
Cofact โคแฟค
June 17
·
เนื้อหาที่ตรวจสอบ: โพสต์กล่าวหารัฐบาลเพื่อไทย-ภูมิใจไทย "แจกสัญชาติไทยอย่างกับแจกกระดาษชำระ"
ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง: **เนื้อหามีทั้งที่ส่วนที่เป็นข้อมูลจริง ข้อมูลบิดเบือนและความคิดเห็นส่วนตัวผสมปนเปกันเพื่อสร้างความเข้าใจผิดว่าทางการไทยเปิดช่องให้แรงงานต่างด้าวได้รับสัญชาติไทยอย่างง่ายดาย**
เนื้อหาโดยสรุป: วันที่ 16 มิ.ย. 2569 สมาชิกกลุ่มเฟซบุ๊ก 'ฟาดด fadd' โพสต์ข้อความว่า "นักการเมืองไทยแจกสัญชาติไทยอย่างกับแจกกระดาษชำระ" โดยอ้างว่าทั้งรัฐบาลเศรษฐา ทวีสิน และแพทองธาร ชินวัตร ของพรรคเพื่อไทยและรัฐบาลพรรคภูมิใจไทยชุดปัจจุบันล้วนมีนโยบายแจกสัญชาติไทยให้คนต่างด้าว ขณะที่พรรคประชาชน "จ้องแปรรูปคนต่างด้าวมาเป็นฐานเสียง""รบ.เศรษฐาก็ออกฟรีวีซ่าบ้านเมืองเต็มไปด้วยคนต่างชาติจนมั่วซั่ว ยังออกกฏหมายเอื้อขายอสังหา ขายตึกให้ต่างชาติ
-รบ.หลานอังเคิล พท. ก็แจกสัญชาติไปแล้วเกือบ 5 แสน
-พรรคส้มมันก็จ้องจะแปรรูปคนต่างด้าวมาเป็นฐานเสียง
-มา รบ.ภท. นี้อีกจะแจกสัญชาติให้ต่างด้าวอีกแล้ว" ข้อความในโพสต์ระบุ
โคแฟคตรวจสอบ: เนื้อหาในโพสต์เฟซบุ๊กนี้มีทั้งส่วนที่เป็นข้อมูลและส่วนที่เป็นความคิดเห็น ซึ่งในการทำงานตรวจสอบข้อเท็จจริง โคแฟคจะไม่ตรวจสอบส่วนที่เป็นความคิดเห็นเพราะเป็นสิทธิเสรีภาพ โพสต์นี้เราจึงตรวจสอบเฉพาะส่วนที่กล่าวอ้างถึงนโยบาย/การทำงานของรัฐบาล ข้อกฎหมายและความเคลื่อนไหวของพรรคการเมือง ดังนี้
รัฐบาลเศรษฐาออกฟรีวีซ่าวันที่ 15 ก.ค. 2567 เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และอนุทิน ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยในขณะนั้นได้ลงนามในประกาศกระทรวงมหาดไทยที่อนุญาตให้พลเมืองจาก 90 ประเทศ ได้รับการยกเว้นการตรวจลงตราและให้อยู่ในประเทศไทยได้ไม่เกิน 60 วันเป็นกรณีพิเศษ เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติและอำนวยความสะดวกให้นักธุรกิจจากต่างประเทศในการเดินทางเข้ามาท่องเที่ยว ทำงานหรือติดต่อธุรกิจระยะสั้น
รัฐบาลเศรษฐาออกกฎหมายเอื้อขายอสังหาริมทรัพย์ให้คนต่างชาติวันที่ 9 เม.ย. 2567 คณะรัฐมนตรี (ครม.) รัฐบาลเศรษฐามีมติเห็นชอบมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านภาคอสังหาริมทรัพย์ โดยมอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปศึกษามาตรการต่าง ๆ ต่อมาวันที่ 18 มิ.ย. 2567 ครม. มีมติเห็นชอบตามที่ภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรีเสนอให้กระทรวงมหาดไทยเร่งศึกษาความเป็นไปได้ใน 2 เรื่อง คือ 1) ทบทวนการกำหนดระยะเวลาให้ต่างชาติเช่าที่ดินตาม พ.ร.บ. ทรัพย์อิงสิทธิ พ.ศ. 2562 จากเดิมไม่เกิน 30 ปี เป็น 99 ปี และ 2) ทบทวนหลักเกณฑ์และกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการให้สิทธิคนต่างด้าวสามารถถือกรรมสิทธิ์ในห้องชุด จากเดิมไม่เกินร้อยละ 49 เป็นไม่เกินร้อยละ 75
ทั้งอนุทินและเศรษฐายืนยันว่าข้อเสนอแก้กฎหมายทั้งสองส่วนนี้ไม่ใช่การขายชาติและเอื้อนายทุน อย่างไรก็ตาม ด้วยความที่มีกระแสคัดค้านมาก เรื่องนี้จึงเงียบไป ยังไม่ได้มีการแก้กฎหมายที่เกี่ยวข้อง
รัฐบาลแพทองธารให้สัญชาติไทยเกือบ 500,000 คนวันที่ 29 ต.ค. 2567 ไทยพีบีเอส ไทยโพสต์ มติชน รายงานว่า ครม. รัฐบาลแพทองธาร ชินวัตร อนุมัติในหลักการตามที่สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติเสนอหลักเกณฑ์เร่งรัดการแก้ไขปัญหาสัญชาติ และสถานะบุคคลให้กับบุคคลที่อพยพเข้ามาในราชอาณาจักรเป็นเวลานาน รวมถึงกลุ่มที่เกิดในราชอาณาจักร จำนวน 483,626 คน
จิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีในขณะนั้นให้ข้อมูลว่าผู้ได้สัญชาติไทยจำนวนกว่า 483,000 คนนี้ แบ่งเป็น 4 กลุ่ม คือ 1) กลุ่มผู้อพยพปี 2527-2542 ประมาณ 120,000 คน 2) กลุ่มผู้อพยพปี 2548-2554 ประมาณ 215,000 คน 3) กลุ่มบุตรของชนกลุ่มน้อยที่เกิดในไทย ประมาณ 29,000 คน และ 4) กลุ่มบุตรของบุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียนที่เกิดในไทย ประมาณ 113,000 คน
โดยสรุป ประชากรกว่า 483,000 คนที่จะได้รับสัญชาติไทยตามมติ ครม. นี้เป็นกลุ่มผู้อพยพที่ตกค้างมานานหลายสิบปีและมีการสำรวจตรวจสอบมาอย่างต่อเนื่องก่อนพิจารณาให้สัญชาติ ไม่ได้เป็นการให้สัญชาติไทยแก่คนต่างด้าวหรือคนต่างชาติโดยทั่วไป
พรรคประชาชนผลักดันการให้สัญชาติไทยแก่คนต่างด้าวเพื่อให้มาเป็นฐานเสียงข่าวเท็จเรื่องพรรคประชาชนเสนอให้สัญชาติไทยแก่ผู้หนีภัยชาวเมียนมาถูกเผยแพร่ในช่วงก่อนการเลือกตั้ง 8 ก.พ. 2569 ซึ่งโคแฟคตรวจสอบแล้วพบว่าเป็นข้อมูลที่บิดเบือนจากการแถลงข่าวของรังสิมันต์ โรม สส. พรรคก้าวไกลในขณะนั้น เมื่อวันที่ 25 เม.ย. 2567 เรื่องการรับมือสถานการณ์การสู้รบและผู้ลี้ภัยในเมียนมา
รังสิมันต์ ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ สภาผู้แทนราษฎร เสนอให้รัฐบาลพิจารณาการใช้มาตรา 17 ของ พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 ซึ่งระบุว่าในกรณีพิเศษเฉพาะเรื่อง รัฐมนตรีโดยอนุมัติของคณะรัฐมนตรีจะอนุญาตให้คนต่างด้าวผู้ใด หรือจำพวกใดเข้ามาอยู่ในราชอาณาจักรภายใต้เงื่อนไขใด ๆ หรือจะยกเว้นไม่จำต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัตินี้ เขาย้ำว่าข้อเสนอนี้ไม่ใช่การให้สัญชาติไทย แต่เพื่อให้ทางการไทยสามารถติดตามตรวจสอบชาวเมียนมาที่หนีภัยการสู้รบเข้ามาในประเทศได้
คลิปการแถลงข่าวของรังสิมันต์ถูกนำมาบิดเบือนว่า "พรรคส้ม" เสนอให้สัญชาติไทยแก่คนต่างด้าว หวังให้คนกลุ่มนี้เป็นฐานเสียงทางการเมืองหรือโหวตเตอร์ของพรรค ซึ่งไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงเพราะรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 95 (1) ระบุว่าบุคคลที่มีสิทธิเลือกตั้งต้องมีสัญชาติไทย หากมีสัญชาติไทยโดยการแปลงสัญชาติ ต้องได้รับสัญชาติไทยมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี โดยกระบวนการแปลงสัญชาติและคุณสมบัติของผู้ขอสัญชาติต้องเป็นไปตาม พ.ร.บ.สัญชาติ พ.ศ.2508 มาตรา 10 และ 11 และต้องดำเนินการสละสัญชาติเดิมของตนเองด้วย
รัฐบาลพรรคภูมิใจไทยจะแจกสัญชาติให้ต่างด้าวตั้งแต่ปี 2568 เป็นต้นมา มีการเผยแพร่ข้อมูลบิดเบือนและสร้างความเข้าใจผิดว่าข้อเสนอของกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทยเรื่องการแก้ไขมาตรา 7 ทวิ วรรคสอง พ.ร.บ.สัญชาติ เป็นการเปิดช่องให้คนต่างด้าวและบุตรของแรงงานข้ามชาติได้สัญชาติไทย
โคแฟคตรวจสอบกับกรมการปกครองแล้วพบว่าการแก้ไขมาตรา 7 ทวิ วรรคสอง ซึ่งขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนไม่ได้เป็นการเปิดช่องให้คนต่างด้าวได้สัญชาติไทย เพราะผู้ที่จะมีคุณสมบัติได้สัญชาติไทยตามมาตรานี้คือชนกลุ่มน้อย กลุ่มชาติพันธุ์ และกลุ่มผู้อพยพเข้ามาอาศัยอยู่ในราชอาณาจักรเป็นเวลานาน ซึ่งถือว่ามีสถานะเป็นคนไร้รัฐไร้สัญชาติ (stateless persons) ไม่รวมบุตรของแรงงานต่างด้าว ผู้หนีภัยการสู้รบ ผู้หลบหนีเข้าเมืองหรือผู้มีพาสปอร์ต
สำหรับคนต่างด้าวที่ต้องการขอสัญชาติไทยต้องยื่นขอแปลงสัญชาติตามมาตรา 10 หรือ 11 ของ พ.ร.บ.สัญชาติ และต้องมีคุณสมบัติที่จะขอสัญชาติไทยได้ตามที่กฎหมายกำหนด ซึ่งการได้สัญชาติไทยตามมาตรานี้ไม่ใช่การได้สัญชาติไทยโดยการเกิด จึงไม่สามารถลงสมัครรับเลือกตั้งได้
ข้อสังเกตโคแฟค: การให้สัญชาติไทยแก่คนต่างด้าว แรงงานข้ามชาติและบุตรหลานของแรงงานข้ามชาติ เป็นประเด็นที่ถูกนำมาบิดเบือน สร้างความเข้าใจผิดต่อข้อกฎหมายและปลุกปั่นความเกลียดกลัวแรงงานข้ามชาติมาอย่างต่อเนื่องกรณีของโพสต์เฟซบุ๊กนี้มีการนำข้อมูลจริงมาผสมกับข้อมูลบิดเบือนและการวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล ทำให้ยากต่อการแยกแยะข้อมูลออกจากความคิดเห็นและการตีความของผู้โพสต์ ประชาชนควรใช้วิจารณญาณเมื่อพบเนื้อหาลักษณะนี้และตรวจสอบข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหรือสื่อมวลชนที่เชื่อถือได้ก่อนเชื่อหรือแชร์
#โคแฟค #FactCheck #ตรวจสอบข้อเท็จจริงทางการเมือง #คนต่างด้าว #สัญชาติไทย
https://www.facebook.com/photo/?fbid=1309179174751932&set=a.407800974889761
.....
ถาม Gemini
ถาม Gemini
ใครอยู่เบื้องหลัง หรือ ได้ประโยชน์จาก ข้อสังเกตโคแฟค: การให้สัญชาติไทยแก่คนต่างด้าว แรงงานข้ามชาติและบุตรหลานของแรงงานข้ามชาติ เป็นประเด็นที่ถูกนำมาบิดเบือน สร้างความเข้าใจผิดต่อข้อกฎหมายและปลุกปั่นความเกลียดกลัวแรงงานข้ามชาติมาอย่างต่อเนื่อง
ประเด็นเรื่อง "การให้สัญชาติไทยแก่คนต่างด้าว แรงงานข้ามชาติ และบุตรหลาน" ถือเป็นหนึ่งในประเด็นที่ถูกนำมาบิดเบือนและสร้างความเข้าใจผิด (Misinformation/Disinformation) บนโลกออนไลน์ของไทยอย่างต่อเนื่อง โดยมักนำความสับสนระหว่าง "คนไร้รัฐไร้สัญชาติ/กลุ่มชาติพันธุ์ที่ตั้งรกรากมานาน" กับ "แรงงานข้ามชาติที่เข้ามาทำงานชั่วคราว" มาปะปนกันเพื่อสร้างกระแสข่าวลวง
หากวิเคราะห์ลึกลงไปว่า "ใครอยู่เบื้องหลัง" หรือ "ใครได้ประโยชน์" จากการปั่นกระแสความเกลียดกลัว (Xenophobia) และการบิดเบือนข้อกฎหมายในลักษณะนี้ สามารถแบ่งกลุ่มผู้ได้รับประโยชน์ออกเป็น 3 มิติหลัก ดังนี้ครับ
1. กลุ่มที่ได้ประโยชน์ทางการเมือง (Political Gain & Populism)
นักการเมืองหรือกลุ่มเคลื่อนไหวแนวชาตินิยมสุดโต่ง (Ultra-Nationalism): การหยิบยกเรื่อง "การเสียดินแดนทางสิทธิ" หรือวาทกรรม "ต่างด้าวจะมาแย่งแผ่นดิน/แย่งงาน/ครอบครองประเทศ" เป็นเครื่องมือที่ง่ายและทรงพลังที่สุดในการสร้างคะแนนนิยม (Populism) การปลุกปั่นความกลัวในสิ่งภายนอก (External Threat) ช่วยดึงมวลชนให้มารวมกลุ่มกัน และใช้โจมตีฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองหรือรัฐบาลที่กำลังพยายามแก้ไขปัญหากฎหมายสัญชาติ (เช่น การแก้ไข พ.ร.บ.สัญชาติ มาตรา 7 ทวิ เพื่อช่วยคนไร้สัญชาติดั้งเดิม) ว่า "ขายชาติ" หรือ "เปิดประตูให้ต่างด้าว"
การสร้างแพะรับบาปทางสังคม (Scapegoating): เมื่อประเทศเผชิญปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาอาชญากรรม หรือการเข้าถึงสวัสดิการที่จำกัด การโยนความผิดให้แรงงานข้ามชาติและบุตรหลานว่าเป็นผู้แย่งชิงทรัพยากร จะช่วยเบี่ยงเบนความสนใจของสาธารณชนออกจากความล้มเหลวในการบริหารจัดการโครงสร้างเชิงระบบของรัฐ
2. กลุ่มที่ได้ประโยชน์ทางเศรษฐกิจจาก "ความกลัว" (Economic Incentives)
เพจคลิกเบต (Clickbait) และผู้สร้างคอนเทนต์ในโซเชียลมีเดีย (Content Creators): ในยุคที่ยอดวิวและยอดแชร์สามารถเปลี่ยนเป็นเงินค่าโฆษณา คอนเทนต์ประเภท "ปลุกระดม อารมณ์ร่วม หรือความหวาดกลัว" มักจะสร้างยอด Engagement (ไลก์ คอมเมนต์ แชร์) ได้สูงกว่าข่าวข้อเท็จจริงที่น่าเบื่อ เพจเหล่านี้ (รวมถึงกลุ่ม IO หรืออวตาร) จึงจงใจตัดต่อข้อมูล บิดเบือนคำวินิจฉัยศาล หรือมติ ครม. เพื่อเรียกยอดผู้ติดตามโดยไม่ได้คำนึงถึงความถูกต้อง
ขบวนการทุจริตและนายหน้าผิดกฎหมาย (Underground Brokers): ยิ่งกฎหมายสัญชาติหรือการขึ้นทะเบียนแรงงานมีความคลุมเครือ และสังคมมีความหวาดกลัว ขบวนการใต้ดินยิ่งทำงานง่าย หากกระแสสังคมกดดันจนรัฐไม่กล้าทำระบบให้โปร่งใส แรงงานข้ามชาติและกลุ่มคนไร้สัญชาติก็ต้องพึ่งพา "นายหน้า" หรือระบบส่วยในการทำเอกสารและเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐานต่อไป ซึ่งสร้างผลประโยชน์มหาศาลให้กับผู้มีอิทธิพลบางกลุ่ม
3. กลุ่มที่เสียประโยชน์หากปัญหานี้ได้รับการแก้ไขอย่างถูกต้อง
กลุ่มอิทธิพลที่ต้องการแรงงานราคาถูกและไร้สิทธิอำนาจ: หากบุตรหลานของแรงงานข้ามชาติหรือบุคคลไร้สัญชาติได้รับสิทธิที่ถูกต้องตามกฎหมาย พวกเขาจะได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายแรงงาน มีอำนาจต่อรอง และเข้าถึงการศึกษาที่สูงขึ้น ซึ่งจะทำให้ไม่สามารถกดขี่ค่าแรงหรือบังคับใช้แรงงานในลักษณะที่ไม่เป็นธรรมได้อีกต่อไป การทำให้กลุ่มคนเหล่านี้ "น่ากลัวและผิดกฎหมาย" ในสายตาสังคมอยู่ตลอดเวลา จึงเป็นการแช่แข็งให้พวกเขาต้องยอมจำนนอยู่ในเศรษฐกิจนอกระบบ
ข้อสังเกตสำคัญจากโคแฟค (Cofact) และกรมการปกครอง: การเสนอแก้ไข พ.ร.บ.สัญชาติ (เช่น มาตรา 7 ทวิ วรรคสอง) หรือมติ ครม. ที่ผ่านมา มีวัตถุประสงค์เพื่อแก้ปัญหา "คนไร้รัฐไร้สัญชาติและกลุ่มชาติพันธุ์ที่ตกสำรวจและอาศัยในไทยมานานหลายสิบปี" เพื่อให้เกิดความชัดเจนในสถานะทางกฎหมายและการเลือกตั้งท้องถิ่น "ไม่ได้ครอบคลุมถึงบุตรหลานของแรงงานต่างด้าวกลุ่มประชากรแฝง หรือผู้ถือพาสปอร์ตเข้ามาทำงานชั่วคราว" แต่อย่างใด
การปั่นกระแสความเกลียดกลัวนี้ จึงเป็นผลประโยชน์ร่วมกันของ "ความต้องการคะแนนนิยมทางการเมือง + ยอดวิวดิจิทัล + การรักษาโครงสร้างผลประโยชน์นอกระบบ" โดยใช้ความไม่รู้และความห่วงแหนในสิทธิของพลเมืองไทยเป็นเครื่องมือบิดเบือนความจริง