วันอาทิตย์, กรกฎาคม 19, 2569

6 ปี ชุมนุม ‘เยาวชนปลดแอก’ คดีความยังเดินหน้า และนิรโทษกรรมที่ทิ้งบางคนไว้ข้างหลัง (มีบทเรียนอะไรบ้าง ที่เราได้เรียนรู้ตลอด 6 ปีที่ผ่านมา หากการชุมนุมนี้มีมรดก อะไรคือมรดกนี้ที่ถูกทิ้งไว้ ?)


ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน
13 hours ago
·
6 ปี ชุมนุม ‘เยาวชนปลดแอก’ คดีความยังเดินหน้า และนิรโทษกรรมที่ทิ้งบางคนไว้ข้างหลัง
.
วันนี้เมื่อ 6 ปีที่แล้ว (18 ก.ค. 2563) เยาวชนปลดแอก (FreeYOUTH) นัดหมายชุมนุม #เยาวชนปลดแอก บริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ซึ่งมีผู้เข้าร่วมชุมนุมจำนวนมาก จนนับว่าเป็นการชุมนุมขนาดใหญ่ครั้งแรก ๆ หลังการรัฐประหาร ปี 2557
.
การชุมนุมดังกล่าว เริ่มมีการประกาศ 3 ข้อเรียกร้อง คือ เรียกร้องให้รัฐบาลประยุทธ์ในขณะนั้นยุบสภา, ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ และเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่รัฐหยุดคุกคามประชาชน ข้อเรียกร้องดังกล่าวนี้ได้รับการขานรับจากประชาชน จนกระทั่งเกิดการชุมนุมขนานใหญ่ในแทบทุกจังหวัดตามมา เพื่อสนับสนุนข้อเรียกร้องดังกล่าว จนกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการชุมนุมของนักเรียน นักศึกษา และประชาชน ที่ติดตามมาอีกนับร้อยครั้งในช่วงครึ่งหลังของปี 2563 และปี 2564 รวมทั้งนำไปสู่การยกระดับข้อเรียกร้องเรื่องการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ในเวลาต่อมา
.
แต่ในขณะเดียวกัน ก็พบถึงความพยายามปิดกั้นของเจ้าหน้าที่ด้วยมาตรการต่างๆ ตั้งแต่ก่อนเริ่มชุมนุม อาทิ การนำต้นไม้มาตกแต่งฐานอนุสาวรีย์ช่วงก่อนเริ่มชุมนุม และมีรั้วเหล็กล้อมอนุสาวรีย์ไว้ การถ่ายภาพผู้จัดและทะเบียนรถ อีกทั้งพบว่าในช่วงต้นของการชุมนุม เจ้าหน้าที่ตำรวจพยายามบีบพื้นที่เพื่อให้ยุติการชุมนุม อีกทั้งยังพบว่ามีตำรวจอ่านประกาศหข้อห้ามชุมนุมที่ออกตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ และกฎหมายที่มีโทษอาญาอื่น ๆ แต่อย่างไรก็ตาม การชุมนุมยังสามารถดำเนินต่อไปได้จนเสร็จสิ้น
.
มาตรการควบคุมโรคระบาดโควิด-19 ของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผ่านการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ พ.ศ. 2548 และการออกข้อกำหนดต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง ถูกนำมาใช้กล่าวหาดำเนินคดีต่อการชุมนุมทางการเมืองอย่างต่อเนื่อง จนกลายเป็นเครื่องมือในการจำกัดควบคุมการชุมนุมของรัฐบาลในยุคการชุมนุมช่วงปี 2563-2565
.
ประชาชน 30 คนถูกดำเนินคดีจากเหตุชุมนุม #เยาวชนปลดแอก จนถึงปัจจุบันยังอยู่ระหว่างต่อสู้คดีในชั้นศาล
.
หลังการชุมนุมประมาณหนึ่งเดือนเศษ ผู้ปราศรัย ตลอดผู้เข้าร่วมชุมนุมบางส่วน รวมทั้งสิ้น 30 คนถูกดำเนินคดีทั้งการจับกุมและการออกหมายเรียกจากเหตุการณ์ชุมนุมนี้ โดยถูกแบ่งออกเป็นสองคดี ดังนี้
.
คดีแรก: แกนนำ-นักดนตรี 15 คนถูกจับกุม ตามข้อหาหลัก “ยุยงปลุกปลั่น”
.
คดีนี้มีจำเลยทั้งสิ้น 15 คน ได้แก่ พริษฐ์ ชิวารักษ์, ภาณุพงศ์ จาดนอก, อานนท์ นำภา, จุฑาทิพย์ ศิริขันธ์, กรกช แสงเย็นพันธ์, สุวรรณา ตาลเหล็ก, บารมี ชัยรัตน์, เดชาธร บำรุงเมือง, ธานี สะสม, ธนายุทธ ณ อยุธยา, ทศพร สินสมบุญ, เนตรนภา อำนาจส่งเสริม, “ฟอร์ด” ทัตเทพ เรืองประไพกิจเสรี, “เจมส์” ภานุมาศ สิงห์พรม และ ณัฐวุฒิ สมบูรณ์ทรัพย์
.
ทั้งหมดถูกออกหมายจับและจับกุมในช่วงเดือน ส.ค. – ก.ย. 2563 ตามข้อหาหลัก “ยุยงปลุกปั่น” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116, “มั่วสุมตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป โดยเป็นแกนนำ” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 215 วรรคสาม และฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ
.
ต่อมาศาลอาญามีคำพิพากษาว่าจำเลย 12 คน ที่ถูกสั่งฟ้องว่ามีความผิดตามมาตรา 116, มาตรา 215, พ.ร.บ.ความสะอาดฯ และ พ.ร.บ.จราจรทางบก รวมจำคุกคนละ 2 เดือน ปรับคนละ 2,000 บาท แต่เนื่องจากจำเลยไม่เคยต้องโทษจำคุกมาก่อน โทษจำคุกจึงให้รอลงอาญาไว้มีกำหนด 2 ปี
ปัจจุบันคดียังอยู่ในระหว่างอุทธรณ์
.
คดีที่สอง : นักกิจกรรม – ประชาชนถูกออกหมายเรียก ตามข้อหาหลัก “พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ”
.
คดีนี้มีจำเลยทั้งสิ้น 15 คน ได้แก่ ทักษกร มุสิกรักษ์, ปรัชญา สุรกำจรโรจน์, ชลธิศ โชติสวัสดิ์, กฤษณะ ไก่แก้ว, ยามารุดดิน ทรงศิริ, พิมพ์สิริ เพ็ชรน้ำรอบ, สิรินทร์ มุ่งเจริญ, ณัฐพงษ์ ภูแก้ว, ธนชัย เอื้อฤาชา, ณวรรษ เลี้ยงวัฒนา, จิรฐิตา ธรรมรักษ์, ‘ไผ่’ จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา, กานต์นิธิ ลิ้มเจริญ, จักรธร ดาวแย้ม และ ลัลนา สุริโย
.
ทั้ง 15 คนถูกสั่งฟ้องใน 5 ข้อกล่าวหา ได้แก่ ฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ, กีดขวางทางสาธารณะ, พ.ร.บ.ความสะอาดฯ, พ.ร.บ.จราจรทางบก และ พ.ร.บ.เครื่องขยายเสียงฯ
.
ต่อมาศาลแขวงดุสิตพิพากษายกฟ้องในข้อหา พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ และอื่น ๆ อีกสามข้อหา แต่ลงโทษปรับในข้อหา พ.ร.บ.เครื่องขยายเสียงฯ คนละ 200 บาท ปัจจุบันคดีสิ้นสุดลงแล้ว
.
.
การดำเนินคดีต่อประชาชนนับตั้งแต่การชุมนุมใหญ่ครั้งนี้ ยังคงดำเนินมาจนถึงปัจจุบันเป็นเวลากว่า 6 ปีเต็มแล้ว จากการติดตามของศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ตั้งแต่เริ่มการชุมนุมของ “เยาวชนปลดแอก” เมื่อวันที่ 18 ก.ค. 2563 จนถึง 18 ก.ค. 2569 มีประชาชนที่ถูกดำเนินคดีจากสถานการณ์ชุมนุมและการแสดงความคิดเห็นทางการเมือง ไปแล้วอย่างน้อย 1,998 คน ในจำนวน 1,347 คดี
.
ปัจจุบันยังคงมีคดีจำนวนอย่างน้อย 585 คดีที่ยังคงดำเนินอยู่ จำเลยบางคนยังคงต่อสู้คดีความอยู่ในชั้นศาล บางคนถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำด้วยโทษในคดีทางการเมือง หรือแม้กระทั่งบางคนที่ตัดสินใจลี้ภัยทางการเมืองไป
.
ล่าสุดร่างกฎหมายนิรโทษกรรมตาม พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. … ที่ผ่านทั้งวุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎรไปแล้ว มีเงื่อนไขปิดล็อกไว้ชัดเจนแล้วว่าจะไม่นิรโทษกรรมให้ประชาชนที่ถูกดำเนินคดีมาตรา 112 ในทุกกรณี แม้แต่ผู้ถูกดำเนินคดีที่เป็นเด็กและเยาวชน
.
ผู้ต้องขังทางการเมืองอย่างน้อย 31 คนที่ขณะนี้ถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำด้วยคดีมาตรา 112 ก็จะไม่ได้รับประโยชน์จากกฎหมายฉบับนี้ นอกจากนั้น ยังมีกลุ่มผู้ถูกดำเนินคดีมาตรา 112 ที่ยังอยู่ระหว่างพิจารณาคดีและยังไม่ได้ถูกคุมขัง ก็อาจมีความเสี่ยงถูกคุมขังในระยะต่อไป วังวนความขัดแย้งและคดีความเหล่านี้จะยังคงอยู่เรื่อยไปอีกหลายต่อหลายปี
.
#ONTHISDAY
.
อ่านบนเว็บไซต์: https://tlhr2014.com/archives/84726
.
ฐานข้อมูลคดีนี้: https://database.tlhr2014.com/public/case/1729/
.
ย้อนอ่านเหตุการณ์ชุมนุมเยาวชนปลดแอก: https://tlhr20

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1443141197656346&set=a.656922399611567
.....

การครบรอบ 6 ปี ของการชุมนุม "เยาวชนปลดแอก" (Free Youth) ในวันที่ 18 กรกฎาคม ถือเป็นหมุดหมายสำคัญที่ชวนให้เรากลับมาทบทวน มองย้อนอดีต และวิเคราะห์บทเรียนที่เกิดขึ้นจากการเคลื่อนไหวทางการเมืองที่ทรงพลังที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ร่วมสมัยของไทย

นี่คือบทเรียนสำคัญ 5 ข้อที่เราได้เรียนรู้ตลอด 6 ปีที่ผ่านมา:

1. เพดานที่ถูกทลายลงอย่างไม่มีวันกลับ

สิ่งที่การชุมนุมในปี 2563 ทำได้สำเร็จและสร้างแรงสั่นสะเทือนมากที่สุดคือการ "พังทลายเพดาน" ทางความคิด ข้อเรียกร้องหลายเรื่องที่เคยเป็นเรื่องต้องห้าม ถูกนำมาพูดถึงอย่างเปิดเผยในที่สาธารณะ ทั้งบนเวทีปราศรัยและในโลกออนไลน์ แม้ในแง่ของกฎหมายจะยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างอย่างเป็นรูปธรรม แต่ในแง่ของ "วัฒนธรรมและความคิด" สังคมไทยได้เปลี่ยนไปแล้วอย่างสิ้นเชิง

2. พลังของโซเชียลมีเดียกับการไร้แกนนำ

เยาวชนปลดแอกและกลุ่มแนวร่วมแสดงให้เห็นถึงโมเดลการประท้วงรูปแบบใหม่ที่เรียกว่า "Flash Mob" และการจัดม็อบแบบ "ทุกคนคือแกนนำ" โดยใช้ Twitter (X) และ Telegram เป็นเครื่องมือหลักในการนัดหมายและกระจายข่าวสาร มันพิสูจน์ว่าเทคโนโลยีสามารถทำลายการรวมศูนย์อำนาจได้ แต่ในขณะเดียวกัน บทเรียนในระยะยาวก็ชี้ให้เห็นว่า การไม่มีโครงสร้างแกนนำที่ชัดเจนก็ทำให้การขับเคลื่อนในเชิงยุทธศาสตร์ระยะยาวขาดความต่อเนื่องเช่นกัน

3. นิติสงคราม และราคาที่ต้องจ่าย

บทเรียนที่เจ็บปวดที่สุดของคนรุ่นนี้คือการเผชิญหน้ากับ "นิติสงคราม" (Lawfare) แกนนำและผู้เข้าร่วมชุมนุมจำนวนมากต้องเผชิญกับคดีความนับร้อยคดี ทั้งข้อหาร้ายแรงอย่าง ม.112, ม.116 หรือ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ หลายคนต้องสูญเสียโอกาสในชีวิต ติดคุก หรือต้องลี้ภัยไปต่างประเทศ สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่ากลไกอำนาจรัฐพร้อมที่จะใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือในการสยบความเคลื่อนไหวทางเมืองอย่างเข้มข้น

4. จากท้องถนนสู่รัฐสภา

ความตื่นตัวทางการเมืองของเยาวชนในปี 2563 ได้กลายเป็น "ปุ๋ยชั้นดี" ที่ส่งผลต่อการเมืองในระบบรัฐสภา ผลการเลือกตั้งในปี 2566 ที่พรรคการเมืองฝั่งเสรีนิยม (โดยเฉพาะพรรคก้าวไกลในขณะนั้น) ได้รับคะแนนเสียงมาเป็นอันดับหนึ่ง คือหลักฐานเชิงประจักษ์ว่าพลังจากท้องถนนได้แปรเปลี่ยนเป็นคะแนนเสียงในคูหา แม้ว่าการจัดตั้งรัฐบาลในท้ายที่สุดจะไม่เป็นไปตามที่กลุ่มผู้ชุมนุมคาดหวัง แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า "วาระ" ของคนรุ่นใหม่ได้เข้าไปอยู่ในสภาอย่างเป็นทางการแล้ว

5. ช่องว่างระหว่างรุ่น (Generation Gap) ที่ต้องประสาน

6 ปีที่ผ่านมาแสดงให้เห็นว่า การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของประเทศไม่สามารถทำได้ด้วยคนรุ่นใดรุ่นหนึ่งเพียงลำพัง ความคิดที่แหลมคมและก้าวหน้าของเยาวชนจำเป็นต้องอาศัยการทำความเข้าใจ การสร้างแนวร่วม และการประนีประนอมกับคนรุ่นอื่น ๆ ในสังคมด้วย การขับเคลื่อนที่โดดเดี่ยวเกินไปอาจนำไปสู่แรงต้านที่รุนแรงจากฝั่งอนุรักษ์นิยม ดังนั้น บทเรียนสำคัญคือการเรียนรู้วิธีการสื่อสารเพื่อดึงคนส่วนใหญ่ของประเทศมาร่วมทาง

บทสรุป: > 6 ปีของ "เยาวชนปลดแอก" อาจไม่ได้จบลงด้วยชัยชนะอย่างเบ็ดเสร็จในทันที และอาจตามมาด้วยความสูญเสียของใครหลายคน แต่มันได้ทิ้ง "มรดกทางความคิด" และเมล็ดพันธุ์แห่งการตั้งคำถามไว้ในใจของคนรุ่นใหม่ ซึ่งเมล็ดพันธุ์เหล่านี้กำลังเติบโตและจะกลายเป็นผู้กำหนดอนาคตของประเทศนี้ในวันข้างหน้าอย่างแน่นอน