วันพุธ, พฤษภาคม 02, 2561

'พ่อเนื้อหอม' แถ ไม่สนพลังดูด แต่เพื่อไทยไม่แคร์เพราะมีอดีต รมว.แข็งแกร่งที่สุดในปฐพี

ฟังพ่อเนื้อหอมเขาแถเรื่องดูดดิ “ที่พูดว่าดูดเป็นมานานแล้วนั้น คงไม่ใช่ว่าจะยอมรับกติกาตัวนี้” แต่ก็พูดออกไปหลายวันแล้วเพิ่งจะมาแก้ตัว

อ้างยังได้สอบถามพวกนักการเมืองที่ประกาศสนับสนุนตนเสียด้วยว่า “ไปเสนอผลประโยชน์กันไว้หรือ” ก็ได้คำตอบอย่างใจนึก “ไม่ได้มีอะไร นั่งอยู่เฉยๆ ก็มีคนติดต่อมาขอพบหารือ”


ตุ๊ดตู่คงไม่ได้ยินตอนที่รองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทยพูดไว้ เรื่องเตรียมชาวบ้านสามหมื่นต้อนรับว่าที่นายกฯ คนต่อไปหาเสียงที่สุรินทร์นั่น น้อยไป

เพราะ “ประชาชนมีความต้องการ การดูแลจากหน่วยงานของรัฐ...ไม่มีอะไรเสีย มีแต่ได้กับได้” แม้จะไม่มีการสัญญาจะให้โควต้าตำแหน่งรัฐมนตรีโจ่งแจ้งก็เถอะ


ต้องฟังจากอดีต ส.ส.อีสานพรรคเพื่อไทยเล่าถึงเสียงสะท้อนในพื้นที่ขณะนี้ด้วยว่า “มีการส่งสายซึ่งมาจากหลายฝ่าย ทั้งฝ่ายปกครอง ข้าราชการ บุคคลในวงการเมือง และผู้มีความใกล้ชิดอดีต ส.ส.

มาเกลี้ยกล่อมและทาบทามให้ไปร่วมงานด้วย โดยไม่มีกำหนดเวลาว่าจะต้องตัดสินใจเมื่อใด แต่บางคนถูกกดดันหนัก มีการหยิบยกเรื่องธุรกิจ รวมถึงคดีความ (เช่น คดีนิรโทษเหมาเข่ง) มาเป็นเงื่นไขในการพูดคุย”


สำหรับประดาที่อ้าซ่ารับก็มีอยู่มากอักโข หากจะยึดเอาโมเดลเลือกตั้งปี ๕๔ มาเป็นเกณฑ์ชี้บ่ง ดังรายงานเรื่อง ตกเขียว ของประชาชาติธุรกิจคิดเผื่อไว้ ทั้งพรรคเก่า พรรคใหม่ ก๊วน และก๊ก ๘ กลุ่ม หวังว่าจะมี ส.ส. ราว ๘๐ กว่าๆ

(จาก ภูมิใจไทย อีสานใต้ของเนวิน ชิดชอบ และอนุทิน ชาญวีรกูล ๒๕ ที่นั่ง ชาติไทยพัฒนาแถบสุพรรณ อ่างทอง อยุธยา ของวราวุธ ศิลปอาชา ๑๙ ที่นั่ง กลุ่ม มัชฌิมา ของ สมศักดิ์ เทพสุทิน ๙ ที่นั่ง

จาก พลังชล ของสนธยา คุณปลื้ม และชาติพัมนา ของสุวัจจ์ ลิปตพัลลภ แห่งละ ๗ ที่นั่ง กับกลุ่ม บ้านริมน้ำ ของสุชาติ ตันเจริญ ราว ๓-๕ ที่นั่ง แถมตระกูล สะสมทรัพย์อีก ๕ ที่นั่ง รวมทั้งของตายจากพรรค กปปส. ของสุเทพ เทือกสุบรรณ อีก ๖ ที่นั่ง


เติมด้วยพรรคสมคิด (จุตุศรีพิทักษ์) พรรคไพบูลย์ (นิติตะวัน) พรรคประชาชาติที่จะจัดตั้งใหม่ อันมีกลุ่มวาดะห์ ของซูการ์โน มะทา ย้ายออกจากพรรคเพื่อไทยไปร่วม คาดจะได้ ส.ส.สักสี่ซ้าห้าคน

“สุรพล นาควานิช แกนนำจั้งตั้งพรรคประชาชาติ เปิดเผยกับสำนักข่าว INN ถึงความคืบหน้าในการรวบรวมสมาชิก เพื่อเตรียมจัดประชุมผู้ร่วมก่อตั้งพรรคว่า ขณะนี้ได้สมาชิกแล้วกว่า ๗๐๐ คน และในสัปดาห์หน้า จะเข้ายื่นขออนุญาติเพื่อขอจัดประชุม”


แล้วยังมีครอบครัวของ ปองพล อดิเรกสาร ที่ประกาศจะไปร่วมพรรคใหม่ เห็ดดอกใดดอกหนึ่งที่ตั้งขึ้นมาหนุนประยุทธ์ จันทร์โอชาเป็นนายกฯ อีกราย

เมื่อเอาไปร่วมกับพรรค สว. ๒๕๐ คน พอลุ้น ๓๗๕ คะแนนเสียงดันนายกฯ คนนอก ถ้าหากหาหลักประกันให้สองพรรคใหญ่กัดกันต่อไปเรื่อยๆ ได้

เข้ารอยเดียวกับสมัยที่ สุจินดา คราประยูร ดูด ส.ส. พรรคต่างๆ ไปเข้าเป็น สามัคคีธรรมแต่ชะตากรรมจะลงท้ายอย่างเดียวกันด้วยไหม ต้องลุ้น

อย่างน้อยพลังดูด บวกกับกระบวนการเล่นแร่แปรธาตุกฎหมายพรรคการเมือง กฎหมายเลือกตั้ง ก็ทำให้พรรคใหญ่ (ที่ไม่ชนะเลือกตั้งมากว่าทศวรรษ) สะเทือนไปเหมือนกัน เมื่อสมาชิกที่เคยมีตัวเลขเด่นชัด ๒ ล้านครึ่ง ลดลงไปเหลือ ๘ หมื่นกว่า

แม้นว่า รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ องอาจ คล้ามไพบูลย์ จะพยายามปลอบใจว่าไม่เป็นไร หลังจาก คสช.ปลดล็อคการเมืองแล้วสมัครกันอีกได้ทั้งใหม่และเก่า


ตอนนี้โดนกับดัก คสช. วางระเบียบทั้งค่าบำรุงสมาชิก ๑๐๐ บาทเอย ห้ามโฆษณาชวนคนลงทะเบียนเอย ไม่ใช่เพราะความนิยมลดลงไป หรือว่าเจอพิษงูเห่า กปปส. อะไรหรอก

ทางพรรคเพื่อไทยก็โดนเหมือนกัน สิ้นสุดวันสุดท้ายยืนยันสมาชิก มีรายชื่อลงทะเบียนแค่หมื่นกว่าๆ จากเดิมที่มีรายชื่อเป็นลายลักษณ์อักษรอยู่ ๑.๓ แสน

แต่ดูเหมือนเพื่อไทยเขาจะดีอกดีใจมากกว่าเสียใจ เพราะมีคนที่อยากได้มายืนยันสมาชิก ดังที่ ภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการเลขาธิการบอกกล่าวว่า

แกนนำพรรค อาทิ นายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล อดีตรองนายกฯ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อดีต รมว.คมนาคม ได้เข้ามายืนยันความเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทยเรียบร้อยแล้ว”

 
โดยเฉพาะชัชชาตินี่ มีเสียงเฮว่า ‘big deal’ เลยทีเดียว “อย่างที่ปุ๊ ธนาพล ว่าไว้ ชัชชาติคงไม่ใช่มาแค่ผู้ว่า กทม. แต่น่าจะถึงเก้าอี้นายกฯ โน่นเลย...

ทักกี้ยังแข็งแกร่งในปฐพี” Atukkit Sawangsuk คอมเม้นต์โพสต์ของ Thanapol Eawsakul ที่เม้นต์เช่นกันว่า “ส่วนสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ คือเป้าหลอกให้เป็นตำบลกระสุนตก”

จากการวิเคราะห์วิจารณ์ของอธึกกิตคาดเดาเอาว่า “สถานการณ์หลังเลือกตั้ง ถ้าเพื่อไทยได้ ๒๐๐-๒๒๐ อนาคตใหม่ได้ซัก ๒๐-๓๐ พรรคอื่นๆ ที่ไม่เอาทหารได้ซัก ๑๐ ไม่ได้บอกว่ารวมกันได้นะ แต่หมายถึงพรรคที่ไม่เอาทหารจะได้คะแนนเสียงรวมกันเกือบครึ่ง”

ตัดประชาธิปัตย์ออกไปจากสารบบ ฝ่ายประชาธิปไตยฟากไพร่นี่มีความหวังได้เป็นฝ่ายค้านที่แข็งเป็ก สามารถทำอะไรได้ไม่น้อย ดังที่ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ แห่งพรรคอนาคตใหม่ตั้งเป้าไว้
 
คือถ้าได้เกิน ๒๕ เสียงก็จะเสนอกฎหมายหรือเสนอแก้ไขอะไรต่ออะไรให้ประชาธิปไตยเต็มๆ ใบสักหน่อยได้ แต่นี่ถ้าเกือบ ๒๕๐ เสียง พอมีสิทธิ์ฝันหวานเสนอชื่อธนาธรแข่งกับชัชชาติในตำแหน่งนายกฯ ยังไหว

ไม่เชื่อไปถาม ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ ดูสิ 

ยุคเฮงซวยของผองไทย สิทธิความเป็นคน มันตกหล่นอยู่วันวาน - ทหาร-ตร. กักตัวชาวบ้านเครือข่าย P-move 2 จุด ไม่ให้เดินทางลงชุมนุมหน้าทำเนียบ โดยอุ้มคนขับรถ









+++อุ้มคนขับรถ ทหาร-ตร.กักตัวชาวบ้านเครือข่าย P-move 2 จุด ไม่ให้เดินทางลงชุมนุมหน้าทำเนียบ++

จากกรณีขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (P-move) ได้ประกาศจัดกิจกรรมการชุมนุม “ลดความเหลื่อมล้ำ คืนความเป็นธรรม ปกป้องชุมชน” ในวันที่ 2 พ.ค. 61 ที่หน้าทำเนียบรัฐบาล โดยจะมีกลุ่มชาวบ้านผู้ได้รับผลกระทบจากปัญหาที่ดินและป่าไม้ เดินทางเข้าไปยังกรุงเทพฯ เพื่อติดตามทวงถามปัญหาความเดือดร้อนของชุมชนที่ P-move เคยได้ร้องเรียนต่อรัฐบาลคสช. ไปก่อนหน้านี้ แต่ไม่มีความคืบหน้า

ล่าสุดวันนี้ (1 พ.ค. 61) ในช่วงเย็นกลุ่มเครือข่ายชาวบ้านจากจังหวัดลำพูน ที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายของรัฐ ได้เดินทางด้วยรถโดยสารประจำทางเพื่อลงไปเข้าร่วมกิจกรรมดังกล่าว แต่เวลาประมาณ 19.00 น. เมื่อรถโดยสารที่ชาวบ้านใช้ในการเดินทางลงไปยังกรุงเทพฯ เดินทางไปถึงด่านตรวจอำเภอแม่ทา จังหวัดลำพูน ได้ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารเรียกให้จอดเพื่อทำการตรวจค้น

จากนั้นเจ้าหน้าที่ได้มีการควบคุมตัวพนักงานขับรถไป โดยระบุเพียงว่าจะนำตัวพนักงานขับรถไปสอบสวน โดยไม่แจ้งรายละเอียดใดๆ เมื่อชาวบ้านพยายามสอบถามรายละเอียดจากเจ้าหน้าที่ก็ไม่ได้รับคำตอบใดๆ ทำให้มีชาวบ้านในรถโดยสารประจำทางคันดังกล่าวติดอยู่ที่ด่านตรวจ อ.แม่ทา จ.ลำพูนกว่า 40 คน

ช่วงเวลาเดียวกันนั้น กลุ่มชาวบ้านจังหวัดเชียงใหม่ สมาชิกเครือข่ายของกลุ่ม P-move ได้เดินทางด้วยรถโดยสารประจำทางเพื่อลงไปเข้าร่วมกิจกรรมเช่นเดียวกัน แต่เมื่อรถโดยสารที่ชาวบ้านใช้ในการเดินทางลงไปยังกรุงเทพฯ เดินทางไปถึงด่านตรวจสภ.แม่แฝก ใกล้กับมหาวิทยาลัยแม่โจ้ ก็ได้ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจเรียกให้จอดเพื่อทำการตรวจค้น จากนั้นเจ้าหน้าที่ได้มีการควบคุมตัวพนักงานขับรถไปเช่นเดียวกัน ทั้งเครือข่ายชาวบ้านกว่า 40 คน ได้ถูกกักตัวไว้อยู่ที่สภ.แม่แฝก จ.เชียงใหม่

จนถึงขณะนี้เวลา 22.00 น. เครือข่ายชาวบ้านทั้งสองจุด ยังถูกเจ้าหน้าที่กักตัวไว้ที่ด่านตรวจเป็นเวลากว่า 2 ชั่วโมงแล้ว

(ภาพจากเครือข่ายสหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ)

ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน


...


Piya Dechasiri สิทธิความเป็นคน
มันตกหล่นอยู่วันวาน
ตำรวจแลทหาร
จึงหลงลืมเลือนลางไป
แม่ทาแลแม่แฝก
จึงพาแยกมากักไว้
กลัวเสียงของคนไทย
จะดังไกลกระทบนาย
กักขังได้แต่ตัว
ไม่นึกกลัวในหัวใจ
ชาวบ้านที่ยากไร้
แต่ดวงใจกลับร่ำรวย
ยุคคนต่ำกว่าคน
ยิ่งคนจนไม่ได้อวย
คนมีสวยพี่สวย
ยุคเฮงซวยของผองไทย

ชมคลิป "เพนกวิน" แสดงความกล้าหาญ เข้าประชิดประยุทธ์ ในขณะที่ก้มลงกราบขอให้ท่านใส่ใจและแก้ไขปัญหาปากท้องของประชาชนทั่วไปบ้าง ทำให้ทีมรักษาความปลอดภัยต่างตกใจรีบเข้าล็อกดึงนายพริษฐ์ เพื่อนำตัวออกไป




https://www.facebook.com/paritchiwarakofficial/videos/247312522677361/


วันกรรมกรสากล 2561

วันนี้วันกรรมกรสากลหรือวันแรงงาน ผมกับบอล (ธนวัฒน์ วงค์ไชย) ได้รับเกียรติจากพี่น้องแรงงานให้ร่วมเดินขบวนกับพี่น้อง และพี่น้องยังใจดีมอบเครื่องแต่งกายประจำการเดินขบวนให้สวมใส่อีกด้วย ทั้งหมวกเหลืองและเสื้อน้ำเงิน เราจึงสวมชุดของแรงงานเพื่อแสดงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียว

แต่ที่เป็นโอกาสพิเศษที่สุด คือผม (เกือบ) มีโอกาสเข้าไปซักถามปัญหาเศรษฐกิจและปากท้องแรงงานกับ พล.อ.ประยุทธ์ (สงวนนามสกุล) ในระหว่างที่ท่านมาพบปะประชาชนในงานวันแรงงานแห่งชาติที่ลานคนเมือง บริเวณหน้าศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร

"ท่านนายกครับ ประชาชนจะอดตายหมดแล้ว เศรษฐกิจก็ไม่ดี แรงงานตกงานมากขึ้น แรงงานไม่มีสวัสดิการ ท่านจะทำอย่างไร"

นี่คือใจความหลัก ๆ ที่ผมพยายามถาม พล.อ.ประยุทธ์ ในขณะที่ก้มลงกราบกรานลงหัวจรดกับพื้นขอให้ท่านใส่ใจและแก้ไขปัญหาปากท้องของประชาชนทั่วไปบ้าง น่าเสียดายที่ไม่ทันได้ถามถึงประเด็นกำหนดการเลือกตั้งเป็นเรื่องเป็นราว

ผมคิดว่าในปัจจุบัน แรงงานไทยจำนวนมากกำลังใช้ชีวิตอย่างไม่มั่นคง เศรษฐกิจไม่ดี การจ้างงานน้อย คนตกงานมาก ค่าแรงต่ำขนาดที่ถึงขึ้นแล้วก็ไม่เพียงพอ สวัสดิการถดถอย แล้วแรงงานจะอยู่ได้อย่างไร

ล่าสุดจะเพิ่มอายุรับเงินชราภาพของกองทุนประกันสังคมจาก 55 ปีเป็น 60 ปี ทำให้แรงงานต้องทำงานเพิ่มอีก 5 ปีถึงจะพักได้ แรงงานภาคเอกชนส่วนมากทำงานหนักและไม่ค่อยมีโอกาสดูแลตัวเอง จนมีพี่น้องแรงงานบางคนบ่นว่ากว่าจะได้ใช้เงินชราคงตายเสียก่อน

หาก พล.อ.ประยุทธ์เชื่อว่าแรงงานคือมนุษย์ ไม่ใช่แค่มดงานผึ้งงานหล่อเลี้ยงนายทุน โปรดพิจารณาแก้ไขปัญหาเหล่านี้เป็นการพิเศษ

สุดท้าย สิ่งที่เสียดายที่สุดสำหรับวันนี้คือไม่ทันได้กล่าวประโยคนี้กับท่าน

"ถ้าไม่รู้จะทำอย่างไร ก็ลาออกให้เราได้เลือกคนที่เขารู้ได้เข้ามาทำเสีย"

ป.ล. ผมกับบอลโดนควบคุมตัวโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจราวสองชั่วโมง แต่ไม่มีการตั้งข้อหาครับ


Parit Chiwarak

...



"สมยศ"นักสู้ผู้ทระนง 7 ปีที่"สูญหาย"จากคุกเล็ก-สู่คุกใหญ่




https://www.youtube.com/watch?v=FO2gIm7QmKs

สมยศ"นักสู้ผู้ทระนง 7 ปีที่"สูญหาย"จากคุกเล็ก-สู่คุกใหญ่

jom voice
Published on May 1, 2018

นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข อดีตนักโทษทางการเมือง คดี 112 ให้สัมภาษณ์ Thai Voiceหลังได้รับการปล่อยตัวหลังถูกคุมขังมาเป็นเวลา 7 ปีเมื่อวันที่ 30 เมษายนที่ผ่านมาว่า เป็น 7 ปีที่ต้องทนอยู่กับความทุกข์ทรมาน และความสูญเสีย โดยเฉพาะครอบครัวต้องมาแตกสลาย แยกย้ายกันไปคนละทิศละทาง ส่วนอิสรภาพที่ได้มาจากการต่อสู้กับความอยุติธรรมนั้น แล้วแต่ใครจะประเมินว่ามีผลต่อสังคมอย่างไร แต่สำหรับตนถือว่าได้ต่อสู้เพื่อปกป้องรักษาหลักการความเป็นธรรม สิทธิเสรีภาพ และคุณค่าความหมายของความเป็นไว้แล้วคน อย่างไรก็ตามแม้จะเป็นความยินดีกับการได้รับอิสรภาพจากเรือนจำ แต่การอยู่ในสังคมไทยในเวลานี้ ก็เหมือนกับการออกจากคุกเล็ก สู่ คุกใหญ่

วันอังคาร, พฤษภาคม 01, 2561

"ทหารไปเยี่ยมบ้าน" พฤติกรรมทำได้แค่ไหน แม้ในอำนาจ 'คำสั่ง คสช.'


ทุกวันนี้จะพบว่าใครก็ตามที่ไปร่วมชุมนุมเรียกร้องสิทธิส่วนบุคคล สิทธิชุมชน และ/หรือแสดงออกโดดเด่นในการตำหนิ คัดค้านพฤติกรรม นโยบาย ของคณะทหาร คสช. มักจะถูก 'ทหารไปเยี่ยมบ้าน' กันเสมอ

ข้อนี้ iLaw ได้นำเอาข้อกฎหมายมาตีแผ่ให้เห็นว่าทหารไม่สามารถลุกล้ำไปเคาะประตูบ้านขอคุยกับผู้คนได้ตามอำเภอใจอย่างที่ทำอยู่

เราคัดมาเผยแพร่ในที่นี้โดยสังเขป

"ในการปฏิบัติหน้าที่ของทหารระดับปฏิบัติการ หลายครั้งพบว่าเจ้าหน้าที่ทหารยังสับสนในอำนาจหน้าที่ของตัวเอง โดยอ้างอิงอำนาจเพียงลอยๆ ว่าทหารมีอำนาจตาม 'มาตรา 44' ซึ่งเป็นคำกล่าวที่ไม่ถูกต้อง 

เพราะผู้ที่จะใช้อำนาจตามมาตรา 44 ได้ ไม่ใช่ทหารทุกคน แต่มีเพียงพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา คนเดียวเท่านั้น 

ความไม่เข้าใจหรือการกล่าวอ้างอย่างลอยๆ เช่นนี้ สร้างความสับสนให้ประชาชน และทำให้ประชาชนเข้าใจไปโดยคลาดเคลื่อนว่า ทหารทุกคนมีอำนาจตรวจค้นและจับกุมประชาชนได้ด้วย 'มาตรา 44'...


ส่วนเมื่อทหารระดับปฏิบัติต้องการจะใช้อำนาจเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อย ตามคำสั่งหัวหน้า คสช. ก็ต้องอ้างอิงอำนาจของตัวเองให้ถูกต้องว่ากำลังทำตามคำสั่งที่ 3/2558 หรือ 13/2559 ซึ่งคำสั่งสองฉบับนี้ก็ยังไม่ได้ให้ทหารมีอำนาจตรวจค้นจับกุมประชาชนได้อย่างไม่มีขอบเขตจำกัด แต่กลับมีเงื่อนไขการใช้อำนาจที่ชัดเจน อย่างน้อยดังนี้

1. ทหารที่จะใช้อำนาจพิเศษนี้ได้ ต้องมียศตั้งแต่ชั้นร้อยตรี เรือตรี หรือเรืออากาศตรี ขึ้นไป และต้องได้รับการแต่งตั้งเป็นการเฉพาะจากหัวหน้า คสช. ไม่ใช่ว่า ทุกคนที่เป็นทหารจะมีอำนาจพิเศษทั้งหมด

2. ทหารจะใช้อำนาจพิเศษนี้ได้ ก็เพื่อปราบปรามการกระทำความผิดบางประการเท่านั้น คำสั่งหัวหน้า คสช. ฉบับที่ 3/2558 ให้อำนาจทหารเข้ามาปราบปรามผู้ต้องสงสัยในคดีความผิดต่อพระมหากษัตริย์ ความผิดต่อความมั่นคง ความผิิดตามกฎหมายอาวุธปืน และความผิดฐานฝ่าฝืนประกาศและคำสั่ง คสช. 

ส่วนคำสั่งหัวหน้า คสช. ฉบับที่ 13/2559 ให้อำนาจทหารเข้ามาในกรณีมีผู้ต้องสงสัยว่า ดำรงชีพด้วยการทำผิดกฎหมาย หรือได้ประโยชน์โดยมิชอบด้วยกฎหมายจากการข่มขืนใจผู้อื่นให้กลัวอันตราย เท่านั้น หากทหารสงสัยว่า บุคคลใดทำความผิดตามกฎหมายอื่น จะอ้างอำนาจพิเศษเข้ามาจัดการไม่ได้ ต้องให้เป็นหน้าที่ตำรวจทำงานตามปกติ

3. การจับกุมตัว ทหารจะจับได้เฉพาะกรณีที่ความผิดเกิดขึ้นต่อหน้าทหารเท่านั้น หากไม่ใช่ความผิดซึ่งหน้า การจับกุมผู้ต้องสงสัยก็ต้องมีหมายจับที่ออกโดยศาล เช่นเดียวกับกระบวนการปกติ

4. การค้นบ้าน ทหารจะเข้าค้นเคหสถานได้เฉพาะกรณีที่มีเหตุอันควรเชื่อว่า หากเนิ่นช้ากว่าจะเอาหมายค้นมาได้ ผู้ต้องสงสัยจะหลบหนีไปหรือทรัพย์สินที่เป็นหลักฐานจะถูกโยกย้าย ซุกซ่อน ทําลาย หากไม่มีเหตุปัจจัยเหล่านี้ที่พิสูจน์ได้ชัดเจน การเข้าค้นบ้านก็ต้องมีหมายค้นที่ออกโดยศาล เช่นเดียวกับกระบวนการปกติ...


อย่างไรก็ดี คำสั่งหัวหน้า คสช. ทั้งสองฉบับยังให้อำนาจพิเศษแก่ทหารอีกหนึ่งประการ คือ ให้ทหารมีอำนาจเรียกตัวบุคคลที่ต้องสงสัยมาพบและกักตัวไว้เพื่อสอบถามข้อมูลได้ไม่เกิน 7 วัน โดยสามารถควบคุมตัวเอาไว้ในค่ายทหารได้ หากใครขัดขืน ไม่ยอมทำตามคำสั่งทหารมีโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี ปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

และการใช้อำนาจของทหารตาม คำสั่งหัวหน้า คสช. เหล่านี้ ไม่อาจถูกตรวจสอบได้โดยศาลปกครอง หากทหารกระทําการไปตามอํานาจหน้าที่โดยสุจริต ไม่เลือกปฏิบัติ ไม่เกินกว่าเหตุ ทหารก็ไม่ต้องรับผิดทั้งทางอาญา ทางแพ่ง และทางวินัย"

(https://ilaw.or.th/node/4797)

ยิ่งลักษณ์สอนพี่

แต่ก่อนแต่ไรครั้งอยุธยาถึงธนบุรีมีบทร้อยกรองคำฉันท์อันลือเลื่อง ชื่อ 'กฤษณาสอนน้อง' ที่ใช้เป็นแบบบทสำหรับมารยาทสตรี

สมัยนี้ ยุคที่ทหารครองเมือง ข่มหัวประชาชนจนทนกันไม่ไหวไม่ว่าแดง-เหลือง แล้วยังนายทหารใหญ่ที่ต้องการเปลี่ยนหน้าไปเป็นนักการเมือง แต่กลับไม่ยอมรับสภาพการเป็นบุคคลสาธารณะ ทั้งบ่นทั้งขู่เข็ญชาวบ้านเป็นอาจิณ

จึงมีผู้รื้อเอาบทร้อยแก้วเรื่องมารยาทของนักการเมืองมาชี้แนะ ให้นายทหารที่อยากจะเป็นนายกฯ คนนอกสำเหนียกเอาไว้ ด้วยหวังว่าสมองจะสามารถซึมซับได้มากกว่าฟองน้ำ


ชีวิตชาวบ้านยุคเผด็จการครองเมือง... "ตักแค่ ๒๕ บาทได้ไหม ?" พ่อค้าอมยิ้มนิด ๆ...



"ตักแค่ ๒๕ บาทได้ไหม ?"

ผมงี้ สตั้นส์ แวบแรก รู้สึก วูบชา สงสาร กลัวเขาอาย

นึกอะไรไม่ออก แต่ด้วย รีเอฟเฟก ของกล้ามเนื้อแบบไม่คิด ผมมองสบตา กับชายหนุ่มรูปงาม (พ่อค้า) ในชุดเสื้อกล้ามขาว กางเกงยีนส์ ใส่เอี้ยมกันเปื้อนสีแดง (ผมยืนอยู่ข้างหลัง ชายคนที่ต่อรอง) พยักหน้าให้เขา แล้วชี้มาที่อกตัวเอง

แปลว่าให้ไปเหอะ มาเอา ห้าบาทที่กูนี่ (จะออกให้เลยก็เกรงศักดิ์ศรี ลูกผู้ชาย กลัวเขาจะอาย)

พ่อค้าอมยิ้มนิด ๆ เอาถุงต้มยำไก่ ที่มัดไว้แล้ว แต่ใช่ปากกาเมจิคเขียนเลข ๓๐ ไว้ส่งให้ พร้อมยิ้มให้กับชายคนนั้นแล้วพุดว่า

"เอามาแค่นี้ก้ได้ครับ "

แล้วก็ยื่นมือไปรับลูกกะตังค์ เหรียญห้าและเหรียญบาทจากชายคนนั้น

"""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""

เรื่องของเรื่องก็คือ ผมแวะตลาดนัดก่อนถึงบ้าน

เพื่อซื้ออาหารเย็น ผลไม้ ขนม ให้หลาน ๆ และแม่เป็นประจำอยู่แล้ว

เดินเข้าตลาดวันนี้ ก็ชอปตามปกติ ผลไม้ ข้าวโพดต้ม สลัดผัก เป็ดตพะโล้บ้าง แกงสำเร็จบ้าง ก็แล้วแต่ วันนี้ตลาดมีอะไรขาย

แต่วันนี้ เขาจัดตลาดใหม่ คือร้านประจำมันหายไปไหนไม่ทราบ เลยเดินผ่านไปที่ร้านมีป้ายว่า เก่งเรื่องไก่

มีถาด ไก่ผัดพริก ลาบไก่ ต้มยำไก่ วางโชว์ โดยมีใส่ถุงมัดและเขียนราคาติดไว้

ผ่านทีแรก ก็คิดว่าไม่เอา เห็นชายคนนึง มองไปที่ถุง ต้มยำไก่ ตาเขม็ง ชายคนนีใส่หมวกแก๊ปเก่า ๆ กางเกงเก่า ๆ เสื้อยืดมอซอ กับรองเท้าคีบธรรมดา แต่คววามที่สมาธิแกอยู่กับแกง เลยยืนตรงแหนวขวางทางเดิน

ทีแรกพี่ดำก็เดินเลยไปไม่คิดอะไร แต่พอสังเกตเห็นแกนับเศษเหรียญบาทในมือ สลับกับมองถุงแกงไก่ด้วยแววตา มันคือหูฉลามชั้นยอด ของยองยองเหลา

แต่ด้วยความที่หาร้านเป็ดไม่เจอ เอาวะ ซื้อลาบไก่ ต้มยำไก่ไปฝากหลาน ๆ ดีกว่าเลยเดินกลับมาที่ร้าน ยืนมาหลังชายคนนั้น กับเสียงที่แทบจะกระซิบว่า ตักให้ยี่สิบห้าบาทได้ไหม (คือหมดตูดแล้วมีแค่นั้น)

ชายคนนันรับถุงแกงไป เดินกลับไปที่รถจักรยาน แล้วปั่นออกไป

พี่ดำยิ้ม ๆ กับคนขาย สั่งลาบกับต้มยำ แล้วส่งให้ร้อยนึง

น้องเขาทอนมาให้ตามราคา ไอ้ห้าบาทไม่เอา

พี่ดำเลยท้วง "เอ้าน้อง เกินมาห้าบาท เอาคืนไป "

น้องยิ้มบอก "ไม่เกินพี่ ผมตั้งใจให้เขาอยู่แล้วครับ" (พี่ไม่พยักหน้าน้องก็ไม่เอาอยู่แล้ว)

หนอย มึชิงซีนความหล่อกูหรา ถึงพี่จะดำกว่าอายุมากกว่า แต่เรื่องหัวใจหล่อ ผมไม่ค่อยแพ้ใครเท่าไหร่ (นึก)

บอก "เอาเถอะ น้องค้าขายนะ มันจะขาดทุน"

น้องบอก "ไม่เป็นไรครับ ผมอิ่มหัวใจมากกว่า"

ไอ้ห่าเอ้ย มึงนี่คมจริง ๆ หน้าตาชาตินี้ก็ดีมากพออยู่แล้ว อยาให้หล่อในชาติหน้าอีกเลยไอ้หอก เดี๋ยวพี่หาเมียแข่งกับมึงไม่ได้

ผมเดินออกจากร้านนั้น ด้วยความรู้สึกสองอย่างนะ

๑ ผมโคตรเวทนาชีวิตคนไทยในยุค ไอ้เหี้ยตูบ มาก ๆ เลย คนไทยลำบากกันแสนสาหัส กันสุดประมาณจริง ๆ

๒. ผมประทับใจในน้ำใจของเด็กคนนั้นมาก ๆ พ่อแม่เขาคงอบรมมาดี ให้มีน้ำใจกับคนอื่น ทั้ง ๆ ที่เขาก็เป็นพ่อค้ารากหญ้าในตลาดนัดธรรมดาคนหนึ่ง

บอกไม่ถูกนะ มันหดหู่ปนอิ่มเอมใจ

จบนะ



Somchai Makmee


...

Chotechuang Thirapatto เท่่าที่พบมา คนรากหญ้ามักมีน้ำใจเอื้อเฟื้อกันมากกว่าคนรวย

Seeharat Singhkham อ่านแล้วโกรธไอเหี้ยตู่จับใจ

Wisnu Ticho อ่านแล้วมีก้อนมาจุกคอหอยครับ ประเทศแบบไหนที่ทำให้มีเรื่องอย่างนี้เกิดขึ้น คงเกิดทุกเวลาในทุกตลาดในแดนกะลานี้ #ขอสาปแช่งพวกจัญไรที่พาชีวิตคนไทยมาถึงจุดนี้ทุกคนทุกชาติไป


“การก้าวข้ามบุคคลที่ตนรัก” นั้นยากส์ เป็นเรื่องที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นได้ แต่คนไม่ว่าสีไหนควรเห็นร่วมกันได้ คือเรื่อง "กติกา" โดยไม่ต้องก้าวข้ามใครสักคนเดียว!




https://www.facebook.com/pipob.udomittipong/videos/10156286904286649/

ผมอาจจะผิด ผมอาจจะไร้เดียงสา แต่จากที่ได้เดินร่วมกับขบวนต่อต้าน #บ้านป่าแหว่ง ในวันนี้ ผมมองเห็น “การก้าวข้ามบางอย่าง” ผมมองไม่เห็น “สี” ของขั้วการเมือง ทั้ง ๆ ที่ผมเชื่อว่าในจำนวน 3,000-4,000 คนวันนี้ ประกอบด้วยคนจากสีต่าง ๆ แต่ไม่มีใครแคร์กับสีของตน เพราะอะไร? เพราะทุกคนมี “เป้าหมายร่วมกัน” มี “passion” เดียวกันคือ การปกป้องธรรมชาติและความศักดิ์สิทธิ์ของ #ดอยสุเทพ

ข้อเสนอให้ “พี่น้องเสื้อเหลืองเสื้อแดงจับมือก้าวข้ามคสช.+ทักษิณ+ คอร์รัปชัน เหมือนผู้นำเกาหลีเหนือ-ใต้” จึงเป็นเรื่องที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นได้ จะให้พวกเขาก้าวข้ามพ้น “คสช หรือ ทักษิณ + คอร์รัปชัน” ก็เหมือนการบอกให้คนอเมริกันก้ามข้าม “Crooked Hilary” ฝ่ายหนึ่งกับ “Sexual Assaulter” (Donald Trump) อีกฝ้ายหนึ่ง ซึ่งเป็นไปไม่ได้ เพราะต่างฝ่ายต่างก็มองว่าคนทั้งสองคอร์รัปชันทั้งคู่

“การก้าวข้ามบุคคล” ในอเมริกาเกิดขึ้นไม่ได้ ในเมื่อผู้สนับสนุนของทั้งสองพรรคการเมืองใหญ่ มีแต่จะรังเกียจกัน แบ่งขั้วกัน “polarization” มากขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป (http://pewrsr.ch/2zpROzp) แต่แม้จะก้าวข้ามไม่พ้น “คนที่ตนรัก” แต่แม้จะเห็นต่างกันในหลายเรื่อง คนสองสีในอเมริกาเห็นร่วมกันในเรื่องใดบ้าง? อย่างน้อยเขาเห็นร่วมกันในการแข่งขันตาม “กติกา” “รู้จักแพ้รู้จักชนะ” รู้จักรอคอย ไม่แซงคิว เหมือนอย่างวันนี้ ผมดีใจที่ไม่ได้ยินใครในขบวนการต่อต้านป่าแหว่งตะโกนบอกให้ใช้ “ม.44” เพื่อแก้ปัญหา (ถ้ามี ผมเดินหนีแน่นอน)

นี่เป็น “กติกา” ที่คนไม่ว่าสีไหนควรเห็นร่วมกันได้ โดยไม่ต้องก้าวข้ามใครสักคนเดียว


Pipob Udomittipong

ม. 44 สั่งได้ทั่วจักรวาล แต่ทุบบ้านบุกรุกป่าไม่ได้



เกอร์มันด์ คีตบรรเลง กฎหมายประเทศนี้ ทำไม่ได้อย่างเดียวคือ อำนวยความยุติธรรม และ ความดีงาม

Nattawut Kamchankaow เคยใช้ม.44ปิดเหมืองจนรัฐถูกฟ้องเสียหายเป็นหมื่นล้านอ่ะครับ ไม่ยักกะยกมาอ้างบ้างเลยวิษณุ
https://www.matichon.co.th/news/409660


นี่แหละประเทศไทย... ถ้าชาวเชียงใหม่ยอมให้หมู่บ้านป่าแหว่งอยู่ต่อไป อนาคตดอยสุเทพคงจะลงเอยด้วยสภาพแบบเดียวกันกับเกาะพีพี





ถ้าชาวเชียงใหม่ยอมให้หมู่บ้านป่าแหว่งอยู่ต่อไป อนาคตดอยสุเทพคงจะลงเอยด้วยสภาพแบบเดียวกันกับเกาะพีพี

ถึงเวลานั้นคงทำอะไรไม่ได้นอกจากบ่นกับตัวเองว่า "เสียดาย"

#นี่แหละประเทศไทย



...

Sathapana Rongthong เพิ่งไปมาพีพี แทบจำไม่ได้ ผมไม่เคยไปตั้งแต่ยุคแรกๆนั่นหรอกนะ แต่ที่เคยไปมามันธรรมชาติเยอะกว่านี้ตั้งแต่ลงเกาะไปเลย ตอนนี้ลงท่าเรือไปคือร้านค้าอะไรไม่รู้อีรุงตุงนังเลย แมคโดนัลด์เข้าไปแล้วอ่ะคิดดู แล้วก่อสร้างกันกินพื้นที่เกาะเข้าไปเละเทะเลย ถนนสร้างใหม่ไม่มีระบบ ไม่มีป้าย ไปเช่าเกสเฮ้าส์เล็กๆซึ่งแม่งอยู่ไกลมากกกก เดินขาล้าอ่ะ คือมันกินพื้นที่เข้าไปลึกมากจริงๆ ร้านค้าที่มีฝรั่งเป็นเจ้าของเต็มเกาะเลย อีกไม่กี่ปีก็เห็นแต่หลังคาละ ปล่อยให้สร้างได้แบบโคตรอิสระอ่ะ

...





สุนัย จุลพงศธร "รัฐราชการบนหัวกบาลประชาชน รณรงค์ปฏิรูปศาล จากสมยศถึงป่าแหว่ง"




https://www.youtube.com/watch?time_continue=31&v=u1R_HiVqn4I

ล่าสุด! สุนัย จุลพงศธร "รัฐราชการบนหัวกบาลประชาชน รณรงค์ปฏิรูปศาล จากสมยศถึงป่าแหว่ง" 30 เมษ 2561

Media Force
Streamed live 10 hours ago

ออกจากคุก ไม่สะทกสะท้าน สมยศ พฤกษาเกษมสุข “ว่าต้องเดินหน้าทวงคืนความยุติธรรมและทวงคืนประชาธิปไตย” แน่นอน

การได้รับอิสรภาพหลังจากถูกจองจำ ด้วยข้อหาที่ไม่ควรจะเป็นความผิด ของ สมยศ พฤกษาเกษมสุข เมื่อ ๓๐ เมษายน ไม่เพียงเพิ่มพลังใจแก่นักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตยอื่นๆ ทั้งที่ยังติดคุกกันอยู่ และที่ยังไม่ถึงคราวบ้างอีกหลายคน

๗ ปี ที่เขาอดทนกับการเป็นนักโทษ ทางความคิด ข้อหาร้ายแรง สมรู้ร่วมคิดหมิ่นประมาทกษัตริย์ เพียงเพราะ “ผมอาจได้รับความเมตตาสงสารให้ได้รับอิสรภาพหากผมยอมรับสารภาพด้วยการปรักปรำตนเอง หรือปรักปรำผู้อื่นตามความประสงค์ของผู้ที่อยู่เหนืออำนาจรัฐ...

หากเป็นเช่นนี้ อิสรภาพที่ได้มาจะมีคุณค่า มีความหมายได้อย่างไรเล่า เพราะเท่ากับว่าผมต้องตกอยู่ในกรงขังแห่งมโนธรรมต่อตนเอง และเป็นการกระทำความผิดต่อทุกคนที่ใฝ่ฝันถึงสิทธิเสรีภาพและความเสมอภาคตลอดไป...

ผมยอมสูญเสียอิสรภาพ แต่จะไม่ยอมสูญเสียความเป็นคน สู้ดีกว่า...” เป็นปณิธานตรงมั่น ดั่งลักขณาทำนองเสนาะ ที่ จอม ไฟเย็นเขียนชื่นชมไว้

“จึงมิขอ สักเมตตา จากข้าฯศึก
จึงมิละ จิตสำนึก สักส่วนไหน
จึงมิลด ความเป็นคน จนเป็นไท
จึงมิลบ ประกายใจ แห่งดวงดาว”

(คัดจากโพสต์ของ Nithiwat Wannasiri ๓๐ เมษา ๖๑)

ทันทีที่ได้รับการปล่อยตัวออกจากเรือนจำแต่เช้าตรู่ เขาตอบคำถามของผู้สื่อข่าวที่เฝ้ารออยู่อย่างไม่สะทกสะท้านอันใด “ว่าต้องเดินหน้าทวงคืนความยุติธรรมและทวงคืนประชาธิปไตย”

โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อแนวความคิดของพรรคอนาคตใหม่ที่จะพิจารณานโยบายผลักดันให้มีการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๒ รวมทั้งการร่วมทำกิจกรรมกับผู้เรียกร้องประชาธิปไตยอื่นๆ

เขาบอกว่า “จะไปร่วมชุมนุมกับกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง เพราะเห็นว่าเป็นสิทธิและเสรีภาพ” และ “การชุมนุมถือเป็นสีสันประชาธิปไตย จึงอยากให้รัฐบาลเปิดใจกว้าง ไม่ควรไปขัดขวางการชุมนุม พร้อมทั้งเรียกร้องให้มีการยกเลิกคำสั่ง คสช. เพราะเกรงว่าจะนำไปสู่เหตุการณ์แบบพฤษภาทมิฬ ๒๕๓๕ และพฤษภาคม ปี ๒๕๕๓”


สมยศยังเปรยถึงประเด็นการเมืองอันย้อนแย้งอย่างยิ่งที่ว่า “ผมผิดหวังหน่อยเดียวที่ออกมาแล้วไม่เจอกับประชาธิปไตย เพราะยังอยู่ในบรรยากาศที่ถูกควบคุมโดยคำสั่ง คสช. ซึ่งมีข้อจำกัดการแสดงความคิดเห็น” ซึ่งบางคนเย้ยว่าย่ำแย่กว่าเมื่อตอนก่อนเขาเข้าคุกด้วยซ้ำ
 
สมยศเป็นนักกิจกรรมทั้งต่อต้านรัฐประหาร (ปี ๔๙) และเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิของผู้ประกอบอาชีพใช้แรงงานมาก่อนที่จะเป็นบรรณาธิการนิตยสาร ‘Voice of Taksin’ อันเป็นข้ออ้างกล่าวหาว่าเขาละเมิด ม.๑๑๒

แม้ขณะอยู่ในคุกที่เขาถูกปฏิเสธให้ประกันเพื่อปล่อยตัวชั่วคราวถึง ๑๖ ครั้ง สมยศก็ได้ต่อสู้กับระเบียบวิธีอันไม่เป็นธรรมบางอย่าง เช่นเกี่ยวกับสภาพความเป็นอยู่ของนักโทษ แม้ว่าการเรียกร้องไปยังคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติจะเงียบหายไปยิ่งกว่าคลื่นกระทบฝั่ง

อีกทั้งเขายื่นฟ้องศาลปกครองเอาไว้ ต่อการวางกฏเกณฑ์เข้มงวดเรื่องพิจารณาพักโทษผู้ต้องหาคดีการเมือง ยากยิ่งขึ้นหลังจากการรัฐประหารปี ๒๕๕๗ ยังมิทันศาลจะมีคำตัดสิน เขาก็พ้นโทษออกมาเสียก่อน หลังจากที่ติดคุกครบ ๗ ปีตามคำพิพากษาศาลฎีกาลดโทษจากเดิม ๑๑ ปี


เขาถูกจับกุมที่ด่านขณะนำคณะทัวร์กำลังจะเดินทางข้ามเขตแดนไปชมนครวัดในกัมพูชา ก่อนหน้านั้น ๕ วัน เขาได้ร่วมรณรงค์ล่ารายชื่อเพื่อให้รัฐสภายกเลิกกฎหมายอาญามาตรา ๑๑๒ ครบ ๑ หมื่นรายชื่อ สมยศเลือกทางสู้คดีให้ถึงที่สุด โดยไม่ยอมรับสารภาพเพื่อให้ลดโทษแม้จะไม่ผิด อันเป็นครรลองขัดแย้งกติกาสากลที่ผู้ต้องหาคดีเช่นนี้จำใจต้องเลือก
 
ระหว่างการให้สัมภาษณ์สื่อหลายแหล่งซึ่งตามไปคุยที่บ้านเกี่ยวกับข้อหาตีพิมพ์บทความอันมีนัยยะหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์รัชกาลที่ ๙ ในนิตยสาร ‘Voice of Taksin’ เขาเล่าถึงเหตุการณ์ระหว่างถูกควบคุมตัวร่วมกับสุธาชัย ยิ้มประเสริฐ นักวิชาการประชาธิปไตยผู้เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็ง

ว่ามีความพยายามโน้มน้าวให้เขาปรักปรำอดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร ว่าเป็นผู้ออกทุนการจัดทำนิตยสาร แล้วเขาจะได้รับการกันตัวออกไปเป็นพยาน แต่สมยศปฏิเสธ “มันเป็นศีลธรรม จะให้พูดได้ยังไงก็มันไม่ใช่ นิตยสารตอนนั้นขายดีมาก มันได้กำไรโดยตัวมันเองอยู่แล้ว”

เมื่อนักข่าวท้าวความต่อเขาเมื่อออกมาจากเรือนจำถึงนิตยสารฉบับดังกล่าว ว่าจะทำต่ออีกไหม เขาตอบทีเล่นแบบยียวนว่า “ทำแต่ต้องเปลี่ยนชื่อเป็น Voice of Yingluck

ไม่ว่าการต่อสู้กับความโหดร้ายและขาดหลักนิติธรรมสากลของกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพกษัตริย์ไทยของสมยศ จะ ไม่ชนะ และทำให้เขาสูญเสียอิสรภาพไปเป็นเวลาเนิ่นนาน ๗ ปี

ทว่าปณิธานของเขาที่จะต่อสู้เพื่อสิทธิเสรีภาพตามหลักประชาธิปไตยต่อไป ย่อมเป็นแรงดลใจสำหรับคนรุ่นใหม่ที่ใฝ่หาสิทธิเสรีภาพแบบเดียวกัน จะไม่ย่นย่อท้อแท้กันต่อไปได้ มากกว่าที่ผ่านๆ มาแน่นอน

อดีต กกต. สมชัย เฟสบุ๊คไลฟ์ อัดปม 'ดูด ส.ส.' การเมืองไม่สร้างสรรค์ ชี้ใครถูกดูดได้ ไม่น่าไปเลือก เหตุไม่มีจุดยืนทางการเมืองที่แน่นอน




https://www.facebook.com/1374514777/videos/10216188888419636/

...


สมชัย กล่าวถึงกระแสการเมืองเรื่องพลังดูด ส.ส. ว่า ไม่ทราบว่าใครดูดใคร เข้าใจว่าเป็นการเตรียมการไปสู่การเลือกตั้งของแต่ละฝ่าย ซึ่งรัฐบาลระบุว่าเป็นเรื่องธรรมชาติ จึงขอใช้ประโยคนี้ว่าใครก็ตามที่ถูกดูดได้ก็ไม่น่าไปเลือกเขา แปลว่าเขาไม่มีจุดยืนทางการเมืองที่แน่นอน เพราะถ้าหากคุณเป็นนักการเมือง คุณจะต้องมีจุดยืนว่าจะอยู่กับกลุ่มใด พรรคใด เจตนาที่จะอยู่กับพรรคการเมืองคืออุดมการณ์ร่วมกันที่จะทำงานการเมืองให้เกิดความสำเร็จ

“ไม่ใช่เรื่องเพียงว่าอยากจะดูว่าตัวเองจะมีโอกาสไปร่วมรัฐบาลได้หรือไม่ ตรงไหนไปได้ก็จะเฮไปทางซีกนั้น ซึ่งผมมองว่าสิ่งนี้ไม่ก่อให้เกิดผลดีต่อการเมืองไทย คนที่ไปดูดคนอื่นเขา หากเรียกว่าเป็นการทาบทามคนซึ่งมีอุดมการณ์ทางการเมืองมาร่วมกันทำงานอาจจะเรียกว่าเป็นสิ่งที่ดี แต่หากไม่สนใจอะไรว่าเขาเป็นใคร มีประวัติการทำงานอย่างไร มีอุดมการณ์ทางการเมืองอย่างไร เคยมีพฤติกรรมทางการเมืองในอดีตเป็นที่ชื่นชอบ หรือเป็นที่น่ารังเกียจของคนในบ้านเมืองอย่างไร แต่จะเอาคนนั้นมาเพราะเขามีโอกาสได้เป็นส.ส.หรือมีคะแนนเสียงในพื้นที่ มีความเป็นเจ้าของพื้นที่ก็ดึงมาร่วมอันนี้ขอใช้คำว่าน่าเกลียด เท่ากับว่าดูดไม่เลือก ไม่ใช้วิจารณญาณกลั่นกรองคนดีเข้ากลุ่ม ไม่ได้ทำการเมืองอย่างสร้างสรรค์” สมชัย กล่าว

สมชัย กล่าวว่า ขณะเดียวกันในมุมของคนที่ถูกดูดก็คงต้องคิดอีกมุมว่า ถ้าหากคุณถูกดึงไปจะสามารถทำงานการเมืองภายใต้อุดมการณ์ที่สอดคล้องกับที่มีอยู่หรือไม่ ถ้าได้ก็ไป ถ้าคิดว่าไปแล้วได้เป็นรัฐบาลไม่ใช่สิ่งที่ดี ไม่ใช่การเมืองอย่างสร้างสรรค์ อยากให้คนที่ดูดดูด้วยว่าคนที่จะไปดูดเป็นคนดีหรือไม่ คนที่ถูกดูดต้องคิดด้วยว่าพรรคหรือหน่วยงานที่คุณจะไปอุดมการณ์เหมือนคุณหรือไม่

ที่มา ประชาไท
(https://prachatai.com/journal/2018/04/76678)