
ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน
13 hours ago
·
วันที่ 26 มิ.ย. 2569 ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ร่วมกับ ศูนย์นิติศาสตร์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และ Legal Aid Center คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้จัดงานเปิดตัวรายงาน “ปัญหาการดำเนินคดีทางไกล: สำรวจข้อกฎหมาย ผลกระทบ และข้อเสนอเพื่อการเปลี่ยนแปลง”
.
รายงานฉบับนี้ จัดทำโดย รศ.สาวตรี สุขศรี อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ร่วมกับศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน โดยทำการศึกษาปรากฏการณ์ “การแจ้งความหรือฟ้องคดีอาญาทางไกล” ผ่านการใช้ข้อมูลคดีที่ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนเก็บรวบรวมสถานการณ์ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2563 เป็นต้นมา โดยสำรวจประเด็นทางกฎหมาย ผลกระทบ และจัดทำข้อเสนอเพื่อการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น
.
.
ดาวน์โหลดรายงานฉบับเต็มบนเว็บไซต์ https://tlhr2014.com/archives/84147
.
.
รายงานได้วิเคราะห์ทางกฎหมาย พบว่า บทบัญญัติที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับประเด็นปัญหานี้ ได้แก่ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา รวมทั้งระเบียบสำนักงานตำรวจแห่งชาติว่าด้วยการโอนคดีและการรวมคดี พ.ศ. 2565 ซึ่งว่าด้วยเขตอำนาจศาลและการสอบสวน และการโอนหรือการรวมคดีอาญา ล้วนถูกออกแบบมาเพื่อรองรับความสะดวก คล่องตัว และประสิทธิภาพของรัฐในการดำเนินคดีอาญา มากกว่าการคำนึงถึง หรือวางสิทธิในการต่อสู้คดีอย่างเป็นธรรมของผู้ต้องหาหรือจำเลย กลไกคุ้มครองสิทธิของผู้ถูกกล่าวหาจึงปรากฏในลักษณะของ “การเยียวยาภายหลัง” ผ่านดุลพินิจของศาลหรือเจ้าหน้าที่ มากกว่าการป้องกันมิให้เกิดภาระเกินสมควรตั้งแต่เริ่มต้นกระบวนการ
.
เมื่อพิจารณาผ่านกรอบมาตรฐานสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) ข้อ 14 และ Nelson Mandela Rules หรือ มาตรฐานขั้นต่ำในการปฏิบัติต่อผู้ถูกคุมขังของสหประชาชาติ พบว่าการจัดวางกระบวนการที่ดึงผู้ถูกกล่าวหาออกจากภูมิลำเนา เครือข่ายการสนับสนุนทางสังคม และการเข้าถึงทนายความ อาจกระทบต่อแก่นของสิทธิในการได้รับการพิจารณาคดีอย่างเป็นธรรม (fair trial) หลักความเสมอภาคของคู่ความ (equality of arms) และสิทธิในการมีส่วนร่วมในกระบวนการอย่างมีประสิทธิภาพ (effective participation) แม้การดำเนินการดังกล่าวจะไม่ขัดต่อกฎหมายภายในประเทศโดยตรงก็ตาม
.
ข้อสรุปของรายงานฉบับนี้ พบว่าปัญหาการแจ้งความหรือฟ้องคดีทางไกลในประเทศไทย เป็นปัญหาที่สะท้อนให้เห็นการใช้กฎหมายอาญาและกระบวนการยุติธรรมในเชิงอำนาจ และอย่างเป็นยุทธศาสตร์ มากกว่าการแสวงหาความจริงอย่างเป็นธรรม หรือคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนผู้ถูกกล่าวหาที่ควรได้รับการสันนิษฐานไว้ก่อนว่าไม่ใช่ผู้กระทำผิดตราบใดที่ยังไม่มีคำพิพากษาจากศาล ซึ่งหากปล่อยให้โครงสร้างดังกล่าวดำรงอยู่ต่อไปโดยปราศจากการแก้ไข ย่อมบั่นทอนหลักการพิจารณาคดีอย่างเป็นธรรม และความเชื่อมั่นของสังคมต่อกระบวนการยุติธรรมในระยะยาว
.
รายงานเสนอให้มีการปรับปรุงทั้งในระดับกฎหมาย แนวปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ และบทบาทของศาล โดยมุ่งควบคุมการเลือกพื้นที่ดำเนินคดีอาญาตั้งแต่ต้น ยกระดับหลักสิทธิมนุษยชนให้เป็นเกณฑ์บังคับใช้ในการพิจารณาเขตอำนาจ และสร้างกลไกป้องกันการใช้กระบวนการยุติธรรมเป็นเครื่องมือทางการเมือง เพื่อให้กระบวนการยุติธรรมทางอาญาของไทยสามารถรักษาสมดุลระหว่างประสิทธิภาพของรัฐกับศักดิ์ศรีและสิทธิขั้นพื้นฐานของบุคคลได้อย่างแท้จริง
·
วันที่ 26 มิ.ย. 2569 ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ร่วมกับ ศูนย์นิติศาสตร์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และ Legal Aid Center คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้จัดงานเปิดตัวรายงาน “ปัญหาการดำเนินคดีทางไกล: สำรวจข้อกฎหมาย ผลกระทบ และข้อเสนอเพื่อการเปลี่ยนแปลง”
.
รายงานฉบับนี้ จัดทำโดย รศ.สาวตรี สุขศรี อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ร่วมกับศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน โดยทำการศึกษาปรากฏการณ์ “การแจ้งความหรือฟ้องคดีอาญาทางไกล” ผ่านการใช้ข้อมูลคดีที่ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนเก็บรวบรวมสถานการณ์ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2563 เป็นต้นมา โดยสำรวจประเด็นทางกฎหมาย ผลกระทบ และจัดทำข้อเสนอเพื่อการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น
.
.
ดาวน์โหลดรายงานฉบับเต็มบนเว็บไซต์ https://tlhr2014.com/archives/84147.
.
รายงานได้วิเคราะห์ทางกฎหมาย พบว่า บทบัญญัติที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับประเด็นปัญหานี้ ได้แก่ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา รวมทั้งระเบียบสำนักงานตำรวจแห่งชาติว่าด้วยการโอนคดีและการรวมคดี พ.ศ. 2565 ซึ่งว่าด้วยเขตอำนาจศาลและการสอบสวน และการโอนหรือการรวมคดีอาญา ล้วนถูกออกแบบมาเพื่อรองรับความสะดวก คล่องตัว และประสิทธิภาพของรัฐในการดำเนินคดีอาญา มากกว่าการคำนึงถึง หรือวางสิทธิในการต่อสู้คดีอย่างเป็นธรรมของผู้ต้องหาหรือจำเลย กลไกคุ้มครองสิทธิของผู้ถูกกล่าวหาจึงปรากฏในลักษณะของ “การเยียวยาภายหลัง” ผ่านดุลพินิจของศาลหรือเจ้าหน้าที่ มากกว่าการป้องกันมิให้เกิดภาระเกินสมควรตั้งแต่เริ่มต้นกระบวนการ
.
เมื่อพิจารณาผ่านกรอบมาตรฐานสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) ข้อ 14 และ Nelson Mandela Rules หรือ มาตรฐานขั้นต่ำในการปฏิบัติต่อผู้ถูกคุมขังของสหประชาชาติ พบว่าการจัดวางกระบวนการที่ดึงผู้ถูกกล่าวหาออกจากภูมิลำเนา เครือข่ายการสนับสนุนทางสังคม และการเข้าถึงทนายความ อาจกระทบต่อแก่นของสิทธิในการได้รับการพิจารณาคดีอย่างเป็นธรรม (fair trial) หลักความเสมอภาคของคู่ความ (equality of arms) และสิทธิในการมีส่วนร่วมในกระบวนการอย่างมีประสิทธิภาพ (effective participation) แม้การดำเนินการดังกล่าวจะไม่ขัดต่อกฎหมายภายในประเทศโดยตรงก็ตาม
.
ข้อสรุปของรายงานฉบับนี้ พบว่าปัญหาการแจ้งความหรือฟ้องคดีทางไกลในประเทศไทย เป็นปัญหาที่สะท้อนให้เห็นการใช้กฎหมายอาญาและกระบวนการยุติธรรมในเชิงอำนาจ และอย่างเป็นยุทธศาสตร์ มากกว่าการแสวงหาความจริงอย่างเป็นธรรม หรือคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนผู้ถูกกล่าวหาที่ควรได้รับการสันนิษฐานไว้ก่อนว่าไม่ใช่ผู้กระทำผิดตราบใดที่ยังไม่มีคำพิพากษาจากศาล ซึ่งหากปล่อยให้โครงสร้างดังกล่าวดำรงอยู่ต่อไปโดยปราศจากการแก้ไข ย่อมบั่นทอนหลักการพิจารณาคดีอย่างเป็นธรรม และความเชื่อมั่นของสังคมต่อกระบวนการยุติธรรมในระยะยาว
.
รายงานเสนอให้มีการปรับปรุงทั้งในระดับกฎหมาย แนวปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ และบทบาทของศาล โดยมุ่งควบคุมการเลือกพื้นที่ดำเนินคดีอาญาตั้งแต่ต้น ยกระดับหลักสิทธิมนุษยชนให้เป็นเกณฑ์บังคับใช้ในการพิจารณาเขตอำนาจ และสร้างกลไกป้องกันการใช้กระบวนการยุติธรรมเป็นเครื่องมือทางการเมือง เพื่อให้กระบวนการยุติธรรมทางอาญาของไทยสามารถรักษาสมดุลระหว่างประสิทธิภาพของรัฐกับศักดิ์ศรีและสิทธิขั้นพื้นฐานของบุคคลได้อย่างแท้จริง
https://www.facebook.com/photo?fbid=1424555586181574&set=a.656922399611567
.....
https://www.facebook.com/watch/?v=1019221510483620