วันอังคาร, มิถุนายน 23, 2569

กระแส #Saveทับลาน รอบนี้เป็นจุดตัดสำคัญระหว่าง "การปกป้องผืนป่ามรดกโลกไม่ให้ถูกเฉือน" กับ "การคืนสิทธิทำกินให้ชาวบ้านที่ถูกรัฐขีดเส้นทับที่ในอดีต" เพื่อช่วยเหลือชาวบ้านตัวจริง โดยไม่เปิดช่องโหว่ให้กลุ่มนายทุนเข้ามาฮุบที่ดินป่าไม้ของชาติไปได้ นี่คือความท้าทายของรัฐบาลในตอนนี้





https://x.com/thestandardth/status/2069017038798963098

.....

https://www.facebook.com/poonsakpeg/posts/942817538773993

Poonsak Chanchampee
17 hours ago
·
[ทับลานป่ามรดกโลก กับ คนที่ถูกรัฐทอดทิ้ง]

ใครที่รู้สึกเจ็บปวดทุกครั้งที่เห็นข่าวป่าถูกบุกรุก สัตว์ป่าสูญเสียถิ่นอาศัย หรือผืนป่ามรดกโลกถูกคุกคาม แน่นอนว่าความรู้สึกนี้เป็นความรู้สึกเดียวกันกับผม และความรู้สึกนี้เป็นสิ่งที่สังคมต้องการในโลกยุคปัจจุบันที่ธรรมชาติเหลือน้อยลงทุกที

อย่างไรก็ตาม มีอีกหนึ่งเรื่องที่ผมอยากให้ลองพิจารณาด้วยเช่นกัน

ในพื้นที่ทับลานนั้น มีครอบครัวจำนวนมากที่ถูกรัฐจัดสรรที่ดินให้ตั้งแต่ก่อนอุทยานฯ จะถูกประกาศ บ้างได้รับที่ดินตามมติ ครม. บ้างเป็นผู้ที่รัฐอพยพมาตั้งถิ่นฐานในพื้นที่นั้นเอง แต่เมื่อมีการประกาศเขตอุทยานฯ ในปี 2524 โดยไม่มีการสำรวจพื้นที่จริงล่วงหน้า เส้นแบ่งเขตจึงพาดทับบนที่ดินที่คนเหล่านั้นอาศัยอยู่มาก่อนแล้ว และพวกเขาก็แบกรับความไม่แน่นอนนี้มาตลอดเกือบ50 ปี

มติคณะกรรมการอุทยานแห่งชาติ เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2569 ที่เห็นชอบตามข้อเสนอของ คทช. คือการพยายามแก้ปัญหานี้อย่างเป็นระบบ โดยแบ่งเป็น 5 กลุ่ม ดังนี้

กลุ่ม 1 พื้นที่กว่า 5 หมื่นไร่ ที่อุทยานฯ ทับลานไปประกาศทับที่ สปก. ซึ่ง สปก.ได้ประกาศเขตที่ดินไว้ตั้งแต่วันที่ 2 ต.ค. 2521 ในขณะที่อุทยานฯ ทับลานประกาศเมื่อวันที่ 23 ธ.ค. 2524 แนวทางคือเพิกถอนเขตอุทยานฯ คืนให้ สปก.ดำเนินการ เนื่องจากในกรณีนี้ ประชาชนกลุ่มนี้ได้ถูกริดรอนสิทธิมากว่า 45 ปี

กลุ่ม 2 โครงการหมู่บ้านตัวอย่างบ้านไทยสามัคคี กว่า 8 พันไร่ รัฐมีมติ ครม. เมื่อ 25 พ.ค. 2520 จัดสรรที่ดินให้ราษฎรที่อพยพมาจากพื้นที่สงครามคอมมิวนิสต์ แต่อุทยานฯ ที่ประกาศในปี 2524 กลับทับซ้อนที่ดินของพวกเขา จึงมีแนวทางแก้ไขเดียวกับกลุ่ม 1

กลุ่ม 3 พื้นที่พัฒนาเพื่อความมั่นคงและโครงการจัดสรรที่ดินทำกินให้ราษฎรผู้ยากไร้ในพื้นที่ป่าสงวนเสื่อมโทรมที่ไม่มีสภาพป่าแล้ว จำนวนประมาณ 8 หมื่นไร่ ตามมติ ครม. ปี 2535 แนวทางคือเพิกถอนเขตอุทยานฯ มอบให้ สปก. ดำเนินการ

กลุ่ม 4 ราษฎรที่อยู่นอกเขต สปก. และโครงการเพื่อความมั่นคง ประมาณ 1 แสนไร่ ให้พิสูจน์สิทธิ์ คืนสิทธิ์ให้ผู้ที่อยู่ก่อนประกาศอุทยานฯ ส่วนที่อยู่หลังประกาศให้ใช้ทำกินโดยไม่มอบกรรมสิทธิ์ ตามมาตรา 64 ของ พ.ร.บ. อุทยานฯ 2562

กลุ่ม 5 ที่ราชพัสดุเพื่อใช้ในราชการทหาร ที่ได้ประกาศไว้ก่อนประกาศของอุทยานฯ ก็คืนสิทธิ์ตามแนวทางกลุ่ม 1 และ 2

โดยภาพรวม ผมเห็นว่าแนวทางนี้เป็นสิ่งที่รับได้ และสอดคล้องกับข้อเสนอของคณะกรรมาธิการการที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม ชุดที่ 26 ที่เสนอต่อ สคทช. ให้แบ่งการแก้ไขเป็นกลุ่มและเร่งรัดคืนสิทธิ์ให้ประชาชนที่ถูกกระทบ

ขอขอบคุณภาคประชาชนและ สคทช. ที่ผลักดันเรื่องนี้อย่างต่อเนื่อง เพราะหลายครอบครัวในพื้นที่รอความเป็นธรรมนี้มานานเกือบ 5 ทศวรรษ

สิ่งที่ควรได้รับความสนใจจากสังคมในวันนี้ อาจจะไม่ใช่การปลุกความขัดแย้งระหว่าง "คนกับป่า" ขึ้นมาอีกครั้ง แต่คือรัฐจะต้องดำเนินการพิสูจน์สิทธิ์และกระจายที่ดินอย่างโปร่งใส เป็นธรรม และตรงตามกรอบเวลาได้จริงหรือไม่
ทั้งนี้ การคืนความเป็นธรรมให้ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการประกาศเขตอุทยานฯ ทับซ้อนในอดีต ไม่ได้หมายความว่าสังคมควรละเลยความกังวลของฝ่ายอนุรักษ์ เพราะความกังวลเรื่องการสวมสิทธิ์ของนายทุน การขยายตัวของรีสอร์ตในพื้นที่ป่า และผลกระทบต่อระบบนิเวศและสัตว์ป่า เป็นประเด็นที่มีอยู่จริงเช่นกัน

สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่การเลือกข้างระหว่าง "คน" หรือ "ป่า" แต่คือการทำให้กระบวนการพิสูจน์สิทธิ์มีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และสามารถแยกผู้ได้รับผลกระทบจากความผิดพลาดของรัฐออกจากผู้ที่เข้ามาแสวงหาประโยชน์จากผืนป่าในภายหลังได้อย่างชัดเจน

หากมีการคืนสิทธิ์ให้ผู้ที่ควรได้รับ ก็ต้องดำเนินการอย่างเป็นธรรม แต่หากพบการบุกรุก การสวมสิทธิ์ หรือการถือครองแทนโดยนายทุน ก็ต้องบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังเช่นกัน เพราะความเป็นธรรมที่แท้จริง ต้องเกิดขึ้นทั้งกับชุมชนที่อยู่มาก่อน และกับผืนป่าที่เป็นสมบัติของคนไทยทุกคน

การอนุรักษ์จะยั่งยืนได้ ไม่ได้เกิดจากการปฏิเสธการมีอยู่ของชุมชน แต่เกิดจากการทำให้ คนอยู่ได้ ป่าอยู่ได้ และความเป็นธรรมที่ควรมอบให้กับทุกฝ่ายครับ
.....

เพิ่มเติม

เจาะลึกเข้าไปใน "จุดตัดสำคัญ" ทั้ง 2 ด้าน ซึ่งแสดงให้เห็นว่าทำไมเรื่องนี้ถึงไม่ใช่แค่การเลือกระหว่าง "ป่า" กับ "คน" แต่เป็นมหากาพย์ปัญหาที่ดินที่เรื้อรังมานานหลายทศวรรษ

1. ลึกเข้าไปในฝั่ง "การปกป้องผืนป่ามรดกโลก" (อนุรักษ์นิยมเชิงระบบ)

สำหรับภาคประชาชนและนักอนุรักษ์ สิ่งที่พวกเขากลัวไม่ใช่แค่เรื่องจำนวนตัวเลข 1.5 แสนไร่ แต่คือ "ผลกระทบลูกโซ่" (Domino Effect) ที่จะตามมา:

บรรทัดฐานที่อันตราย (Dangerous Precedent): หากรัฐบาลยอมตัดเฉือนป่าอนุรักษ์ขนาดใหญ่ระดับนี้ได้สำเร็จ ผืนป่าหรืออุทยานแห่งชาติอื่นๆ ทั่วประเทศที่มีปัญหาทับซ้อนในลักษณะเดียวกัน (ซึ่งมีอีกหลายแห่ง) ก็อาจใช้โมเดลนี้ในการเรียกร้องให้เพิกถอนป่าเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนผืนป่าไทยค่อยๆ แหว่งเว้าไป

นิเวศวิทยาที่ขาดสะบั้น: ป่าทับลานคือจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญของ "ผืนป่าตะวันออก" (Dong Phayayen-Khao Yai Forest Complex) การเฉือนพื้นที่ที่เป็นตะเข็บชายป่าออกไป ย่อมกระทบต่อความสมบูรณ์ของระบบนิเวศโดยรวม สัตว์ป่าจะสูญเสียพื้นที่กันชน (Buffer Zone) และทำให้วิกฤต "ช้างป่าล้นป่าออกมาทำร้ายชาวบ้าน" ทวีความรุนแรงขึ้น

2. ลึกเข้าไปในฝั่ง "การคืนสิทธิทำกินให้ชาวบ้าน" (ความยุติธรรมทางสังคม)

ในมุมของชาวบ้านในพื้นที่และนักสิทธิมนุษยชน ปัญหานี้คือ "ความผิดพลาดของรัฐที่ชาวบ้านต้องรับกรรม" มาร่วม 40 ปี:

รัฐขีดเส้นในห้องแอร์: ในอดีต (ช่วงปี 2524) การประกาศเขตอุทยานฯ มักใช้วิธีลากเส้นบนแผนที่มาตราส่วนใหญ่ๆ โดยไม่ได้ลงพื้นที่มาสำรวจจริงว่ามีชุมชนอยู่หรือไม่ ทำให้ไปครอบทับหมู่บ้านที่ตั้งอยู่มานาน มีโรงเรียน มีวัด มีโครงสร้างพื้นฐานของรัฐอยู่แล้ว กลายเป็นว่าตื่นเช้ามา "ชาวบ้านกลายเป็นผู้บุกรุกป่าโดยไม่รู้ตัว"

ติดกับดักความยากจนและคดีความ: เมื่อที่ดินกลายเป็นเขตอุทยานฯ ชาวบ้านจึงไม่มีเอกสารสิทธิ์ ไม่สามารถนำที่ดินไปเข้าแหล่งทุนเพื่อพัฒนาอาชีพได้ ซ้ำร้ายหากจะซ่อมแซมบ้านหรือแผ้วถางที่ทำกินเดิม ก็เสี่ยงถูกเจ้าหน้าที่จับกุมในข้อหาบุกรุกป่าไม้ การทวงคืนสิทธิ์ครั้งนี้จึงเป็นเรื่องของปากท้องและการหลุดพ้นจากคดีความของคนจนเมืองป่า

3. ทางออกที่ท้าทาย: สแกน "คนจนตัวจริง" กับ "นายทุนสวมสิทธิ์"

ความยากที่สุดในภาพรวมของสถานการณ์นี้คือ "พื้นที่ 1.5 แสนไร่นี้ ไม่ได้มีแค่ชาวบ้านยากไร้" แต่มีกลุ่มทุน รีสอร์ต และบ้านพักตากอากาศหรูหราปะปนอยู่ด้วยจำนวนมาก

กลุ่มเป้าหมายในพื้นที่
ชาวบ้านดั้งเดิม / ผู้ยากไร้
อยู่มาก่อนปี 2524 หรือได้รับจัดสรรจากรัฐ (ส.ป.ก./พมพ.) --> รัฐต้องเร่งพิสูจน์สิทธิ์เพื่อคืนความชอบธรรม

นายทุน / กลุ่มซื้อเปลี่ยนมือ
มาซื้อที่ดินต่อจากชาวบ้านเพื่อทำธุรกิจรีสอร์ต/บ้านพัก --> ต้องถูกดำเนินคดี ขับไล่ และห้ามเพิกถอนที่ดินให้เด็ดขาด