วันเสาร์, มิถุนายน 27, 2569

คลื่นฝ่ายขวา (รู้จักในนาม Orange Wave) การเมืองแบบประชานิยมฝ่ายขวา แกนทรัมป์ กำลังมาแรงในลาตินอเมริกา เข้าแทนที่ Pink Tide (คลื่นฝ่ายซ้าย) ในช่วงต้นทศวรรษ 2000 จนถึงปัจจุบัน


Right-wing wave SWEEPS Latin America

Fox Business

Jun 24, 2026 #fox #foxbusiness #media

‘The Big Money Show’ co-hosts discuss seven Latin American countries electing right-wing leaders since President Donald Trump took office, as voters reject socialist policies.

https://www.youtube.com/watch?v=69Y1pAO2Pf4
.....

ในช่วงเวลาเพียงปีกว่าๆ มีประเทศในละตินอเมริกาถึง 7 ประเทศจัดการเลือกตั้งประธานาธิบดี และฝ่ายขวาก็เป็นผู้ชนะการเลือกตั้งทั้ง 7 ครั้ง หากไม่นับเม็กซิโกและบราซิล ประเทศขนาดใหญ่เกือบทุกแห่งในภูมิภาคนี้ต่างมีผู้นำที่พยายามผูกมิตรกับโดนัลด์ ทรัมป์ หรือไม่ก็มีท่าทีและน้ำเสียงคล้ายคลึงกับเขา

การเกิดขึ้นของ "คลื่นสีส้ม" ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองแบบประชานิยมฝ่ายขวาที่เกิดขึ้นอย่างกว้างขวางทั่วละตินอเมริกา ส่งผลกระทบอย่างลึกซึ้งต่อโครงสร้าง เศรษฐกิจ และภูมิรัฐศาสตร์ของทั้งภูมิภาคและความสัมพันธ์กับสหรัฐอเมริกา

ผลกระทบโดยตรงจากการเปลี่ยนแปลงนี้แบ่งออกเป็นหลายประเด็นสำคัญ:

1. การจัดระเบียบภูมิรัฐศาสตร์ระดับภูมิภาคใหม่

เป็นเวลาหลายปีที่วอชิงตันมองละตินอเมริกาผ่านมุมมองของ "คลื่นสีชมพู" ซึ่งเป็นคลื่นของผู้นำฝ่ายซ้ายที่มักผลักดันให้เกิดเอกราชในระดับภูมิภาค ไม่ไว้วางใจการแทรกแซงของสหรัฐฯ และเปิดรับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นกับจีน คลื่นสีส้มได้พลิกผันพลวัตนี้อย่างสิ้นเชิง:

แกนทรัมป์: เมื่อผู้นำต่าง ๆ แสดงท่าทีเอาใจโดนัลด์ ทรัมป์ หรือเลียนแบบวาทกรรมแบบ "อเมริกามาก่อน" ของเขา ความสัมพันธ์ทวิภาคีกับวอชิงตันจึงเปลี่ยนจากความขัดแย้งทางอุดมการณ์ไปสู่การจัดระเบียบเชิงกลยุทธ์

“อิทธิพลของบุเกเล” ในฐานะแบบอย่าง: นอกเหนือจากการเลียนแบบแนวคิดอนุรักษ์นิยมของสหรัฐฯ แล้ว ผู้นำรุ่นใหม่เหล่านี้จำนวนมาก (เช่น อาเบลาร์โด เด ลา เอสปรีเอลลา ที่เพิ่งได้รับเลือกตั้งในโคลอมเบีย) กำลังนำเอาแนวทางการรักษาความมั่นคงแบบเผด็จการที่เข้มงวด ซึ่งเป็นที่นิยมโดยนายิบ บุเกเล แห่งเอลซัลวาดอร์ มาใช้

2. การเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรงในนโยบายภายในประเทศ

รูปแบบการปกครองของฝ่ายขวาใหม่นี้แสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงจากฝ่ายขวาแบบกลางๆ ที่เป็นสถาบันแบบดั้งเดิมในอดีต โดยมีเสาหลักสองประการคือ:

การเน้นความมั่นคงทางการเมือง: ด้วยความวิตกกังวลที่เพิ่มขึ้นของผู้มีสิทธิเลือกตั้งเกี่ยวกับการค้ายาเสพติด การอพยพ และอาชญากรรม organised crime ผู้นำเหล่านี้จึงให้ความสำคัญกับมาตรการรักษาความปลอดภัยที่เข้มงวด—เรือนจำขนาดใหญ่ การบังคับใช้กฎหมายอย่างรุนแรง และบางครั้งก็การกัดเซาะเสรีภาพของพลเมือง—มากกว่าการตรวจสอบและถ่วงดุลทางสถาบัน

สงครามทางวัฒนธรรมและการลดความเป็นเสรีนิยม: แตกต่างจากฝ่ายอนุรักษ์นิยมที่ขับเคลื่อนด้วยตลาดอย่างเดียว คลื่นลูกใหม่นี้มีส่วนร่วมอย่างลึกซึ้งในทางการเมืองที่เน้นอัตลักษณ์ คาดการณ์ว่าจะมีการลดทอนสิทธิของชนกลุ่มน้อย กฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อม และนโยบายสังคมก้าวหน้า ซึ่งมักถูกมองว่าเป็นการป้องกัน "ลัทธิฝ่ายซ้ายสุดโต่ง"

3. ความผันผวนทางเศรษฐกิจและกับดักต่อต้านผู้ดำรงตำแหน่ง

แม้ว่าผู้นำเหล่านี้จะประสบความสำเร็จในการอาศัยกระแสความไม่พอใจต่อสถาบัน แต่ภารกิจทางเศรษฐกิจของพวกเขากลับไม่มั่นคง:

การลงโทษผู้ดำรงตำแหน่ง: ข้อมูลทางรัฐศาสตร์ชี้ให้เห็นว่าการเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ได้เกี่ยวกับการเปลี่ยนอุดมการณ์ครั้งใหญ่ไปสู่หลักการฝ่ายขวาอย่างฉับพลัน แต่เป็นเรื่องของการลงคะแนนเสียงทางเศรษฐกิจที่รุนแรงต่อต้านผู้ดำรงตำแหน่ง ผู้ลงคะแนนเสียงกำลังลงโทษฝ่ายซ้ายสำหรับภาวะเงินเฟ้อหลังการระบาดใหญ่ การเติบโตต่ำ และความซบเซาทางการคลัง

ความเสี่ยงของภาวะชะงักงันทางการเมืองแบบประชานิยม: ยกเว้นพวกเสรีนิยมสุดโต่งอย่างฮาเวียร์ มิเลย์ แห่งอาร์เจนตินา ผู้นำเหล่านี้ส่วนใหญ่พึ่งพาลัทธิชาตินิยมทางเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม หากพวกเขาไม่สามารถแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจเชิงโครงสร้างที่ฝังลึกซึ่งทำให้ผู้นำฝ่ายซ้ายรุ่นก่อนๆ ล้มเหลว ผู้มีสิทธิเลือกตั้งกลุ่มเดิมอาจหันมาต่อต้านพวกเขาได้ง่ายๆ ในการเลือกตั้งครั้งต่อไป

4. การบูรณาการระดับภูมิภาคที่แตกแยก

ด้วยสองมหาอำนาจทางเศรษฐกิจของละตินอเมริกา—บราซิลภายใต้การนำของลูลา ดา ซิลวา และเม็กซิโกภายใต้การนำของคลอเดีย เชนบอม—ยังคงอยู่ทางฝ่ายซ้ายอย่างมั่นคง ภูมิภาคนี้จึงแตกแยกทางอุดมการณ์อย่างมาก

การแบ่งขั้วนี้ทำให้กลุ่มความร่วมมือระดับภูมิภาคอย่างเมอร์โคซูร์หรือเซลาคเป็นอัมพาต แทนที่จะมีเสียงเดียวกันของละตินอเมริกาในเรื่องการค้าโลก การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือโลจิสติกส์ทางทะเล ภูมิภาคนี้กลับแตกแยกออกเป็นกลุ่มอุดมการณ์ที่แข่งขันกัน

ภาพรวม: กระแสคลื่นสีส้มบ่งชี้ว่าผู้มีสิทธิเลือกตั้งในละตินอเมริกาเต็มใจที่จะแลกเปลี่ยนบรรทัดฐานประชาธิปไตยและกลไกการควบคุมของสถาบันต่างๆ กับคำมั่นสัญญาเรื่องความปลอดภัยทางกายภาพขั้นพื้นฐานและความมั่นคงทางเศรษฐกิจมากขึ้นเรื่อยๆ ด้วยการร่วมมือกับวอชิงตันที่อนุรักษ์นิยม ผู้นำใหม่เหล่านี้ได้รับการสนับสนุนอย่างแข็งแกร่ง แต่พวกเขาต้องรับช่วงต่อเศรษฐกิจและสังคมที่เปราะบางและพร้อมที่จะก่อจลาจลหาก "วิธีแก้ปัญหาอย่างรวดเร็ว" ที่สัญญาไว้ไม่ประสบผลสำเร็จ

ทำไมกระแสคลื่นสีส้มจึงเกิดขึ้น?

การเกิดขึ้นของ "กระแสคลื่นสีส้ม" ทั่วละตินอเมริกาไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นผลมาจากพายุแห่งวิกฤตภายในประเทศ ความต้องการของผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่เปลี่ยนแปลงไป และการเปลี่ยนแปลงทางภูมิรัฐศาสตร์ภายนอก

การเพิ่มขึ้นของผู้นำประชานิยมฝ่ายขวาหน้าใหม่เหล่านี้สรุปได้จากปัจจัยหลักสี่ประการ:

1. การใช้ "วิกฤตความมั่นคง" เป็นอาวุธ

กลไกที่ทรงพลังที่สุดของกระแสคลื่นสีส้มคือการระเบิดของความวิตกกังวลของประชาชนเกี่ยวกับอาชญากรรม ลาตินอเมริกายังคงเป็นหนึ่งในภูมิภาคที่รุนแรงที่สุดในโลก เต็มไปด้วยปัญหาการค้ายาเสพติด การรีดไถ และความรุนแรงจากแก๊งค์ต่างๆ

แบบแผนของบูเกเล: สถาบันประชาธิปไตยแบบดั้งเดิมล้มเหลวในการหยุดยั้งกลุ่มอาชญากร ผู้นำอย่างนายิบ บูเกเล แห่งเอลซัลวาดอร์พิสูจน์ให้เห็นว่าวิธีการที่เข้มงวดและเผด็จการสามารถนำมาซึ่งความปลอดภัยได้ทันที

ความต้องการ "มือหนัก" (Mano Dura): ผู้มีสิทธิเลือกตั้งเต็มใจที่จะแลกเปลี่ยนเสรีภาพพลเมืองและบรรทัดฐานประชาธิปไตยเพื่อความปลอดภัยทางกายภาพ ผู้นำใหม่ประสบความสำเร็จในการหาเสียงด้วยคำสัญญาว่าจะสร้างเรือนจำขนาดใหญ่ ใช้กำลังตำรวจอย่างเข้มงวด และไม่ยอมรับความผิดใดๆ โดยอาศัยความหวาดกลัวอย่างลึกซึ้งของประชาชน

2. กระแสต่อต้านผู้ดำรงตำแหน่งเดิมอย่างรุนแรงและความเหนื่อยล้าทางเศรษฐกิจ

แม้สถานการณ์จะดูเหมือนการเปลี่ยนผ่านทางอุดมการณ์ครั้งใหญ่ไปสู่ขั้วขวา แต่นักรัฐศาสตร์ชี้ว่า หากมองลึกลงไปแล้ว นี่คือการลงคะแนนเสียงเพื่อประท้วงสถานะที่เป็นอยู่ (status quo) เป็นหลัก

ผลกระทบหลังการระบาดใหญ่: รัฐบาลฝ่ายซ้ายและฝ่ายกลางแบกรับภาระหนักจากภาวะเศรษฐกิจชะงักงัน อัตราเงินเฟ้อสูง และบริการสาธารณะที่ล้มเหลวหลังโควิด-19

"ความปรารถนาที่จะเปลี่ยนแปลง": ผู้มีสิทธิเลือกตั้งเหนื่อยหน่ายกับการทุจริตเชิงระบบและความไม่เท่าเทียมกันที่ยังคงอยู่ เมื่อฝ่ายซ้ายไม่สามารถทำตามสัญญาทางเศรษฐกิจได้ กระแสจึงหวนกลับไปทางขวาอย่างรุนแรง พลังทางการเมืองที่แข็งแกร่งที่สุดในละตินอเมริกาในขณะนี้คือการลงคะแนนเสียงต่อต้านผู้ที่อยู่ในอำนาจในปัจจุบัน

3. ความล้มเหลวของฝ่ายกลางแบบดั้งเดิม

ในอดีต เมื่อชาวละตินอเมริกาเบื่อหน่ายฝ่ายซ้าย พวกเขาก็หันไปหาฝ่ายอนุรักษ์นิยมสายกลางที่สนับสนุนธุรกิจ อย่างไรก็ตาม พรรคกลางขวาแบบดั้งเดิมได้สูญเสียเรื่องราวและอิทธิพลต่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งไปแล้ว

การผงาดขึ้นของคนนอก: ผู้มีสิทธิเลือกตั้งมองว่านักการเมืองในสถาบันอ่อนแอ ทุจริต หรือไม่เข้าใจสถานการณ์ สิ่งนี้เปิดโอกาสให้กลุ่มประชานิยมต่อต้านระบบที่มีแนวคิดเผชิญหน้าสูง ซึ่งใช้สื่อสังคมออนไลน์เพื่อหลีกเลี่ยงสถาบันดั้งเดิม พูดคุยโดยตรงกับความไม่พอใจของเยาวชน และวางตำแหน่งตัวเองในฐานะผู้สร้างความปั่นป่วนทางการเมือง

4. การเปลี่ยนแปลงนโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯ และพันธมิตรข้ามชาติ

สภาพแวดล้อมทางการเมืองระดับโลกที่กว้างขึ้นได้ให้แรงผลักดันและการสนับสนุนเชิงโครงสร้างที่สำคัญแก่ผู้นำเหล่านี้

วงโคจรของทรัมป์: การกลับมาของรัฐบาลโดนัลด์ ทรัมป์สู่กรุงวอชิงตันได้เปลี่ยนแปลงแรงดึงดูดทางภูมิรัฐศาสตร์ของภูมิภาค กรอบการทำงานแบบชาตินิยมที่เน้นการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ของเขาทำให้ผู้นำเหล่านี้มีพันธมิตรที่ทรงพลังและพิมพ์เขียวสำหรับการปกครอง

เครือข่ายฝ่ายขวาที่รวมตัวกัน: ผู้นำใหม่เหล่านี้ไม่ได้ดำเนินการอย่างโดดเดี่ยวอีกต่อไป พวกเขากำลังจัดตั้งองค์กรอย่างแข็งขันผ่านเวทีระหว่างประเทศและเครือข่ายอนุรักษ์นิยม แบ่งปันกลยุทธ์การหาเสียง เงินทุน และคู่มือสื่อเพื่อขยายข้อความของพวกเขา

สรุป: คลื่นสีส้มกำลังเพิ่มสูงขึ้นเนื่องจากผู้มีสิทธิเลือกตั้งในละตินอเมริกา รู้สึกถูกผลักดันไปสู่จุดวิกฤตด้วยอาชญากรรมที่แพร่หลายและการตกต่ำทางเศรษฐกิจ ในบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความโกรธและความคับข้องใจ วาทกรรมต่อต้านสถาบันที่ก้าวร้าวของฝ่ายขวาประชานิยมกลุ่มใหม่นี้ เสนอคำมั่นสัญญาที่น่าดึงดูดใจ: ความสงบเรียบร้อยในทันทีและการหยุดชะงักทางเศรษฐกิจ โดยผู้นำที่ไม่เกรงกลัวที่จะแหกกฎ

ความเป็นมาของ Pink Tide

"Pink Tide" (หรือกระแสสีชมพู) คือการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในภูมิภาคละตินอเมริกาที่หันไปหารัฐบาลฝ่ายซ้ายและกลุ่มที่มีแนวคิดเอียงซ้าย ปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นใน 2 ช่วงเวลาหลัก ได้แก่ ช่วงต้นทศวรรษ 2000 (ซึ่งได้รับแรงหนุนจากยุคเฟื่องฟูของราคาสินค้าโภคภัณฑ์) และช่วงปลายทศวรรษ 2010 ถึงต้นทศวรรษ 2020 (ซึ่งเกิดจากความไม่พอใจในช่วงการระบาดใหญ่) โดยได้ปรับเปลี่ยนนโยบายทั้งด้านการเมืองและเศรษฐกิจสังคมของภูมิภาคนี้ไปอย่างสิ้นเชิง

ระลอกแรก (ต้นทศวรรษ 2000 – ทศวรรษ 2010)

จุดเริ่มต้น: ก้าวขึ้นสู่อำนาจโดยมีสาเหตุหลักมาจากการปฏิเสธนโยบายแปรรูปรัฐวิสาหกิจและมาตรการรัดเข็มขัดแบบตลาดเสรีที่ใช้กันในทศวรรษ 1990

ผู้นำคนสำคัญ:

Hugo Chávez (เวเนซุเอลา), Luiz Inácio Lula da Silva (บราซิล), Evo Morales (โบลิเวีย), Rafael Correa (เอกวาดอร์) และ Néstor Kirchner (อาร์เจนตินา)


นโยบาย:

โดดเด่นด้วยโครงการสวัสดิการสังคมที่รัฐเป็นแกนนำ การลดความยากจน และแนวคิดชาตินิยมด้านทรัพยากร (ซึ่งได้รับเงินทุนจากยุคเฟื่องฟูของราคาสินค้าโภคภัณฑ์) ควบคู่ไปกับการวิพากษ์วิจารณ์อิทธิพลของสหรัฐอเมริกา

การเสื่อมถอย:

ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ตกต่ำลง เรื่องอื้อฉาวเกี่ยวกับการทุจริต และวิกฤตเศรษฐกิจ ทำให้กระแสนี้เริ่มถดถอยลงในช่วงกลางทศวรรษ 2010 และเปิดทางให้รัฐบาลฝ่ายอนุรักษนิยมเข้ามามีอำนาจแทน

ระลอกที่สอง (ปลายทศวรรษ 2010 – ปัจจุบัน)

จุดเริ่มต้น:

เกิดขึ้นจากการต่อต้านรัฐบาลเดิมเพื่อตอบสนองต่อความยากลำบากทางเศรษฐกิจ ความเหลื่อมล้ำ และความท้าทายด้านสาธารณสุขที่ตามมาหลังการระบาดใหญ่ของโควิด-19

ผู้นำคนสำคัญ:

Andrés Manuel López Obrador และ Claudia Sheinbaum (เม็กซิโก), Lula da Silva (บราซิล - กลับมามีอำนาจอีกครั้ง), Gabriel Boric (ชิลี), Gustavo Petro (โคลอมเบีย) และ Xiomara Castro (ฮอนดูรัส)

นโยบาย:

แตกต่างจากระลอกแรก ผู้นำกลุ่มนี้มักมีแนวทางที่เน้นการปฏิบัติจริง (pragmatic) และมีความหลากหลายมากกว่า แม้จะยังคงมุ่งเน้นเรื่องสวัสดิการสังคม แต่ก็ให้ความสำคัญมากขึ้นกับการปกป้องสิ่งแวดล้อม ความเท่าเทียมทางเพศ และการปฏิรูปประชาธิปไตย

สถานการณ์ปัจจุบัน:

ผู้นำในยุคปัจจุบันต้องเผชิญกับข้อจำกัดทางการเงินระดับโลกที่เข้มงวดขึ้นและความแตกแยกทางความคิดอย่างรุนแรงภายในภูมิภาค ประสิทธิภาพและความนิยมภายในประเทศของขบวนการนี้มักถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักและได้รับเสียงตอบรับที่หลากหลายในประเด็นความมั่นคงสาธารณะและเศรษฐกิจ


Gemini ช่วยรวบรวม