข้อหา "มอมเมาเยาวชน" และ "ไม่นับถือเทพเจ้าของนครรัฐ" หลังจากศาลตัดสินให้รับโทษประหารชีวิต เขาต้องถูกขังอยู่ประมาณ 30 วัน เนื่องจากช่วงนั้นตรงกับเทศกาลศักดิ์สิทธิ์ทางศาสนาที่นครรัฐเอเธนส์ห้ามทำการประหารชีวิต ในระหว่างที่ติดคุกนี้เอง บรรดาลูกศิษย์ (รวมถึงเพลโตและคริโต) ได้มาเยี่ยมเยียน และพยายามเสนอแผนการจะติดสินบนผู้คุมเพื่อพาเขาแหกคุกหนีไปเมืองอื่น แต่โซเครตีสปฏิเสธ เพราะเขายืนยันที่จะเคารพกฎหมายของนครรัฐจนถึงวินาทีสุดท้ายของชีวิตครับ

.....

ข้อหาที่นำไปสู่การประหารชีวิตของ โซเครตีส (Socrates) ในช่วง 399 ปีก่อนคริสตกาล ถือเป็นหนึ่งในคดีความที่อื้อฉาวและถูกวิเคราะห์มากที่สุดในประวัติศาสตร์ปรัชญาตะวันตก

แม้ในใบร้องฟ้องอย่างเป็นทางการ (ซึ่งถูกบันทึกไว้โดยซีโนฟอนและเพลโต) จะระบุความผิดไว้ 2 ข้อหาหลัก แต่ในความเป็นจริง มันมี บริบททางการเมืองที่ซ่อนอยู่เบื้องหลัง อย่างเข้มข้นครับ โดยสามารถขยายความแยกตามข้อหาและเบื้องหลังได้ดังนี้:

1. ข้อหา "ไม่นับถือเทพเจ้าของนครรัฐ" (Asebeia / Impiety)

ในกรีซโบราณ ศาสนาและนครรัฐไม่ได้แยกออกจากกัน การไม่นับถือเทพเจ้า (Asebeia) ถือเป็นอาชญากรรมต่อความมั่นคงของรัฐ เพราะชาวเอเธนส์เชื่อว่าหากพลเมืองทำให้เทพเจ้าโกรธ เทพเจ้าอาจลงทัณฑ์คนทั้งเมืองด้วยโรคระบาดหรือสงคราม

ข้อหาของโซเครตีสระบุว่า:

เขาไม่ยอมรับเทพเจ้าที่นครรัฐนับถือ: โซเครตีสมักตั้งคำถามถึงพฤติกรรมและการมีอยู่ของเทพเจ้าในปกรณัมกรีกโบราณ (เช่น เทพเจ้าที่อิจฉาริษยา เข่นฆ่า หรือผิดประเวณี) ซึ่งเขา มองว่าเทพเจ้าที่แท้จริงควรจะเปี่ยมด้วยคุณธรรมและเหตุผล

เขาพยายามนำเข้า "สิ่งศักดิ์สิทธิ์ใหม่ ๆ": โซเครตีสมักอ้างอยู่เสมอว่า เขามี "ไดโมนิออน" (Daimonion) หรือ "เสียงเตือนภายในใจ" (คล้ายกับมโนสำนึกหรือจิตวิญญาณส่วนตัว) ที่คอยห้ามไม่ให้เขาทำสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ฝ่ายอัยการจึงโจมตีว่านี่คือความพยายามเผยแผ่ลัทธิใหม่และทำลายรากฐานศาสนาเดิมของเอเธนส์

2. ข้อหา "มอมเมาเยาวชน" (Corrupting the Youth)

คำว่า "มอมเมา" ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงการมอมเหล้าหรือพาสิ่งผิดกฎหมาย แต่หมายถึง "การทำให้เยาวชนมีความคิดที่กระด้างกระเดื่องและปฏิเสธระบบคุณค่าเดิมของสังคม"

วิธีการสอนแบบโซเครตีส (Socratic Method): โซเครตีสชอบไปเดินตามตลาด (Agora) แล้วชวนคนเฒ่าคนแก่ นักการเมือง หรือผู้มีอำนาจมาสนทนา จากนั้นจะใช้การตั้งคำถามไล่เลียงไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งเผยให้เห็นว่า ผู้ใหญ่เหล่านั้น "ไม่ได้รู้จริง" ในสิ่งที่ตัวเองพูดเลย

ผลกระทบต่อเยาวชน: กลุ่มคนทีชอบมามรุมล้อมฟังโซเครตีสส่วนใหญ่เป็น คนหนุ่มร่ำรวยและมีตระกูลในเอเธนส์ เมื่อพวกเด็ก ๆ เห็นโซเครตีสต้อนผู้ใหญ่จนมุม ก็เกิดความเลื่อมใสและนำวิธีนี้ไปใช้ตั้งคำถาม โต้เถียง และวิพากษ์วิจารณ์พ่อแม่รวมถึงผู้ปกครองเมือง ทำให้ชนชั้นนำมองว่าโซเครตีสกำลังเสี้ยมสอนให้เด็ก ๆ เลิกเคารพยำเกรงผู้ใหญ่และระบบอาวุโส

เบื้องหลังที่แท้จริง: "ความแค้นทางการเมือง" และ "แพะรับบาป"

หากมองเพียงผิวเบิน โซเครตีสดูเหมือนเป็นแค่ตาแก่ขี้สงสัยที่น่ารำคาญ แต่ทำไมเอเธนส์ถึงต้องยอมให้เขาตาย? คำตอบติดอยู่ที่ บริบททางการเมืองช่วงนั้น ครับ

แผลสดจากสงครามและการล่มสลาย: ก่อนหน้านั้นไม่กี่ปี เอเธนส์เพิ่งพ่ายแพ้สงครามเพโลพอนนีเซียนอย่างย่อยยับให้กับสปาร์ตา ระบบประชาธิปไตยของเอเธนส์ถูกล้มล้าง และถูกแทนที่ด้วยระบอบเผด็จการคณาธิปไตยที่โหดเหี้ยม เรียกว่า "กลุ่มทรราชทั้งสามสิบ" (Thirty Tyrants) แม้ภายหลังชาวเอเธนส์จะปฏิวัติและกู้ประชาธิปไตยกลับมาได้ แต่สังคมก็อยู่ในสภาพหวาดระแวง อ่อนแอ และต้องการหา "คนผิด" มามารับบาปกับความล่มสลายของเมือง

ลูกศิษย์ตัวแสบของโซเครตีส: แม้ตัวโซเครตีสจะไม่ได้ฝักใฝ่ทางการเมือง แต่อดีตลูกศิษย์รักของเขาสองคนดันเป็นตัวแปรสำคัญในวิกฤตเมือง:

อัลซิเบียดิส (Alcibiades): นักการเมืองหนุ่มผู้ทรยศเอเธนส์ไปเข้ากับสปาร์ตา จนทำให้เอเธนส์แพ้สงคราม

คริเทียส (Critias): ผู้นำที่โหดเหี้ยมที่สุดในกลุ่มทรราชทั้งสามสิบที่เข่นฆ่าชาวเอเธนส์ไปมากมาย

เมื่อกลุ่มประชาธิปไตยกลับมาครองอำนาจ แม้จะมีกฎหมายนิรโทษกรรมทางการเมืองเพื่อไม่ให้แก้แค้นกันต่อ แต่พวกเขาก็ยังเคียดแค้นอยู่ โซเครตีสจึงกลายเป็นเป้าหมายหลักในฐานะ "อาจารย์ผู้บ่มเพาะทรราชและคนทรยศ" เหล่านี้ขึ้นมา

บทสรุปในชั้นศาล

ในตอนที่ขึ้นศาล โซเครตีสในวัย 70 ปี ไม่ได้แสดงท่าทีอ้อนวอนขอชีวิตเหมือนจำเลยคนอื่น ๆ เขายังคงใช้ Socratic Method ต้อนอัยการจนมุม และยังพูดจาในเชิงว่า "สิ่งที่เขาทำคือการปลุกเอเธนส์ให้ตื่นจากความโง่เขลา รัฐควรจะเลี้ยงข้าวฟรีเขาตลอดชีวิตด้วยซ้ำแทนที่จะลงโทษ"

ท่าทีที่เย่อหยิ่งและไม่ยอมจำนนต่ออำนาจรัฐนี้เอง ทำให้คณะลูกขุนชาวเอเธนส์ (ซึ่งเป็นพลเมืองธรรมดา 501 คน) ลงมติด้วยคะแนนเสียงส่วนใหญ่ให้ ประหารชีวิต ด้วยการดื่มยาพิษในที่สุด