ได้อ่านโพสต์ภาพกร๊าฟฟิคข้อความเหน็บแนมชิ้นหนึ่งแล้วใช่เลย
ที่ว่า “ขอบคุณ คสช. ที่กันนักการเมืองออกไปถึง ๓ ปี ทำให้เห็นชัดเจนว่าลำพังระบบราชการล้วนๆ
นี่แหละโกงกันมโหฬาร ทำสถิติสูงสุด”
มันพ้องพอดิบพอดีกับโพสต์ของ ‘KonthaiUk’ ที่เผยให้เห็นของจริง
“ยิ่งแฉยิ่งฉาว ยิ่งสาวยิ่งเจอ!
ปมทุจริตเงินคนจนลามแล้ว ๒๔ จังหวัด”
จากกรณีนางสาวปณิดา ยศปัญญา หรือ ‘น้องแบม’ นิสิตคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์สาขาพัฒนาชุมชน
มหาวิทยาลัยมหาสารคาม เปิดโปงการทุจริตเงินสงเคราะห์ผู้มีรายได้น้อยและผู้ติดเชื้อเอชไอวีของศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง
จังหวัดขอนแก่น จนกลายเป็นวีรสตรีที่ทางการพากันยกย่องสรรเสริญ
โดยเฉพาะกระทรวงพัฒนาสังคมฯ และสำนักงานป้องปราบทุจริตฯ
ออกตรวจสอบขนานใหญ่ ในจังหวัดที่ได้งบประมาณเกิน ๑ ล้าน พบว่าการเบิกจ่ายเงินสงเคราะห์ของศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง
มีความผิดปกติถึง ๒๔ แห่ง ด้วยวิธีการ “ใช้ชื่อเมียกำนัน-ผู้ใหญ่บ้านเบิกงบ”
ชวนให้นึกย้อนไปถึงคดียักษ์ที่ใช้เป็นเครื่องมือบีบคั้นอดีตนายกฯ
หญิง ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ต้องหลีกลี้หนีออกไปต่างประเทศทั้งที่ไม่น่าจะเป็นความผิด
หากข้อกล่าวหาว่าทำให้ประเทศเสียหายเป็นแสนๆ ล้าน
จากโพสต์ของ Thuethan Prasobchoke ซึ่งอ้างถึงข่าวที่ปลัดกระทรวงการคลังแถลงตัวเลขการปิดบัญชีโครงการจำนำข้าว
ปรากฏว่าแท้จริงแล้วขาดทุนไม่ถึง ๑ แสนล้าน “และถ้าดูผลประกอบการรวมของรัฐบาล
อาจจะบอกได้ว่า ไม่ขาดทุนด้วยซ้ำ”
เขาอธิบายรายละเอียดว่า เมื่อเริ่มโครงการจำนำข้าวในปี
๒๕๕๕ ชาวบ้านมีเงินในมือสำหรับจับจ่าย จึงทำให้เศรษฐกิจอูฟู
ปีนั้นจัดเก็บภาษีได้แสนล้าน ต่อมาปี ๕๖ ยอดจัดเก็บภาษีเพิ่มขึ้นเป็น ๑ แสน ๔
หมื่น ๗ พันล้าน
ครั้นถึงปี ๕๗
หลังจากที่มีการเป่านกหวีด-ปิดบางกอก เพื่อบีบคั้นรัฐบาลยิ่งลักษณ์
กรุยทางให้ทหารเข้ายึดอำนาจ ปริมาณการจัดเก็บภาษีลดลงไปกว่าเดิมถึง ๓ หมื่น ๔
พันล้านบาท พอปี ๕๘ ดีหน่อย แต่ก็ยังน้อยกว่าปีก่อนหน้าอยู่อีก ๕๓๗ ล้าน
เขาชี้ว่ารายได้เข้ารัฐรวมเมื่อตอนที่มีโครงการจำนำข้าวเพิ่มจากเมื่อก่อนถึง
๓ แสนล้านบาท แต่ตัวเลขขาดทุนโครงการจำนำข้าวไม่ถึง ๑ แสนล้านบาท “จะถือว่าขาดทุนหรือไม่ก็ลองพิจารณาดู
นี่ยังไม่เอาความเป็นอยู่และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของชาวนา
และการค้าขายที่คึกคักมาคิดด้วย เมื่อเอามาเทียบกับรัฐบาลทหาร”
กลับไปที่เรื่องฮิตของวงราชการยุค คสช. ขณะที่ทหารครองบ้านครองเมือง
ข้าราชการก็กินบ้านกินเมืองกันมั่งคั่งมั่นคง
จากกระทรวงพัฒนาสังคมลามไปถึงกระทรวงศึกษา
“ตรวจพบทุจริตโครงการเสมาพัฒนาชีวิต
เงินทุนการศึกษาเด็กนักเรียนหญิงเหยื่อตกเขียวช่วงสิบปีที่ผ่านมารวมกว่า ๘๘ ล้านบาท
ถูกยักยอกไปกว่า ๑๑ ล้านบาท” ด้วยกรรมวิธีแยบยล ระหว่างปี ๒๕๕๑ ถึง ๒๕๖๑
“โดยมีการโอนเงินทุนการศึกษาของนักเรียนในโครงการเข้าบัญชีของบุคคลอื่นที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง”
ได้แก่บัญชีของญาติพี่น้องและคนรู้จักก่อน จากนั้นค่อยโอนต่อไปยังหน่วยงานรับทุน
แต่ปรากฏว่าเงินโอนเข้าหน่วยงานหดไปเหลือแค่ ๗๗ ล้านบาท
นัยว่ากองทุนดังกล่าว
(แก้ปัญหาเด็กผู้หญิงถูก ‘ตกเขียว’
ล่อลวงไปค้าประเวณี) นี้ตั้งมาตั้งแต่ปี ๒๖๔๒ สมัยรัฐบาลนายชวน หลีกภัย นายอาทร จันทวิมล รองปลัด
ศธ. ขณะนั้น เป็นผู้ประสานงานขอเงินจากกองสลากกินแบ่งรัฐบาลมาช่วย
แต่แล้วกองทุนเงียบไป “มีใครทำอะไรเลยทำให้ไม่มีใครสนใจ
นายอาทรยังสอบถามเลยว่ากองทุนนี้ยังอยู่หรือไม่” ความที่ไม่อยู่ในสายตามหาชน
การคอรัปชั่นจึงเกิดขึ้นโดยง่าย ท่ามกลางความใส่ใจของ คสช. ที่จ้องแต่จะ ‘มั่งคั่ง-ยั่งยืน’ เพื่อตนเอง
อุ้มกันเป็นทอดๆ ดังที่การ์ตูน ‘ไข่แมว’ แซวไว้