
'ปราย พันแสง
19 hours ago
·
จริงๆ พังกว่าที่ตาเห็นเยอะเลยนะ พวกที่โกงสอบหรือใช้เส้นสายในการเข้ารับราชการเนี่ยมันสร้างความพินาศให้ระบบแบบย่อยยับมากๆ
ในจีนเคยทำวิจัยฐานข้อมูลคดีทุจริต พบว่าข้าราชการในช่วงเริ่มต้นอาชีพและช่วงใกล้เกษียณรับสินบนสูงกว่าช่วงกลางอาชีพ ต้นทางโกงเพื่อถอนทุน ปลายทางโกงเพราะรู้ว่าเวลาเหลือน้อย
ช้ำมั้ย คือโดนทั้งต้นน้ำปลายน้ำ

คนโกงเข้าไปรับราชการมีแนวโน้มโกงต่อแหลกราญ งานวิจัยในอินเดียพบว่าคนที่ต้องการทำงานภาครัฐแสดงพฤติกรรมไม่ซื่อสัตย์มากกว่าคนที่ต้องการทำงานภาคเอกชน วัดจากอัตราการโกงในการทดลอง กล่าวคือระบบที่เน่าดึงดูดคนที่เข้ากันได้กับมันตั้งแต่แรก
งานวิจัยในยุโรปก็พบว่าตัวแปรสำคัญที่สุดที่กำหนดระดับคอร์รัปชันในองค์กรคือ ระบบบริหารงานบุคคลนั้นใช้ ‘ระบบคุณธรรม’ หรือ ‘ระบบเส้นสาย’ เป็นหลัก ถ้าเข้ามาด้วยเส้นหรือเงิน วัฒนธรรมองค์กรก็จะเอื้อต่อการโกงต่อไปโดยอัตโนมัติ
กล่าวคือ คนที่จ่ายเงินซื้อตำแหน่งมามีแนวโน้มโกงต่อสูงมาก ด้วยเหตุผลหนึ่ง คนที่ยอมโกงตั้งแต่แรกเข้ามีแนวโน้มโกงต่อ สอง ต้องถอนทุนที่จ่ายไป และสาม วัฒนธรรมองค์กรที่เน่าอยู่แล้วไม่มีแรงต้าน
งานวิจัยไม่ได้บอกว่าจะโกง 100%
แต่บอกว่าเงื่อนไขทุกอย่างเอื้อให้โกงต่อทั้งนั้น

ในประเทศกำลังพัฒนา ระบบราชการคือหนึ่งในช่องทางหลักของการยกระดับทางสังคม
เพราะคนยากจนในชุมชนเหล่านี้ขาดทั้งโรงเรียนที่มีคุณภาพ เครือข่ายที่จะพาไปถึงงานดีๆ และต้นแบบชีวิตที่ประสบความสำเร็จให้ยึดเป็นแบบอย่าง ตำแหน่งราชการจึงไม่ใช่แค่งาน แต่คือ ‘บันได’ ที่หายากที่สุดในชีวิตคนจน
ที่หนักกว่านั้น ธนาคารโลกพบว่าการเลื่อนฐานะทางเศรษฐกิจในโลกกำลังพัฒนาหยุดชะงักมาตั้งแต่ทศวรรษ 1960 โอกาสที่คนรุ่นหลังจะขยับฐานะดีกว่าพ่อแม่นั้นต่ำมาก โดยเฉพาะในครอบครัวยากจน
ฉะนั้นเมื่อระบบสอบถูกโกง ผลที่เกิดขึ้นไม่ใช่แค่คนหนึ่งคนสอบไม่ผ่าน แต่มันคือการปิดช่องทางเดียวที่เขามี
สิ่งที่โหดร้ายที่สุดคือคนที่ถูกปิดกั้นมักไม่รู้ว่าถูกปิดกั้น เขาคิดว่าตัวเองสอบไม่ผ่านเพราะ ‘ไม่เก่งพอ’ แล้วก็แบกความรู้สึกล้มเหลวนั้นไปตลอดชีวิต
ความโหดร้ายของการโกงแบบนี้จึงอยู่ที่มันซ่อนตัวเองไว้ใต้ภาพลักษณ์ของความยุติธรรม ข้อสอบดูเหมือนเท่าเทียม แต่ผลสอบมันถูกกำหนดไว้ก่อนแล้วในห้องเก่าๆ คอมพิวเตอร์เก่าๆ แถวเมืองนนท์ และอาจจะทุกที่ทั่วประเทศที่มีการคัดคนเข้ารับราชการ
ความเสียหายนี้มโหฬารมาก

มันมีคำหนึ่งที่ใช้เรียกการยกระดับฐานะทางสังคม ด้วยการที่คนจนต้องขยัน ต้องเรียนเก่ง เพื่อสอบเข้ารับราชการ เพื่อหางานดีๆ ได้
ระบบนี้เก่าแก่ มีชื่อเรียกกันว่า ‘เมอริโทแครซี’(Meritocracy)หมายระบบที่ความสามารถและความพยายามเป็นตัวกำหนดความสำเร็จ ไม่ใช่ชาติกำเนิดหรือเงิน
ในอเมริกา มักจะมีฐานความคิดว่าใครๆ ก็ขยับฐานะได้ถ้าพยายามพอ มันมีคำที่โด่งดังคือความฝันแบบอเมริกัน (The American Dream) แต่ไม่ใช่แค่สำหรับคนอเมริกัน เพราะความฝันแบบนี้มีอยู่ในทุกสังคม
เมอริโทแครซี คือสัญญาที่สังคมทำกับสมาชิกทุกคนว่า ไม่ว่าจะเกิดมาลำบากยากจนแค่ไหน ผู้ชนะที่จะเข้าไปได้ต้องเป็นคนที่เก่งที่สุดและขยันที่สุด
ในทางปฏิบัติมันทำงานผ่านกลไกที่จับต้องได้ เช่น ระบบสอบแข่งขัน ทุนการศึกษา และการคัดเลือกงานตามความสามารถ ไม่ใช่ตามว่าพ่อเป็นใคร เงินใคร

สิงคโปร์ถูกยกเป็นตัวอย่างคลาสสิก เด็กจากครอบครัวยากจนสามารถสอบได้ทุนรัฐบาลเรียนต่างประเทศ กลับมาเป็นข้าราชการระดับสูงได้โดยไม่ต้องมีเส้น ระบบนี้ทำให้สิงคโปร์ดึงคนเก่งจากทุกชั้นสังคมมาบริหารประเทศได้จริง
ในประเทศไทยเองในยุคสมัยหนึ่งมันก็มีช่วงที่เมอริโทแครซี ทำงานได้ เช่นสมัยคนรุ่นปู่รุ่นพ่อเราจำนวนมากที่เกิดในครอบครัวชาวนา มีชีวิตแร้นแค้น แต่สอบได้ครู สอบได้ตำรวจ สอบได้ข้าราชการ แล้วชีวิตทั้งครอบครัวเปลี่ยน นั่นคือเมอริโทแครซีทำงานได้จริง
ระบบเมอริโทแครซีนี้มีเงื่อนไขเดียวที่ขาดไม่ได้ นั่นคือมันต้องเป็นจริง เกิดขึ้นจริง ไม่ใช่แค่ดูเหมือนจริง
ข้อสอบเข้ารับราขการที่ถูกแก้คะแนนด้วยการจ่ายเงินติดสินบน มันคือเมอริโทแครซีปลอม ที่มีรูปทรงเหมือนกันทุกอย่าง มีข้อสอบ มีคะแนน มีผู้สอบผ่านและสอบตก แต่ข้างในกลวง ผลลัพธ์ถูกกำหนดไว้ก่อนแล้วจากคนที่มีเงินจ่ายใต้โต๊ะ
นี่แหละคือสิ่งที่ ไมเคิล ยัง เจ้าของทฤษฏี เตือนไว้ตั้งแต่ปี 1958 ว่า เมอริโทแครซีที่ล้มเหลวนั้น อันตรายกว่าการไม่มีเมอริโทแครซีเลย เพราะมันทำให้คนที่แพ้รู้สึกว่า ความล้มเหลวเป็นความผิดของตัวเองล้วนๆ ทั้งที่จริงๆ แล้วเกมนี้ถูกโกง ถูกล็อคผลไว้ก่อนแล้ว

กลโกงเมอริโทแครซีนี้เสียหายลึกมาก ความโกงในระบบอื่นๆ ยังพอให้คนสู้ได้ เช่น โกงเลือกตั้ง ยังมีรอบหน้า โกงประมูล ยังมีโครงการอื่น แต่โกงในเมอริโทแครซีนั้นทำร้ายคนแบบสาหัสสากรรจ์ เพราะมันคือทำลายความเชื่อว่ามั่นว่าความพยายามของเรายังมีความหมาย
ความขยัน ความเพียรพยายาม ความเชื่อเหล่านี้ไม่ใช่
เล็กน้อย แต่มันคือความเชื่อที่ทำให้คนจนยังลุกขึ้นมาทำงานได้ทุกวัน เพราะเชื่อว่ามันจะทำให้ชีวิตดีขึ้น
ผลกระทบจากการโกงนี้ยังกระเพื่อมออกไปหลายทอด
ทอดแรกคือตัวคนที่สอบตก เขาไม่รู้ว่าโดนโกง เขาคิดว่าตัวเองไม่เก่งพอ แล้วก็อาจท้อจนต้องหยุดพยายาม
ทอดที่สองคือคนรอบข้างที่เห็น น้องๆ ในหมู่บ้านอาจจะเห็นพี่สาวอ่านหนังสืออย่างหนักสามปีแล้วยังสอบตก บทเรียนที่ได้คืออ่านหนังสือไม่มีประโยชน์ ก็อาจจะไม่สนใจอ่านหรือพยายามอะไร เพราะรู้ว่าเหนื่อยเปล่า
ทอดที่สามคือแรงกระเพื่อมระดับสังคมที่หนักสุด เมื่อคนจำนวนมากเริ่มเชื่อว่าความพยายามไม่ได้นำไปสู่ความสำเร็จ สังคมก็จะเริ่มผลิตคนสองแบบ คือคนที่ยอมแพ้ กับคนที่หันไปหาทางลัด และทางลัดในระบบที่เน่าเฟะนี้ ก็มักหมายถึงการโกงต่อไปเรื่อยๆ
มันคือกับดักความยากจนแท้จริงที่คนชอบพูดกัน ความน่ากลัวของมันไม่ใช่แค่เพราะจนแล้วยังจนอยู่ จนต่อ แต่มันเป็นเพราะว่าเมื่อถึงจุดหนึ่ง คนในกับดักจนๆ นั้นจะเลิกเชื่อไปเลยว่าทางออกชีวิตมีอยู่จริงและนั่นคือความพินาศที่ลึกที่สุด
ความฉิบหายแท้จริงที่เกิดขึ้น
ไม่ใช่ความยากจนแบบไม่ได้ผุดไม่ได้เกิด
แต่มันคือความสิ้นหวังต่อชีวิต!
https://www.facebook.com/photo/?fbid=1587594459392277&set=a.237277627757307