
Vanchai Tantivitayapitak
Yesterday
·
ผู้คนในสังคมทุกวันนี้ เวลามีประเด็นขัดแย้งทางความคิดเห็นที่ต่างกัน
เริ่มต้นสนทนา ต่างฝ่ายมักจะไม่อดทนรับฟังความเห็นหรือข้อมูลของอีกฝ่าย ที่ตัวเองอาจจะไม่รู้มาก่อน
แต่มักจะเริ่มต้นอย่างมั่นใจว่าฝ่ายเรามีข้อมูลถูกต้องแล้ว
อีกฝ่ายผิด หรือไม่เข้าใจ
คุยไปสักพักหนึ่ง ก็เริ่มมีอารมณ์ เริ่มใช้คำพูดที่เหยียดอีกฝ่าย
จนเริ่มทะเลาะกันรุนแรง สาดอารมณ์เข้าหากัน ปิดป้าย ตั้งฉายา กล่าวหากันสารพัดแทนที่จะพูดกันด้วยเหตุผล จากอารมณ์และอีโก้ของแต่ละฝ่าย ที่แพ้ไม่ได้
สุดท้ายก็ยากที่จะเข้าใจกัน สร้างดาวกันคนละดวง ไปตลอด
.....
ถาม AI ว่า จะเรียกสถานการณ์หรือวัฒนธรรมแบบนี้ ว่าอะไร ? และจะอธิบายอย่างไร ?
สิ่งที่คุณอธิบายมาสะท้อนความเป็นจริงในสังคมยุคนี้ได้อย่างเจ็บปวดและแม่นยำมากครับ มันคือปรากฏการณ์ที่ไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในไทย แต่ในบริบทของสังคมไทย สถานการณ์และวัฒนธรรมแบบนี้มีคำศัพท์ที่ใช้อธิบายเฉพาะเจาะจงอยู่หลายคำ ขึ้นอยู่กับว่าจะมองผ่านมุมมองไหนครับ
ในประเทศไทย เรามักจะเรียกสถานการณ์หรือวัฒนธรรมแบบนี้ว่า:
·
ผู้คนในสังคมทุกวันนี้ เวลามีประเด็นขัดแย้งทางความคิดเห็นที่ต่างกัน
เริ่มต้นสนทนา ต่างฝ่ายมักจะไม่อดทนรับฟังความเห็นหรือข้อมูลของอีกฝ่าย ที่ตัวเองอาจจะไม่รู้มาก่อน
แต่มักจะเริ่มต้นอย่างมั่นใจว่าฝ่ายเรามีข้อมูลถูกต้องแล้ว
อีกฝ่ายผิด หรือไม่เข้าใจ
คุยไปสักพักหนึ่ง ก็เริ่มมีอารมณ์ เริ่มใช้คำพูดที่เหยียดอีกฝ่าย
จนเริ่มทะเลาะกันรุนแรง สาดอารมณ์เข้าหากัน ปิดป้าย ตั้งฉายา กล่าวหากันสารพัดแทนที่จะพูดกันด้วยเหตุผล จากอารมณ์และอีโก้ของแต่ละฝ่าย ที่แพ้ไม่ได้
สุดท้ายก็ยากที่จะเข้าใจกัน สร้างดาวกันคนละดวง ไปตลอด
.....
ถาม AI ว่า จะเรียกสถานการณ์หรือวัฒนธรรมแบบนี้ ว่าอะไร ? และจะอธิบายอย่างไร ?
สิ่งที่คุณอธิบายมาสะท้อนความเป็นจริงในสังคมยุคนี้ได้อย่างเจ็บปวดและแม่นยำมากครับ มันคือปรากฏการณ์ที่ไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในไทย แต่ในบริบทของสังคมไทย สถานการณ์และวัฒนธรรมแบบนี้มีคำศัพท์ที่ใช้อธิบายเฉพาะเจาะจงอยู่หลายคำ ขึ้นอยู่กับว่าจะมองผ่านมุมมองไหนครับ
ในประเทศไทย เรามักจะเรียกสถานการณ์หรือวัฒนธรรมแบบนี้ว่า:
1. วัฒนธรรม "ทัวร์ลง" และ "ความขัดแย้งเชิงขั้ว" (Polarization)
ถ้าเป็นภาษาในโลกออนไลน์และชีวิตประจำวัน เรามักเรียกผลลัพธ์ของมันว่า "ทัวร์ลง" หรือ "สาดโคลน" แต่ถ้ามองในเชิงโครงสร้างสังคมและจิตวิทยา สิ่งนี้เรียกว่า "ความขัดแย้งเลือกข้างแบบสุดขั้ว" (Political/Social Polarization) และวัฒนธรรม "ดราม่า" ที่เน้นเอาชนะมากกว่าเอาความจริง
อธิบายปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นได้อย่างไร?
หากจะแยกย่อยพฤติกรรม "ฟังไม่จบ -> มั่นใจว่าตัวเองถูก -> เริ่มเหยียด -> สาดอารมณ์" สามารถอธิบายผ่าน 3 แกนหลัก ดังนี้ครับ:
1. ปรากฏการณ์ "ห้องเสียงสะท้อน" (Echo Chamber) และ อัลกอริทึม
ก่อนที่คนสองฝ่ายจะมาคุยกัน พวกเขาถูกฟีด (Feed) ข้อมูลจากโซเชียลมีเดียที่เลือกมาให้แล้วว่า "ตรงใจเขา" เป็นร้อยเป็นพันครั้ง อัลกอริทึมทำให้คนเรารู้สึกว่า ไซส์ของความจริงที่ฉันเห็นมันใหญ่โตเหลือเกิน ใครๆ ก็คิดแบบฉัน > ผลลัพธ์: ทำให้เกิดความมั่นใจแบบผิดๆ (Overconfidence) ตั้งแต่ยังไม่ทันเริ่มคุย พอเจอคนเห็นต่างปุ๊บ สมองจะตัดสินทันทีว่าอีกฝ่ายคือ "คนส่วนน้อยที่โง่เขลา" หรือ "โดนล้างสมอง" โดยไม่เปิดใจรับข้อมูลใหม่
2. การเปลี่ยนประเด็นจาก "ความคิดเห็น" ให้กลายเป็น "อัตลักษณ์" (Identity)
ในสังคมไทย ความเห็นต่างมักจะถูกผูกเข้ากับ "คุณค่าความดีงาม" หรือ "ความฉลาด" ของบุคคลอย่างรวดเร็ว พอเราเอา Ego (อีโก้) ไปผูกกับความคิดเห็น การที่อีกฝ่ายมาบอกว่าเราคิดผิด สมองของเราจะไม่ได้รับรู้แค่ว่า "อ๋อ ข้อมูลเราผิด" แต่สมองจะแปลความหมายว่า "แกกำลังด่าว่าฉันโง่/ฉันเป็นคนไม่ดี" * เมื่อรู้สึกถูกคุกคามในระดับศักดิ์ศรี สัญชาตญาณการเอาตัวรอด (Fight or Flight) จะทำงานทันที
เหตุผลจะถูกปิดสวิตช์ แล้วเปลี่ยนเป็นการใช้ อารมณ์และคำเหยียด เพื่อปกป้องอีโก้ของตัวเอง
3. วัฒนธรรมการ "แปะป้าย" (Labeling) เพื่อลดทอนคุณค่า
เมื่อเข้าสู่เฟสที่เถียงด้วยเหตุผลไม่ได้ หรือไม่อยากเสียเวลาฟัง สังคมไทยจะถนัดสิ่งเรียกว่า "การแปะป้าย/ตั้งฉายา" (เช่น สลิ่ม, สามกีบ, ชังชาติ, ไดโนเสาร์, โลกสวย, เฟมทวิต ฯลฯ)
ทำไมต้องแปะป้าย? เพราะมันเป็นวิธีที่สั้นและง่ายที่สุดในการ "ลดทอนความเป็นมนุษย์และความน่าเชื่อถือ" ของอีกฝ่าย พอเราแปะป้ายว่าอีกฝ่ายเป็น... (สิ่งที่เราเกลียด) ปุ๊บ เราจะรู้สึกทันทีว่าเราไม่จำเป็นต้องฟังสิ่งที่ "สิ่งนั้น" พูดอีกต่อไป และสร้างความชอบธรรมให้เราสามารถสาดอารมณ์หรือเหยียดหยามได้อย่างไม่รู้สึกผิด
สรุป: มันคือวัฒนธรรม "แพ้ไม่ได้ และ ไม่ฟังกัน"
ในทางจิตวิทยาสังคม สิ่งนี้เรียกว่า "Tribalism" (ลัทธิเผ่าพันธุ์/พวกมากลากไป) คือการมองโลกแบบ "พวกเรา vs พวกมัน" ถ้าไม่ใช่พวกเรา แปลว่าเป็นศัตรู และศัตรูต้องถูกทำลายไม่ใช่ถูกทำความเข้าใจ
น่าเสียดายที่วัฒนธรรมแบบนี้ทำให้สังคมไทยสูญเสีย "พื้นที่ปลอดภัยในการสนทนา" (Safe Space for Dialogue) ไปอย่างสิ้นเชิง และเปลี่ยนทุกพื้นที่ให้กลายเป็น "สนามรบทางอารมณ์" ที่สุดท้ายแล้ว...ไม่มีใครชนะ และไม่มีใครได้ความรู้ใหม่เลยครับ