https://www.facebook.com/reel/2987221298134442
.....ความต่างระหว่าง 14 ตุลา กับ ควังจู
เพิมเติมจาก Gemini
เหตุการณ์ 14 ตุลา (2516) ของไทย และ ขบวนการประชาธิปไตยควังจู (2523) ของเกาหลีใต้ ถือเป็นหมุดหมายสำคัญในประวัติศาสตร์การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยในเอเชีย ทั้งสองเหตุการณ์เป็นการลุกฮือของประชาชนเพื่อขับไล่รัฐบาลเผด็จการทหารเหมือนกัน แต่มี บริบท ปัจจัย และผลลัพธ์ ที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ดังนี้
1. ชนวนเหตุและเป้าหมายการเรียกร้อง
14 ตุลา (ไทย): เกิดจากการสะสมความไม่พอใจต่อเผด็จการทหารของ จอมพลถนอม กิตติขวาง ที่ยาวนาน ชนวนเหตุโดยตรงมาจากการจับกุมกลุ่มเรียกร้องรัฐธรรมนูญ 13 คน เป้าหมายหลักคือ การเรียกร้องรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตย และขับไล่ทรราชย์
ควังจู (เกาหลีใต้): เกิดขึ้นหลังจากประธานาธิบดีพัคจองฮีถูกลอบสังหาร และ นายพลชอนดูฮวาน ทำรัฐประหารยึดอำนาจซ้ำ พร้อมประกาศกฎอัยการศึกทั่วประเทศ ชนวนเหตุคือทหารใช้ความรุนแรงปราบปรามนักศึกษาในเมืองควังจูอย่างโหดเหี้ยม เป้าหมายจึงยกระดับเป็นการ ต่อต้านรัฐประหาร เรียกร้องให้ยกเลิกกฎอัยการศึก และปล่อยตัวผู้นำฝ่ายค้าน (คิมแดจุง)
2. กลุ่มผู้มีส่วนร่วมและขอบเขตพื้นที่
14 ตุลา (ไทย): ขบวนการเริ่มต้นและนำโดย นิสิตนักศึกษา (ศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย หรือ ศนท.) เป็นหลัก ก่อนที่ประชาชนเรือนแสนในกรุงเทพฯ จะเข้าร่วม พื้นที่ปะทะหลักจำกัดอยู่บริเวณถนนราชดำเนินและพื้นที่ใกล้เคียงในเมืองหลวง
ควังจู (เกาหลีใต้): แม้จะเริ่มจากนักศึกษา แต่เมื่อทหารเริ่มฆ่าประชาชนอย่างไม่เลือกหน้า ชาวเมืองควังจูทุกเพศทุกวัยและทุกอาชีพ (คนขับแท็กซี่ แม่ค้า คนงาน) ได้พร้อมใจกันจับอาวุธขึ้นสู้ กลายเป็นการลุกฮือระดับเมือง มีการตั้ง "กองกำลังพลเรือน" เพื่อปกป้องบ้านเกิด และตัดขาดจากส่วนกลางชั่วคราว
3. ระดับความรุนแรงและการตอบโต้จากภาคประชาชน
14 ตุลา (ไทย): ทหารใช้กระสุนจริงและแก๊สน้ำตาปราบปราม ผู้ชุมนุมมีการตอบโต้ด้วยการเผาอาคารสัญลักษณ์ของรัฐบาล (เช่น สำนักงานสลากกินแบ่ง, กรมประชาสัมพันธ์) แต่ผู้ชุมนุม ไม่ได้มีกองกำลังติดอาวุธ ที่จัดตั้งขึ้นมาสู้กับทหารโดยตรง
ควังจู (เกาหลีใต้): ทหารพลร่ม (Special Forces) ถูกส่งมาปราบปรามด้วยความโหดเหี้ยมผิดมนุษย์ (ใช้ดาบปลายปืน แทง และยิงกราด) ทำให้ประชาชนทนไม่ไหว พากันไปบุกคลังอาวุธของตำรวจและทหาร นำปืนและระเบิดมาสู้รบกับกองทัพ จนสามารถขับไล่ทหารออกไปนอกเมืองได้ระยะหนึ่ง ก่อนที่กองทัพจะส่งกำลังขนาดใหญ่พร้อมรถถังกลับเข้ามาบดขยี้ในภายหลัง
4. ผลลัพธ์ในระยะสั้น
14 ตุลา (ไทย): จบลงด้วย ความสำเร็จในระยะสั้น เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ทรงแทรกแซง จอมพลถนอมและพวกต้องลี้ภัยออกนอกประเทศ นำไปสู่ยุค "ฟ้าสีทองผ่องอำไพ" (ประชาธิปไตยเบ่งบานอยู่ 3 ปี ก่อนจะจบลงด้วยโศกนาฏกรรม 6 ตุลา 2519)
ควังจู (เกาหลีใต้): จบลงด้วย ความพ่ายแพ้อย่างราบคาบและโศกนาฏกรรม ในระยะสั้น รัฐบาลทหารของชอนดูฮวานสามารถควบคุมสถานการณ์ได้ มีผู้เสียชีวิตและสูญหายหลักร้อยถึงหลักพันคน (ตัวเลขทางการกับภาคประชาชนยังต่างกันมาก) เผด็จการทหารครองอำนาจต่อไปอีกเกือบสิบปี
5. ผลกระทบในระยะยาวและกระบวนการยุติธรรม
การเอาผิดผู้กระทำผิด
14 ตุลา
ผู้นำทหาร (ถนอม-ประภาส-ณรงค์) ยอมลี้ภัย แต่ต่อมาเดินทางกลับประเทศได้ และ ไม่มีใครถูกลงโทษ ทางกฎหมายจากเหตุการณ์นั้น
ควังจู
นายพลชอนดูฮวาน และผู้เกี่ยวข้อง ถูกฟ้องร้องและขึ้นศาล ในข้อหากบฏและสังหารหมู่ ได้รับโทษประหารชีวิต/จำคุกตลอดชีวิต (แม้จะได้รับอภัยโทษในภายหลัง)
การบันทึกประวัติศาสตร์
14 ตุลา
ยังคงมีความพยายามบิดเบือนหรือละเลยในแบบเรียน รัฐไม่ได้ให้การยกย่องอย่างเป็นทางการเต็มรูปแบบเมื่อเทียบกับสากล
ควังจู
เหตุการณ์ได้รับความยุติธรรม มีการจัดตั้งวันรำลึกแห่งชาติ สุสานผู้เสียชีวิตกลายเป็นอนุสรณ์สถานแห่งชาติ และเอกสารเกี่ยวกับควังจูได้รับการขึ้นทะเบียนเป็น มรดกความทรงจำแห่งโลกของ UNESCO
ผลต่อประชาธิปไตยปัจจุบัน
14 ตุลา
วงจรการเมืองไทยยังคงติดอยู่ในลูปของ การเลือกตั้ง สลับกับการรัฐประหาร (กองทัพยังมีบทบาทสูงการเมือง)
ควังจู
กลายเป็นเชื้อไฟสำคัญที่นำไปสู่การประท้วงใหญ่ในปี 1987 ซึ่ง ยุติระบอบเผด็จการทหารของเกาหลีใต้อย่างถาวร ส่งผลให้เกาหลีใต้เป็นประชาธิปไตยที่เข้มแข็งจนถึงปัจจุบัน
สรุปสั้นๆ: >
14 ตุลา คือการตื่นรู้ของนักศึกษาไทยที่ชนะในยกแรกแต่แพ้ในเกมยาว เพราะไม่สามารถถอนรากถอนโคนระบอบทหารได้
ส่วน ควังจู คือความพ่ายแพ้และบาดแผลที่เจ็บปวดที่สุดของเกาหลีใต้ แต่ความแค้นและความสูญเสียในวันนั้น กลายเป็นรากฐานที่ทำให้คนเกาหลีใต้ไม่ยอมก้มหัวให้เผด็จการอีกเลยจนสร้างชาติสำเร็จ
Starbucks Korea saw a ‘very significant’ sales drop after 'Tank Day' marketing campaign, coinciding with the anniversary of the 1980 Gwangju Uprising, triggered a public outcry https://t.co/T6ivhRiM6G pic.twitter.com/DmPbKofF6V
— Reuters (@Reuters) May 26, 2026