วันศุกร์, พฤษภาคม 29, 2569

สัญญาณน่าจับตา หรือประเทศไทยอาจจะกำลังกลายจะเป็นประเทศที่ขาดดุลบัญชีเดินสะพัด ? ถ้ามองข้ามช็อตต่อ หรือเรากำลังเข้าสู่ยุค “Dual Deficit” ?? (Dual Deficit? คืออะไร ทำไมต้องกลัว Dual Deficit ?)

https://www.facebook.com/lpipat/posts/10164364730350700

Pipat Luengnaruemitchai 
9 hours ago
·
สัญญาณน่าจับตา หรือประเทศไทยอาจจะกำลังกลายจะเป็นประเทศที่ขาดดุลบัญชีเดินสะพัด?
ถ้าสังเกตกันดี ๆ ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ไม่ว่าเศรษฐกิจบ้านเราจะลุ่ม ๆ ดอน ๆ แค่ไหน แต่ "เงินบาท" ของเรามักจะแข็งค่า อึด ถึก ทน กว่าเพื่อนบ้านเสมอ?

ส่วนหนึ่งก็เพราะเราได้รับการซัพพอร์ตอย่างดีจาก "Current Account Surplus" หรือการเกินดุลบัญชีเดินสะพัด ที่ทำหน้าที่เหมือนเกราะทองคำคอยปกป้องประเทศอยู่ครับ พูดง่าย ๆ คือ มีเงินไหลเข้าบ้านเราจากการส่งออกสินค้าและบริการมากกว่าไหลออก
 
เวลาโลกมีปัญหาเงินไหลกลับ คนอื่นเขาแย่ แต่เงินบาทเรายังหล่อ ๆ แข็งปั๋งเพราะมีลมใต้ปีกคอยหนุนอยู่ตลอด
(ส่วนหนึ่งอาจจะเพราะเรามีเงินออมในประเทศเยอะกว่าการลงทุนอยู่เกือบตลอด ทำให้เราไม่ต้องพึ่งพาเงินออมจากต่างประเทศ)

แต่หลังโควิดมา เราก็ไม่ได้เกินดุลบัญชีเดินสะพัดแบบเดิมแล้ว

และใครได้เห็นตัวเลขเศรษฐกิจล่าสุด บอกเลยว่าต้องมีเสียวสันหลังกันบ้าง... เพราะเกราะทองคำที่เคยค้ำจุนเงินบาทมาหลายปี กำลังบางลงเรื่อย ๆ และไทยเราอาจจะกำลังก้าวเข้าสู่ยุค "ขาดดุลบัญชีเดินสะพัด" ก็ได้
เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัวเลยครับ ลองมาดู 4 สัญญาณเตือนภัย (3 ปัจจัยเชิงโครงสร้างระยะยาว + 1 ปัจจัยลบระยะสั้น) ที่กำลังจะเปลี่ยนภาพจำของประเทศเราหลังจากนี้กัน:

1. ของที่เราเคยขายได้... วันนี้เริ่มสู้เขาไม่ได้แล้ว

อดีตเราเคยภูมิใจกับฉายา "ดีทรอยต์แห่งเอเชีย" เป็นอู่ข้าวอู่น้ำส่งออกรถยนต์ ปิโตรเคมี และสินค้าอุตสาหกรรม
แต่ตอนนี้เราเริ่มเห็นสัญญาณอันตราย ตัวเลขดุลการค้าเดือนล่าสุดของไทย แม้ตัวเลขส่งออกจะโต double digit แต่เราขาดดุลทะลุกว่าหมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ! สูงที่สุดเป็นประวัติการณ์

ที่น่ากลัวกว่านั้นคือ “ต่อให้หักค่าน้ำมันและพลังงานออกไป” ดุลการค้าส่วนที่เหลือก็ขาดดุล สะท้อนว่าสินค้าที่ไทยผลิตเริ่มแข่งด้านเทคโนโลยีและราคาของคู่แข่ง (โดยเฉพาะจีน) ไม่ได้แล้ว

2. มหันตภัยเงียบ... ดุลบริการที่เปลี่ยนไป

หลายคนคิดว่า "ไม่เป็นไรหรอก ดุลการค้าติดลบช่างมัน เดี๋ยวเจอนักท่องเที่ยวต่างชาติถมเข้ามา ดุลบริการก็กลับมาบวกเอง"

แต่ความจริงฟ้องว่า แม้จำนวนนักท่องเที่ยวกลับมาเกือบเท่าก่อนโควิดแล้ว แต่ดุลบริการของเราก็แทบไม่เกินดุลเหมือนยุคก่อนโควิดแล้ว! เหตุผลเพราะ:

• มูลค่าการค้าทั้งส่งออกและนำเข้าของเราเพิ่มขึ้นเยอะ และเราเสียค่าขนส่งให้ต่างชาติเพิ่มมากขึ้นตาม
• "Digital Deficit" หรือการขาดดุลดิจิทัล ลองนึกภาพดูครับ ทุกวันนี้เราจ่ายค่า Netflix, Spotify, iCloud, AI, ยิงแอดโฆษณา Facebook/Google หรือกดสั่งของแพลตฟอร์มต่างชาติกันเดือนละเท่าไหร่? เงินพวกนี้คือเงินไทยที่ “ไหลออก” แบบเงียบ ๆ ทุกวินาที และมีแต่จะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ในอนาคต และทำให้เราขาดดุลบริการมากขึ้น

3. การลงทุนมาแรง... แต่นำเข้าก็เพิ่มขึ้นเยอะ?

ช่วงนี้เราเห็นสัญญาณการลงทุนเพิ่มขึ้นเยอะ และเห็นข่าวบิ๊กเทคระดับโลกแห่มาลงทุนตั้ง Data Center หรือ Cloud Service ในไทยระดับแสนล้าน ฟังดูมีความหวังใช่ไหมครับ

แต่ในมุมบัญชีเดินสะพัด อุตสาหกรรมไฮเทคเหล่านี้มีสัดส่วนการนำเข้าอุปกรณ์ (Import Content) สูงถึง 80-90%! ในช่วงแรกของการก่อสร้าง ไทยจึงต้องสั่งซื้อเซิร์ฟเวอร์ ชิปคอมพิวเตอร์ และระบบระบายความร้อนราคาแพงมหาศาลเข้ามา ยิ่งมีการลงทุนเยอะ ดุลการค้าเราก็ยิ่งติดลบเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด

แต่อาจจะปลอบใจได้ว่าการลงทุนเหล่านี้ financed โดยเงินลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) เลยไม่น่าจะน่ากลัวขนาดนั้น ถ้า FDI หยุด การขาดดุลตรงนี้ก็อาจจะหายไป

4. หมัดฮุคระยะสั้น: พลังงานโลกยังแพง

ซ้ำร้ายด้วยปัจจัยระยะสั้นอย่างราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในตลาดโลกที่ปรับตัวสูงขึ้น เนื่องจากไทยพึ่งพาการนำเข้าพลังงานเยอะมาก (และก๊าซในอ่าวไทยก็ลดลงเรื่อย ๆ) พอราคาโลกขยับ มูลค่าการนำเข้าเราก็โป่งพอง กลายเป็นตัวซ้ำเติมดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัดให้ดิ่งลงไปอีก

มองข้ามช็อต: ยอมรับความจริงใหม่ หรือเรากำลังเข้าสู่ยุค “Dual Deficit”?

อ่านมาถึงตรงนี้ หลายคนอาจจะแย้งว่า “อ้าว! ก็ไหนบอกว่าดุลบัญชีเดินสะพัดที่พัง ส่วนหนึ่งมาจากเครื่องจักร Data Center ที่บิ๊กเทคเขาเอาเงินเข้ามาลงทุน (FDI) ไง? เขาก็ไฟแนนซ์กันเองในตัวอยู่แล้ว ไม่เห็นน่ากลัวเลย”
มองแบบนั้นก็ถูกส่วนหนึ่งในเชิงบัญชีครับ... แต่นั่นไม่ได้ช่วยลดความกังวลในสายตาของนักลงทุนต่างชาติเลย เพราะเมื่อไหร่ก็ตามที่ตัวเลขพาดหัวข่าว (Headline Number) ประกาศออกมาว่า ประเทศไทยกลายเป็นประเทศที่ ขาดดุลบัญชีเดินสะพัด (Current Account Deficit) ไปพร้อม ๆ กับที่เรา ขาดดุลการคลัง (Fiscal Deficit) จากการทำงบประมาณขาดดุลเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจมาอย่างยาวนาน

เมื่อ 2 ตัวนี้มารวมกัน ไทยจะถูกทรานส์ฟอร์มในสายตานักลงทุนทันทีว่าเป็นประเทศที่เกิด "Dual Deficit" หรือภาวะขาดดุลแฝด

ทำไมต้องกลัว Dual Deficit?

ในโลกของการลงทุน ประเทศที่มี Dual Deficit คือประเทศที่ "ข้างในก็ถังแตก (รัฐบาลเงินไม่พอ) ข้างนอกก็หาเงินเข้าบ้านไม่ได้ (ต้องพึ่งพาเงินคนอื่น)" ซึ่งนี่คือสัญญาณอันตรายของกลุ่มประเทศเกิดใหม่ (Emerging Markets)
จากเดิมที่ Global Investors เคยภูมิใจและมองไทยเป็นหลุมหลบภัย (Safe Haven) ที่เงินบาทแข็งแกร่งเพราะมีเกราะเกินดุลค้ำอยู่ หลังจากนี้มุมมองอาจจะพลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือ:

1. เงินทุนเคลื่อนย้ายง่ายขึ้น (Capital Outflow): เม็ดเงินต่างชาติในตลาดหุ้นและตลาดบอนด์ไทยอาจจะไหลออกง่ายขึ้น เพราะความเสี่ยงประเทศสูงขึ้น

2. เงินบาทอ่อนค่าเชิงโครงสร้าง: จากที่เคยแข็งค่ามาหลายปี เงินบาทอาจจะกลายเป็นสกุลเงินที่อ่อนค่าง่ายและผันผวนสูงขึ้นกว่าเดิม

บทสรุป

ถ้าปรากฏการณ์นี้ไม่ใช่แค่เรื่องตัวเลขติดลบชั่วคราว มันอาจจะเป็น "จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ" (Structural Shift) ที่กำลังจะเปลี่ยนสถานะของประเทศไทยในสายตาชาวโลก

การทำนโยบายการเงิน และนโยบายการคลังอาจจะต้องให้ความสำคัญกับประเด็นเสถียรภาพมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม
จริงอยู่ว่าค่าเงินที่อาจจะอ่อนค่าอาจจะช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันด้านราคา

แต่ถ้าเครื่องยนต์เศรษฐกิจไทยยังหน้าตาเหมือนเดิม ไม่เร่งปรับปรุงความสามารถในการแข่งขัน และปรับสู่เทคโนโลยีที่สร้างมูลค่าเพิ่มได้จริง...เสถียรภาพของเศรษฐกิจอาจจะกลายมาเป็นประเด็นสำคัญของเศรษฐกิจไทยก็ได้
.....

Dual Deficit? คืออะไร ทำไมต้องกลัว Dual Deficit?

Gemini ช่วยอธิบาย

Dual Deficit (การขาดดุลคู่) คือภาวะทางเศรษฐกิจที่ประเทศหนึ่งเผชิญกับ "การขาดดุล 2 ประเภทพร้อมกัน" ซึ่งดุลทั้งสองนี้มีความเกี่ยวพันกันอย่างใกล้ชิด ได้แก่:

การขาดดุลการคลัง (Fiscal Deficit): รัฐบาลใช้จ่ายเงินมากกว่ารายได้ที่จัดเก็บได้จากภาษี (ติดตัวแดงในงบประมาณแผ่นดิน)

การขาดดุลบัญชีเดินสะพาน (Current Account Deficit): ประเทศนั้นมีการนำเข้าสินค้า บริการ และโอนเงินออกนอกประเทศ มากกว่าการส่งออกและการมีรายได้เข้าประเทศ (พูดง่ายๆ คือคนในชาติ "ซื้อ" ของนอกมากกว่า "ขาย" ของตัวเอง)

💡 ทำไมสองดุลนี้ถึงมาคู่กัน? (The Twin Deficit Identity)

ในทางเศรษฐศาสตร์มหภาค สองสิ่งนี้มักจะเชื่อมโยงกันผ่านสมการออมและการลงทุน เมื่อรัฐบาลขาดดุลการคลังอย่างหนัก (ใช้เงินเกินตัว) รัฐบาลจำเป็นต้องกู้ยเงิน

หากเงินออมภายในประเทศมีไม่พอ รัฐบาลก็ต้องกู้เงินจากต่างประเทศ หรือการที่รัฐกระตุ้นเศรษฐกิจมากเกินไป ก็จะทำให้ประชาชนมีเงินไปซื้อสินค้าตัดเข้ามาจากต่างประเทศ (Import) มากขึ้น

ผลลัพธ์สุดท้ายจึงมักจะลามไปทำให้ ขาดดุลบัญชีเดินสะพาน ตามไปด้วยนั่นเองครับ

⚠️ ทำไมต้อง "กลัว" Dual Deficit?

การเกิด Dual Deficit เปรียบเสมือนสัญญาณเตือนภัยว่าเศรษฐกิจของประเทศนั้นกำลัง "ใช้เงินเกินตัว" ทั้งในระดับรัฐบาลและระดับประเทศ ซึ่งความน่ากลัวของมันจะแสดงออกผ่านความเสี่ยงเหล่านี้ครับ:

1. ค่าเงินเสี่ยงอ่อนค่าอย่างรุนแรง (Currency Depreciation)

เมื่อขาดดุลบัญชีเดินสะพาน หมายความว่ามีความต้องการขายเงินตราท้องถิ่นเพื่อเปลี่ยนเป็นเงินตราต่างประเทศ (เช่น ดอลลาร์สหรัฐ) ไปจ่ายค่านำเข้าสินค้า ตลาดจะเริ่มขาดความเชื่อมั่นในค่าเงิน ยิ่งถ้าทุนสำรองระหว่างประเทศมีน้อย ค่าเงินของประเทศนั้นก็อาจจะดิ่งเหวได้ง่ายๆ

2. วิกฤตหนี้สินและดอกเบี้ยพุ่งสูง (Debt & Interest Rate Spike)

รัฐบาลที่ขาดดุลการคลังต่อเนื่องต้องออกพันธบัตรเพื่อกู้เงินเรื่อยๆ เมื่อความเสี่ยงของประเทศสูงขึ้น นักลงทุนต่างชาติจะเริ่มกลัวและเรียกร้อง ผลตอบแทน (Yield) หรือดอกเบี้ยที่สูงขึ้น เพื่อชดเชยความเสี่ยง ทำให้ต้นทุนในการกู้ยืมของทั้งรัฐบาลและภาคเอกชนในประเทศพุ่งสูงขึ้นตามไปด้วย

3. เสี่ยงต่อการเกิด "เงินเฟ้อ" (Inflation)

หากค่าเงินอ่อนค่าลงอย่างมาก สินค้านำเข้า (โดยเฉพาะพลังงาน เครื่องจักร และวัตถุดิบ) จะมีราคาแพงขึ้นทันที ซึ่งจะส่งผ่านกลายมาเป็นอัตราเงินเฟ้อในประเทศที่สูงขึ้น ซ้ำเติมค่าครองชีพของประชาชน

4. ตกเป็นเป้าสายตาของ "วิกฤตเศรษฐกิจ"

ในประวัติศาสตร์เศรษฐกิจโลก ประเทศที่เจอภาวะ Dual Deficit มักจะเป็นประเทศแรกๆ ที่ล้มเวลามีวิกฤตการเงินโลก (Global Financial Shock) เพราะพึ่งพาเงินทุนไหลเข้าจากต่างชาติ (Foreign Capital Inflow) มาจุนเจือการขาดดุลตลอดเวลา เมื่อไหร่ที่นักลงทุนต่างชาติ "ดึงเงินกลับ" (Capital Flight) เศรษฐกิจของประเทศนั้นก็อาจจะล่มสลายได้ทันที ตัวอย่างคลาสสิกเช่น วิกฤตการณ์ในกลุ่มประเทศเกิดใหม่หลายครั้ง หรือแม้กระทั่งสหรัฐอเมริกาเองในบางยุคก็เคยเผชิญแรงกดดันนี้ แต่สหรัฐฯ ได้เปรียบตรงที่พิมพ์เงินดอลลาร์ซึ่งเป็นสกุลเงินหลักของโลกได้

📌 สรุป

Dual Deficit ไม่ได้แปลว่าจะเกิดวิกฤตในวันพรุ่งนี้ทันที แต่มันคือ "จุดเปราะบางทางโครงสร้าง" ที่ทำให้ประเทศนั้นไม่มีเกราะกำบัง หากวันใดวันหนึ่งเศรษฐกิจโลกผันผวน ดอกเบี้ยโลกขยับขึ้น หรือนักลงทุนต่างชาติหมดความเชื่อมั่น ประเทศที่มี Dual Deficit ก็มักจะเป็นประเทศแรกๆ ที่เจ็บหนักที่สุดครับ