วันเสาร์, มิถุนายน 29, 2562

ขอชวนไปร่วมงาน "ดนตรีประชาธิปไตย" เย็นวันเสาร์นี้ที่อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา เพื่อเป็นกำลังใจให้ #จ่านิว เพื่อยืนยันการต่อสู้กับเผด็จการด้วยสันติวิธี เพื่อยืนยันอุดมการณ์ประชาธิปไตย เพื่อยืนยันว่าอำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชน



บ้านป่าเมืองเถื่อน นักเลงหมาลอบกัด เพื่อไทยต้องไล่บี้ตร.และประยุทธ์รับผิดชอบ




มาถึงแล้ว 'บรรยากาศ' ก่อน ๖ ตุลา ทำร้ายจ่านิว คล้ายๆ แขวนคอช่างไฟฟ้านครปฐม "ฆ่าตี ก็ตามอำเภอใจพาล"

มาถึงแล้วบรรยากาศก่อน ๖ ตุลา ร่ำๆ สองสามเดือนที่ผ่านมาตั้งเค้าว่ากำลังจะกลับ ถึงก่อนเวลาเล็กน้อยนี่เพิ่งจะเข้ากรกฎา การรุมทำร้าย จ่านิว รอบสอง ชวนให้รำลึกถึงเมื่อตอนคนงานไฟฟ้าโดนแขวนคอกับประตูรั้วที่นครปฐม

รำพังการรุมทำร้ายเยี่ยงนี้ ทั้งกรณี เอกชัย หงส์กังวาน และจ่านิว โดยไม่มีการขยับเขยื้อนจากฝ่ายปกครอง เป็นที่กล่าวขานกันว่า คสช.ก็รู้แกว จึงได้ไม่มีการจับคนร้ายยกเว้นครั้งเดียวที่กระทำโดยส่วนตัว นอกนั้นก็คือ  ‘state encouraged/sponsored’ สมรู้

จากการให้สัมภาษณ์ของ หมอเลี้ยบ นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี (ที่ไปเยี่ยมยังโรงพยาบาลมิสชั่นพร้อมกับ นิธินันท์ ยอแสงรัฐ ผู้สื่อข่าวอาวุโส) อาการบาดเจ็บของนายสิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ ครั้งนี้หนักกว่าครั้งที่ผ่านมาเมื่อไม่นาน
 
แพทย์ตรวจสมองแล้วมีความหวังว่าจะกลับสู่ปกติได้ แต่แผลที่เบ้าตาขวายังต้องรอดูผลว่าจะร้ายแรงขนาดใช้การไม่ได้หรือไม่ เพราะการรุมตีด้วยไม้จากชายสี่คนนั้นกระทำอย่างตั้งใจให้ถึงชีวิต หรือเบาะๆ ก็พิการได้ สะใจฝ่ายสนับสนุนคณะทหารที่แห่กันไปซ้ำเติมตามเว็บข่าวส้องสุม อย่างไทยโพสต์ และเนชั่น

ทำให้เห็นบรรยากาศของการโหมประโคมเมื่อปี ๒๕๑๙ โดยหนังสือพิมพ์ ดาวสยาม และวิทยุ ยานเกราะ ครั้งนี้อาจมีมากกว่า นอกจากไทยโพสต์ เนชั่น (เครือเดียวกับ ที-นิวส์) แล้วมีแนวหน้าและเดลินิวส์แจมเป็นระยะๆ และ บลูสกายได้วิญญานของยานเกราะกลับมาสิง

ยังดีที่มีสื่ออย่าง สุทธิชัย หยุ่น (ซึ่งขายเนชั่นให้สปริงนิวส์ไปแล้ว) กับโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ อุตส่าห์แสดงออกต่อสาธารณะไม่เห็นด้วยกับการใช้ความรุนแรงต่อผู้ที่เห็นต่างทางการเมือง โดยเฉพาะราเมศนั้นเน้นว่า

“คนที่ถูกทำร้ายสองครั้งในเวลาที่ใกล้เคียงกัน ต้องจับคนที่ทำผิดมาให้ได้ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนต้องแสดงบทบาทกับเรื่องนี้เพื่อตรวจสอบ” นอกเหนือไปกว่านั้น องค์กรเกี่ยวกับจริยธรรมและวัฒนธรรม ต้องเริ่มเข้าไปหาหนทางลดความขัดแย้งและขจัดจิตสำนึกเกลียดชังต่อกันได้แล้ว

สังคมไทยกำลังกลับเข้าสู่การนิยมความโหดเหี้ยม และตั้งหน้าห้ำหั่นกันอีกครั้ง ดังที่เคยเป็นมาในยุค ขวาพิฆาตซ้ายที่ใช้วาทกรรมจงรักภักดีสถาบันกษัตริย์เป็นข้อกล่าวหา มาบัดนี้ดูเหมือนจะเพี้ยนเปลี่ยนไปเป็นความภักดีต่อสถาบันทหาร และ/หรือ ตลก. ด้วย
“เพราะบมีปากเสียงเวียงรมย์ จึงเลยรันทม บอาจจะถ้อพาที เพราะทวยราษฎร์ล้วนเสรี ขายค้าฆ่าตี ก็ตามอำเภอใจพาล เพราะทรงธรรมรัชย์ชัชวาลย์ แผ่นดินจึงดาล ประดุจประดงกำเดา” บทประพันธ์ดั้งเดิมโดย นายผี (ลายแทงจาก อานนท์ นำภา)

ลักษณะเช่นนี้สุ่มเสี่ยงต่อการเกิดมิคสัญญีในสังคม ที่สมาชิกต่างแว้งกัดซึ่งกันและกัน ต้องดูตัวอย่างถึงจะรู้สึกขนลุกว่าเห็นท่ามันมาแน่ คัดจากที่ @sureyameecha รวบรวมไว้ เฉพาะแก่นๆ ชนิดเหลือขอ เริ่มเบาะๆ ที่ Supakit Chongtaveetham ว่าถึงข่าว “เจริญอาหารเที่ยง...ตายมั้ย”

แต่ว่าอาการขำขันของ อนุชาติ บุนนาค หนักกว่าหน่อย “ไม่ต้องรีบรักษาก็ได้ครับคุณหมอ ปล่อยมันไว้แบบนี้สักสี่ห้าวัน พอขำๆ” อันมีผู้ที่รู้จักเขาระบุว่าคนนี้ สูงส่ง ขนาด “จบ ม.เกษตร จบสวีเด็น ผอ.สถาบันศึกษายุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติ” เสียด้วย

ข่าวที่เขาว่านั้นเอาโพสต์พร้อมภาพจ่านิวขณะหมดสติบนเตียงโรงพยาบาล ของ โบว์ ณัฏฐา มหัทธนา มาเล่น ซึ่งผู้ใช้นาม Jacky Tan สนองว่า “ใครหนอช่างทำร้ายได้ลง จึงขอขอบคุณอย่างสุดซึ้ง” ขณะที่ Ratchapol Deejriya ขยับไปไกลกว่านั้นนิด “แผ่นดินจะสูงขึ้นแล้ว”

ด้าน Tato Vivach Vivach ฉีกประเด็นเล็กน้อย “รอบนี้ลงทุนมากกว่าครั้งที่แล้ว ยอมให้เสื้อยับและเปื้อนเลือด...หวังว่ารอบนี้ยอดเงินจะเข้าบัญชีสูงกว่าครั้งก่อน” สุธี ยรรยงชัยกิจ ต่อเติมให้ว่า “มันต้องมีการเสียสละกันบ้างครับ...ต้องให้ถึงแห่โลงระดับแกนนำ มันถึงจะสะเทือนใจ”
 
อันการขอบริจาคเงินช่วยเหลือนักกิจกรรมที่ตกทุกข์ได้ยากนี่ เห็นทำกันมาทุกขั้วละนะ เมื่อก่อนนี้ พธม.ก็มีบ่อยๆ ไป พวก กปปส.ฉีกแนวหน่อยเพราะผู้บริจาคขาใหญ่เยอะ ทว่ากรณีจ่านิวครานี้มีกลุ่ม อุเชนทร์ เชียงเสน เปิดรณรงค์

โดยให้เชิญเพื่อน ๔ คนรวมบริจาคพร้อมๆ กัน คนละ ๒๔๗.๕๐ บาท ไปที่แม่จ่านิว พัฒน์นรี ชาญกิจ บัญชี ธ.กรุงไทย 488-031-7020 โดยอ้างเหตุผลบางข้อว่า นอกจากจะช่วยผู้เสียหายในการพักฟื้นแล้ว ยังเป็นการรวบรวมผู้คน “ให้พร้อมสำหรับรับเหตุการณ์ที่จะหนักกว่านี้”

หนักแค่ไหนกลับไปดูคอมเม้นต์ของกระสือกระหายเลือดอีกก็ได้ ไพบูลย์ พรหมคง เขียนบนหน้าไทยโพสต์ “คนตีน่าจะได้รับรางวัล ที่เอาเลือดชั่วมันออก อิอิ” โดย Paphawarin Phithacharonekul แถมว่า “ตีวนไปๆๆ คิวต่อไปจะใครอีก เอกชัยมั้ย 55555

เอกชัยน่ะโดนไปหลายรอบแล้ว หวยไปออกที่คำแนะของ พงษ์ชัย ไชยบุญลือ “...อีโบ๋วน่าจะโดนด้วย ไม่รู้ใครเป็นใคร ศัตรูเยอะนี่พวกแก” เช่นเดียวกับ Chakkarin Phudpong ฟันธง “โบว์ You are next target.!!!”

คนเหล่านี้ตัวจริง เสียงจริงทั้งนั้น ที่กระเหี้ยนกระหือต้องการเห็นความวิบัติ บาดเจ็บและถึงตายของฝ่ายที่ปากกล้าขาแข็งยืนหยัดต้านอำนาจเผด็จการกัน จึงได้เห็นว่าบรรยากาศไม่ต่างกับเมื่อครั้งที่มีการก่อกระแสจนนำไปสู่การฆ่านักศึกษาเมื่อ ๖ ตุลาคม ๑๙

“หยุดมันก็ไม่ทันแล้ว มาถึงขนาดนี้” แม่จ่านิวกล่าวกับนักข่าวที่หน้าโรงพยาบาลในตอนหนึ่ง “ก็ต้องสู้ต่อ น้องนิวเองเขาก็ไม่เคยท้อถอดใจ เขาไม่เคยพูดว่าจะหยุดหรือเลิก เขาเคยบอกว่าทุกวันนี้มันเล่นกันเกินไป รุมกันแบบหมาหมู่”
 
หมาหมู่ สไตล์เผด็จการทหารไทยๆ งั้นหรือ มิหนำซ้ำระหว่างที่ส่งตัวจ่านิวไป รพ.นวมินทร์หลังถูกรุมทำร้ายที่ปากซอยเข้าบ้าน ก่อนส่งต่อ รพ.มิชชั่น มารดาของจ่านิวได้เดินทางไปแจ้งความยัง สน.มินบุรี “ปรากฏว่ามี จนท.ทหารในเครื่องแบบ ๓ นายอยู่บริเวณหน้า สน.ด้วย

โดยไม่ทราบวัตถุประสงค์การมาแน่ชัด” น่าสงสัย “มาทำไม” ดังที่ ดาวดิน สามัญชน @daodin_commoner เขียนคอมเม้นต์รายงานของ @TLHR2014

อนุชาติเป็นได้แค่"คน" ที่ไม่ต่างอะไรกับสัตว์เดรัจฉาน ‘พล.ต.ดร.อนุชาติ’ เม้นต์ปม ‘จ่านิว’ บอกหมอไม่ต้องรีบรักษา ปล่อย4-5วันขำๆ












Nick Humanoid‏ @thmaroynee 9h9 hours ago
Replying to @pui_tuangporn @teeratr
ตามหลักมนุษยวิทยา อนุชาติเป็นได้แค่"คน"ที่ไม่ต่างอะไรกับสัตว์เดรัจฉาน ที่เห็นคุณค่าของชีวิตและลมหายใจคนอื่นเป็นเรื่องน่าหัวเราะ ซึ่งเขาไมใช่"มนุษย์"ได้ที่ได้รับการขัดเกลาและพัฒนาจิตใจแล้วที่ย่อมจะเห็นคุณค่าของชีวิตและลมหายใจคนอื่นมีค่าเหมือนกับตัวเอง

Winone‏ @Berlin45776811 8h8 hours ago
Replying to @pui_tuangporn
ควรร่วมลงชื่อถอดถอนออกจากตำแหน่ง ผ.อ.ยุทธศาสตร์แห่งชาติ ไปเลยคนแบบนี้มีความคิดอย่างนี้ จะมาเขียนยุทธศาสตร์อะไรได้ มิน่าเค้าถึงบอก ปท.ไทยป่วยอยู่ เฮ้อ #RIPThailand

leo-dent‏ @dent_max 9h9 hours ago
Replying to @pui_tuangporn
ในฐานะหมอคนนึง​ ขอตอบแทนหมอทั่วโลกว่า​คงทำอย่างที่ท่านกล่าวไม่ได้​ ทำไม่ได้จริงๆ


วันศุกร์, มิถุนายน 28, 2562

รองประธานสภาคนที่สอง ที่หักดิบตีตกญัตติตรวจสอบสรรหา สว. นี่ 'ภูมิใจไทย' เต็มตัว มิน่าตึกสภาใหม่จ่อขยายเวลาสร้างหนที่สี่

สภาผู้แทนฯ วันนี้ฝ่ายค้านทำงานสะใจแฟนคลับประชาธิปไตยยิ่งนัก หลังจากที่รองประธานฯ คนที่ ๒ ทำตัวเป็นแขนขา คสช. หักดิบญัตติด่วนให้จัดตั้งกรรมาธิการตรวจสอบการสรรหา สว. ไม่ยอมนำเข้าวาระการประชุมเสียงั้น

นายศุภชัย โพธิ์สุ ส.ส.นครพนมพรรคภูมิใจไทย รองประธานคนที่สองแจ้งว่าตนเป็นผู้กลั่นกรองญัตติ เห็นว่าการสรรหา สว.เป็นอำนาจของ คสช. สภาไม่สามารถตรวจสอบได้ “เพราะหน้าที่ของสภาฯ คือการตรวจสอบกระบวนการทำงานของรัฐบาล แต่ คสช.ไม่ใช่รัฐบาล”

สุทิน คลังแสง ส.ส.มหาสารคามพรรคเพื่อไทย อภิปรายดุ เรียก สว.ชุดตู่ตั้งนี้ว่า ลูกไม่มีพ่อ(ถ้าเป็นสภาฝรั่งคงเรียกว่า ‘bastard’) เพราะป่านนี้ยังไม่รู้ที่มา “ชาวบ้านเขาสงสัยที่ไปที่มา มันสะเทือนใจ เขาเลือกผู้แทนแทบเป็นแทบตาย...มาได้ยังไง ๒๕๐”

นายสุทินยันว่าถ้ายังไม่ยอมรับญัตติจะต้องแจ้งความดำเนินคดี ตามความผิดมาตรา ๑๕๗ ละเว้นปฏิบัติหน้าที่“วันก่อนประธานสรรหาออกมาบอกไม่มีการตรวจสอบ สว.ที่ถือหุ้นสื่อ เพราะไม่ได้มีกรรมการสรรหา...พอวันนี้บอกอีกว่า คสช.ตรวจสอบไม่ได้” อีกละ

พอรุ่งขึ้น (๒๗ มิ.ย.) ๗ พรรคร่วมฝ่ายค้านออกแถลงข่าวทันใจ ให้รู้ว่าคำอภิปรายไม่ใช่ขู่ ประกาศแจ้งความดำเนินคดีต่อนายชวน หลีกภัย ในฐานะประธานสภาผู้แทนราษฎร ต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

ปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ให้รายละเอียดว่า พรรคฝ่ายค้านได้ยื่นญัตติเรื่องที่มา สว.นี้ไปแล้วถึง ๓ ญัตติ กลับถูกรองประธานคนที่ ๒ ยับยั้งไว้ไม่ยอมบรรจุเข้าวาระการประชุม อ้างว่า ส.ส.ไม่มีอำนาจ จะเสนอญัตติตั้งกรรมาธิการก็ไม่ได้

“สภาผู้แทนฯ เป็นองค์กรที่มาจากการเลือกตั้งเพียงองค์กรเดียว เราจำเป็นต้องใช้อำนาจที่ได้รับมาจากประชาชนในการทำงานตรวจสอบต่างๆ ตามที่ประชาชนสงสัย”

การที่รองประธานสภาฯ บอกว่า คสช.มีอำนาจสูงสุดเป็นรัฏฐาธิปัตย์ “ความเห็นแบบนี้เป็นอันตรายต่อระบอบประชาธิปไตย”

นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่านพรรคเพื่อไทยกล่าวเพิ่มเติมว่า การใช้อำนาจตัดสิทธิการยื่นญัตติเช่นนั้น “เป็นเจตนาที่จะละเมิดรัฐธรรมนูญ” ผิดข้อบังคับ ในเมื่อผ่านไป ๘ วันแล้วยังไม่มีการแจ้งตอบต่อผู้ยื่น ทั้งที่ระเบียบกำหนดให้แจ้งภายใน ๕ วัน

หมอชลน่านระบุว่าเป็นความผิดที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตต้องเข้ามาทำหน้าที่ตรวจสอบ ในวันที่ ๑ ก.ค.นี้กลุ่มพรรคฝ่ายค้านจะยื่นคำร้องให้ ปปช.ดำเนินการทั้งประธานและรองประธานคนที่ ๒ และจะยื่นฟ้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญานักการเมือง เอาผิดตามมาตรา ๑๕๗ ต่อไป

อย่างไรก็ดีมีข้อน่าสังเกตุว่า นายศุภชัยอ้างการวินิจฉัยของเขาได้แจ้งต่อนายชวน หลีกภัย ทราบแล้ว ในฐานะที่นายศุภชัยเป็น ส.ส.นครพนม เป็นท้องที่หนึ่งที่ในยุค คสช.นี้มียาเสพติดทะลักจำนวนมาก ชนิดที่ ส.ส.ฝ่ายค้านผู้หนึ่งเปรียบเปรยว่าเป็น สินค้าโอท็อป ของจังหวัด

อีกทั้งพรรคภูมิใจไทยที่เขาสังกัดได้เข้าร่วมรัฐบาลอย่างมีเลสนัย “คือดีลที่ปฎิเสธไม่ได้ และสมประโยชน์กันทุกฝ่าย” (คำของ Thanapol Eawsakul) เนื่องจากบริษัทซีโนไทยของนายอนุทิน ชาญวีรกูล “ได้ประโยชน์เต็ม ๆ จากการยืดการส่งมอบอาคารรัฐสภาแห่งใหม่ โดยไม่ต้องเสียค่าปรับใด ๆ เลย”

รายงานข่าวไทยรัฐออนไลน์ แจงว่า “ผ่านมายาวนานกว่า ๖ ปี ยืดเวลาก่อสร้างมาแล้วถึง ๓ ครั้ง สถานที่ประกอบแต่กรรมดี มูลค่ากว่าหมื่นล้านที่ประชาชนเฝ้ายลโฉมยังคงไม่แล้วเสร็จ บรรดา ส.ส. และ ส.ว. จำต้องระหกระเหินทำงานที่ ออฟฟิศชั่วคราว ค่าเช่าวันละ ๓ แสนบาท”

งานก่อสร้างรัฐสภามูลค่า ๑.๒ หมื่นล้านบาทแห่งนี้แต่เดิมกำหนดแล้วเสร็จใน ๙๐๐ วัน แต่ล่าช้ามากสภาเลยขยายเวลาให้เป็นทั้งสิ้น ๒,๓๘๒ วัน เพิ่งเสร็จไปราว ๖๔% ตอนนี้เหลือเวลาอีกเพียง ๑๘๔ วัน เสร็จไม่ทันแน่ ในเมื่อ ณ วันที่ ๑๔ มิ.ย. ได้งานน้อยกว่าเป้าถึง ๑๓.๖๒%
ไทยรัฐคำนวณให้โดยละเอียด บริษัทของตระกูลชาญวีรกูลผู้รับเหมาก่อสร้างควรต้องจ่ายค่าปรับวันละ ๑๒ ล้านบาท รวมทั้งหมด ๑.๘ หมื่นล้านบาท แต่นี่สำนักงานรัฐสภาที่เพิ่งเปลี่ยนมือการกำกับจากนายพรเพชร พิชิตชลชัย (อดีต) ประธาน สว. มาเป็นนายชวน หลีกภัย มาหมาดๆ

ยอมขยายเวลาง่ายๆ ๓ ครั้งแล้วไม่พอ ทำท่าจะขยายต่อเป็นครั้งที่สี่ ทั้งที่ “สารพัดปัญหา (ฉาว) ไม่ได้มีแค่การก่อสร้างที่ยืดแล้วยืดอีก แต่มีทั้งกรณีการใช้ไม้สัก ๕,๐๐๐ ต้น เพื่อประกอบการก่อสร้าง ลานจอดรถ

หรืออย่างระบบไอซีที ๘ พันล้าน ก็เกิดปัญหาเฉกเช่นเดียวกัน ราคาไมโครโฟนล่อไป ๑.๒ แสนบาท นาฬิกาเรือนละ ๗ หมื่นบาท ทีวีเครื่องละ ๑.๗ แสนบาท เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ทั่วโลกโซเชียล ซัดราคาแพงเว่อร์เกินราคาตลาดกว่าครึ่ง”


แล้วอย่างนี้ “จะให้สภาผู้แทนฯ” ที่ได้รับเลือกตั้งมาจากประชาชน “นั่งเฉยๆ หรือ” อย่างที่ปิยบุตรบอกไว้ในแถลงข่าว

ขบวนการต่อต้านชนชั้นล่าง





ขบวนการต่อต้านชนชั้นล่าง : วีรพงษ์ รามางกูร


27 มิถุนายน 2562
วีรพงษ์ รามางกูร
มติชนออนไลน์


ขบวนการต่อต้านและสนับสนุนพรรคเพื่อไทย ซึ่งเชื่อว่าเป็นพรรคการเมืองของผู้สนับสนุนอดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร ที่ยืดเยื้อยาวนานมากว่า 10 ปี เป็นปรากฏการณ์ที่สะท้อนการแบ่งชนชั้นในสังคมไทย ที่สังคมไทยไม่อาจก้าวข้ามได้สักที เพราะใช้ทักษิณ ชินวัตร เป็นสัญลักษณ์ของชนชั้นล่าง ตรงกันข้ามกับชนชั้นบน

หลายคนพยายามบอกว่าการแบ่งชนชั้นในสังคมไทยในสมัยนี้ไม่มี แต่ในความเป็นจริงการแบ่งชนชั้นในสังคมไทยนั้นปรากฏออกมาอย่างชัดเจนในขบวนการการเมืองของประเทศไทย บางครั้งก็แสดงออกมาอย่างล่อนจ้อนในการปราศรัย ในการจัดตั้งขบวนการ “มวลมหาประชาชน” เพื่อต่อต้านบดขยี้ขบวนการทักษิณ ซึ่งมีหรือไม่มีก็ไม่ชัดเจน แต่เป็นวาทกรรมของตัวแทนของชนชั้นปกครอง ที่ได้รับการสนับสนุนจากขบวนการทุนขนาดใหญ่และขนาดกลาง ทั้งจากในกรุงเทพฯ ในภาคใต้ ในเขตเทศบาลของเมืองใหญ่ที่ประกอบอาชีพค้าขาย ส่วนใหญ่เป็นผู้ที่มีเชื้อสายจีนทั่วประเทศ

ผู้ที่ประกอบอาชีพเป็นนายทุนขนาดใหญ่และขนาดกลางเหล่านี้ มีความรู้สึกทางชนชั้นหรือ class consciousness สูงมาก มีความรู้สึกดูถูกเหยียดหยามชนชั้นกรรมกร ชาวนาและชาวประมง ในภาคอีสานเวลาพูดคุยกันเองเรียกพวกเดียวกับตนเป็นภาษาแต้จิ๋วว่าตนเป็น “ตึ่งนังเกี้ย” หรือ “ลูกจีน” เรียกกรรมกร ชาวนาหรือลูกจ้างตนเองว่า “เหลาเกี้ย” หรือ “ลูกลาว” ซึ่งเป็นคำดูถูก จะภูมิอกภูมิใจมากถ้าได้ลูกเขยหรือลูกสะใภ้ที่มีนามสกุลเก่าแก่ของขุนนาง หรือนามสกุลที่ใช้บรรดาศักดิ์ เช่นบริรักษ์บุรีภัณท์ หรือปราณีพุทธบริษัท หรือประจญปัจจานึกพินาศ เป็นต้น แต่ไม่ค่อยสบายใจถ้าได้เขยหรือสะใภ้ที่นามไทยแท้หรือนามสกุลท้องถิ่นในภูมิภาค เช่น คำสุก บ้านก้อง คำเล็ก หรือทองใส เป็นต้น

หรือถ้าจะได้เขยหรือสะใภ้ที่นามสกุลสั้นๆ เชยๆ แล้วถ้ามียศตำรวจทหารนำหน้าชดเชยก็จะพอใจ นอกจากนั้นสถานะการศึกษา ซึ่งขณะนี้เกือบร้อยละ 95 ก็จบปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยของรัฐ หรือมหาวิทยาลัยชั้นนำของเอกชน ที่สอบเข้าเป็นข้าราชการได้ก็เป็นคนไทยเชื้อสายจีนหรือตึ่งนังเกี้ยทั้งนั้น คนพื้นเมือง อีสาน กลาง เหนือ ใต้ มีเหมือนกันแต่น้อยกว่า คนไทยเชื้อสายจีนก็ไม่นิยมใช้แซ่อีกต่อไป

แต่นิยมเปลี่ยนเป็นนามสกุลเป็นภาษาสันสกฤตยาวๆ 4-5 พยางค์

กิจการธุรกิจ การค้า การเงิน การธนาคาร การนำเข้าส่งออก การค้าปลีก ค้าส่ง การขนส่ง ฯลฯ ล้วนอยู่ในมือของคนไทยเชื้อสายจีนทั้งสิ้น แต่เนื่องจากลูกหลานจีนในเมืองไทยมักจะเกิดจากมารดาเชื้อสายไทยหรือคนพื้นเมือง ส่วนลูกสาวจีนก็นิยมแต่งงานกับข้าราชการไทย ผสมปนเปกันไปจนกลายเป็นคนไทยในรุ่นที่ 3 แม้จะฟังภาษาแต้จิ๋วออกแต่ก็พูดไม่ได้หรือพูดได้ก็ไม่ชัด คนญวนหรือเวียดนามใน 6-7 จังหวัดทางภาคอีสาน อันได้แก่ หนองคาย อุดรธานี นครพนม มุกดาหาร สกลนคร อำนาจเจริญและอุบลราชธานี ก็มีลักษณะเดียวกันคือพยายามให้ตัวเองถูกกลืนเข้าไปในสังคมท้องถิ่น

ไม่เหมือนลูกหลานจีนในประเทศเพื่อนบ้าน เช่น มาเลเซีย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย พม่า เวียดนาม กัมพูชา ซึ่งครั้งหนึ่งมีนโยบายกีดกั้นคนจีนและลูกหลานจีน จีนจึงยังคงเป็นจีนอยู่จนถึงปัจจุบัน ไม่สามารถกลืนลูกหลานจีนเข้าไปอยู่ในสังคมนั้นได้

อย่างไรก็ตาม บรรดานายทุนต่างชาติ ไม่ว่าจะเป็นจีนเก่าจีนใหม่ ญวนเก่าญวนใหม่ ต่างก็ถือตัวว่าเป็นชนชั้นนายทุนและพยายามเปลี่ยนฐานะของตนเป็นชนชั้นปกครองผ่านทางการศึกษาและระบบราชการ หรือเปลี่ยนจากแซ่เป็นนามสกุล โดยเป็นภาษาบาลีสันสกฤตแต่ยาวหลายพยางค์ ซึ่งก็ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี

สําหรับชนชั้นกรรมกรชาวนาก็มีค่านิยมที่จะเปลี่ยนฐานะของรุ่นลูกรุ่นหลาน ให้สามารถเปลี่ยนจากการสังกัดชนชั้นกรรมการชาวนาผ่านทางการศึกษา ให้เป็นไปตามคำอวยพรที่นิยมกล่าวกันว่า “ขอให้เป็นเจ้าคนนายคน” ซึ่งก็หมายถึงเปลี่ยนฐานะชนชั้น แต่ก็ทำได้ยากลำบากเพราะการเข้าถึงระบบการศึกษาของรัฐ ต้องมีพื้นฐานการศึกษา จากชั้นประถมศึกษาจนถึงชั้นมัธยมศึกษา ซึ่งก็เสียเปรียบลูกหลานของคนในเมืองอยู่แล้ว ยิ่งถ้าสามารถสอบได้เข้าเรียนสถานศึกษาระดับอุดมศึกษาในกรุงเทพฯและจังหวัดใหญ่ในภูมิภาค เช่น เชียงใหม่ ขอนแก่น สงขลา แม้จะทำได้ก็ต้องมีความสามารถพิเศษและน้อยคนจะทำได้ จะทำได้ก็เพียงสามารถสอบเข้าในมหาวิทยาลัยราชภัฏ ซึ่งเดิมเป็นวิทยาลัยครู แต่ก็ยังดีกว่าเมื่อก่อนที่เข้าศึกษาได้แต่วิชาชีพครูเท่านั้น วิชาอื่นไม่มีการเรียนการสอน

ขบวนการต่อสู้ดิ้นรนระหว่างชนชั้นผู้ปกครองและนายทุนใหญ่และนายทุนขนาดกลางในต่างจังหวัดกับชนชั้นถูกปกครอง อันได้แก่ เหลาเกี้ย กรรมกร ชาวนา ถูกสะท้อนให้เห็นในขบวนการการเมืองพรรคประชาธิปัตย์ สะท้อนความเป็นตัวแทนของชนชั้นปกครองของคนในเมืองกรุงเทพฯและภาคใต้ เพราะประชาชนภาคใต้ส่วนใหญ่มีฐานะดี แม้บางครั้งจะแพ้เลือกตั้งในกรุงเทพฯและภาคใต้บ้างบางโอกาส แต่ในระยะยาวก็จะชนะการเลือกตั้งในพื้นที่ดังกล่าว ด้วยเหตุผลทางชนชั้นสังคมและเป็นพันธมิตรกับทหาร ซึ่งมีบทบาททางการเมืองสูงและสังกัดชนชั้นสูงสำหรับประเทศไทย

เนื่องจากจำนวนประชากรที่สังกัดชนชั้นนี้มีน้อยกว่าชนชั้นล่าง พรรคประชาธิปัตย์จึงไม่เคยชนะการเลือกตั้งเลย ไม่ใช่เฉพาะเดี๋ยวนี้แต่เป็นมาตลอด ตั้งแต่ต่อสู้กับพรรคทหารอย่างจอมพล ป. พิบูลสงคราม จนกลายมาเป็นพรรคที่เป็นพันธมิตรกับทหาร ต่อสู้กับพรรคที่ได้รับความนิยมจากประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ เช่นพรรคไทยรักไทยหรือพรรคเพื่อไทยในปัจจุบัน

เนื่องจากพรรคประชาธิปัตย์ไม่มีโอกาสชนะการเลือกตั้งเลย น่าจะเป็นเพราะมีภาพเป็นตัวแทนของชนชั้นสูงในเมือง จึงทำให้พรรคกลายเป็นพรรคการเมืองของภูมิภาค หรือเมื่อเป็นรัฐบาลหรือเข้าร่วมรัฐบาลก็ไม่มีผลงานเป็นชิ้นเป็นอัน สนใจแต่ประดิษฐ์วาทกรรมแปลกๆ เอาไว้อภิปรายปราศรัยทำลายฝ่ายตรงข้าม ซึ่งก็ประสบความสำเร็จเรื่อยมาตั้งแต่สมัยนายควง อภัยวงศ์ สมัย ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช นายชวน หลีกภัย มาถึงยุคนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

ต่างก็ลอกแบบกันมาเรื่อยๆ ตั้งแต่เล่นงานพรรคแนวรัฐธรรมนูญและพรรคสหชีพของนายปรีดี พนมยงค์ เรื่อยมา

ประชาธิปัตย์จึงกลายเป็นพรรคพันธมิตรของฝ่ายเผด็จการทหารในการต่อสู้กับฝ่ายประชาธิปไตยอย่างพรรคแนวรัฐธรรมนูญและพรรคสหชีพของนายปรีดี พนมยงค์ คอยสนับสนุนจอมพลผิน ชุณหะวัณ ในการทำรัฐประหารให้จอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้กลับคืนสู่อำนาจ แต่จอมพล ป. เกรงว่าประเทศฝ่ายพันธมิตรในสงครามโลกครั้งที่ 2 จะไม่ยอมรับ จึงขอให้นายควง อภัยวงศ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์เป็นนายกรัฐมนตรีขัดจังหวะ อยู่คั่นเวลาให้กับคณะทหารที่ทำปฏิวัติก่อนที่จอมพล ป. พิบูลสงคราม จะกลับมาจากการไปเลี้ยงไก่อยู่ที่อำเภอลำลูกกา

นายควง อภัยวงศ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ก็ยอมเป็นนายกรัฐมนตรีให้คณะปฏิวัติในเดือนมกราคม 2490 และถูกจอมพล ป. จี้ออกจากตำแหน่งในเดือนเมษายนในปีเดียวกัน

ประวัติของพรรคประชาธิปัตย์จึงเป็นพรรคพันธมิตรของฝ่ายเผด็จการทหารและต่อต้านฝ่ายประชาธิปไตยมาโดยตลอด

ที่อยู่มาได้ดี ไม่เคยถูกยุบพรรคเหมือนพรรคการเมืองฝ่ายประชาธิปไตยอื่นๆ ก็เพราะเป็นฝ่ายสนับสนุนเผด็จการทหารมาอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน ไม่ว่าจะยุคไหนก็ไม่เคยชนะการเลือกตั้งเลยเป็นเวลาเกือบ 20 ปีแล้ว จอมพล ป. พิบูลสงคราม เคยพูดดูถูกหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์นายควง อภัยวงศ์ อย่างเปิดเผยว่าเป็น “จำอวดการเมือง” ทั้งๆ ที่เป็นสมาชิกคณะราษฎรมาด้วยกัน

ส่วนพรรคที่หาเสียงและได้รับการสนับสนุนจากประชาชนระดับรากหญ้า ซึ่งแปลมาจากคำภาษาฝรั่งว่า grass root เพราะเป็นรากฝอยเล็กๆ
ขึ้นทั่วไป แต่เมื่อ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ทำรัฐประหาร ดัดจริตเรียกเสียใหม่เป็น “ฐานราก” ซึ่งไม่รู้แปลว่าอะไร รังเกียจที่จะใช้คำเดิมเพียงเพราะว่าพรรคไทยรักไทยใช้คำนี้ ซึ่งแปลกลับไปเป็นภาษาฝรั่งว่า “root base” ฝรั่งฟังแล้วก็คงจะงง ไม่รู้หมายถึงใครหรืออะไรที่ไหน

ประชาชนระดับรากหญ้าหรือ grass root น่าจะหมายถึงคนที่สังกัดชนชั้นล่าง ซึ่งเป็นกรรมการ ชาวนา พ่อค้าแม่ขายขนาดเล็กที่ได้รับการดูถูกดูหมิ่นจากชนชั้นสูงว่าโง่เขลา ถึงกับกล่าวว่าชนชั้นนี้ไม่ควรมีสิทธิมีเสียงทางการเมือง ไม่เคยเสียภาษี ชนชั้นตนเท่านั้นที่เป็นผู้เสียภาษี ทั้งๆ ที่ภาษีที่วงศ์ตระกูลของตนเสียคือภาษีสรรพสามิตกับภาษีมูลค่าเพิ่ม เป็นภาษีทางอ้อม ตนผลักภาระภาษีให้กับผู้บริโภค ซึ่งเป็นชนชั้นกลางที่ถูกมอมเมาด้วยเหล้าและเบียร์ที่ครอบครัวของตนผลิตนั้นเอง

เราจึงไม่ควรแปลกใจว่าการพัฒนาประชาธิปไตยที่มั่นคง การพัฒนาพรรคการเมืองให้มั่นคงแข็งแรง จึงไม่สามารถเกิดขึ้นได้อย่างต่อเนื่อง จะถูกขัดขวางจากชนชั้นนี้ที่มีพรรคประชาธิปัตย์เป็นตัวแทน มีกองทัพเป็นพันธมิตร แต่มักจะท่องบ่นอยู่เสมอว่าตน “เชื่อมั่นในระบอบรัฐสภา” แม้ในความเป็นจริงแล้ว

พวกตนสนับสนุนระบอบเผด็จการทหารมาโดยตลอด


‘ปิยบุตร’ อภิปรายแผนปฏิรูปประเทศเป็นการปฏิรูปที่ไม่เห็นหัวประชาชน เป็นการอภิปรายที่ดีมาก อย่าพลาด !





‘ปิยบุตร’ อภิปรายแผนปฏิรูปประเทศเป็นการปฏิรูปที่ไม่เห็นหัวประชาชน

พรรคอนาคตใหม่ - Future Forward Party
Published on Jun 27, 2019


[ กองทัพ - ศาล - คสช. ควรต้องถูกปฏิรูปที่สุด ชี้แผนปฏิรูปประเทศปัจจุบัน ทำให้เกิด ซุปเปอร์รัฐบาล - สร้างอุตสาหกรรมปฏิรูป - ส.ว. อยู่เหนือ ส.ส. ที่มาจากการเลือกตั้ง ] 

ปิยบุตร แสงกนกกุล ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ 

อภิปรายรายงานผลการดำเนินการตามแผนปฏิรูปประเทศตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 270 ที่ให้ ครม. แจ้งความคืบหน้าการปฏิรูปประเทศให้สภาผู้แทนราษฎรรับทราบทุก 3 เดือน 

ระบุว่า 3 หน่วยงานหลักๆ ที่ไม่ถูกพูดถึงในการปฏิรูปทั้งๆ ที่ผ่านมาทั้ง 3 หน่วยงานนี้ ถูกตั้งคำถามอย่างมากจากประชาชนและสื่อมวลชน คือ 1.กองทัพ ที่ออกมาทำรัฐประหารบ่อยครั้ง เราต้องปฏิรูปว่าทำอย่างไรให้กองทัพสอดคล้องกับประชาธิปไตย เคารพหลักสิทธิมนุษยชน 2.ศาลถูกตั้งคำถามตลอด 13 ปีที่ผ่านมา 3. คสช. ซึ่งหัวหน้า คสช. นั้นเป็นบุคคลที่ควรถูกปฏิรูปที่สุด 

นอกจากนี้แผนการปฏิรูปเป็นน่าสังเกตอยู่ 3 ข้อ ดังนี้ 

1.ทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่าซุปเปอร์รัฐบาล ตามปกติคือมีการเลือกตั้ง ส.ส. เข้าไปตั้งรัฐบาล มีสภาพัฒน์ไว้ร่วมกันเข้าไปหารือเรื่องการปฏิรูป แต่ปัจจุบันมีการปฏิรูปในระบบพิเศษ คือเมื่อการรัฐประหารเกิดขึ้น มีการอ้างการปฏิรูป ในการปฏิรูปก็มีการตั้งคณะกรรมการปฏิรูป แล้วก็จะเกิดระบบรัฐซ้อนกัน เรียกว่า รัฐซ้อนรัฐ (Dual State/Deep State) รัฐหนึ่งคือรัฐปกติที่มาจากเสียงพี่น้องประชาชน แต่มีอำนาจน้อยมากเมื่อเทียบกับรัฐที่เกิดขึ้นมาโดยคณะรัฐประหาร เป็นกระบวนการ militarization of the state คือแปลงรัฐปกติให้เป็นรัฐทหารมากขึ้น มีหัวหน้าคณะรัฐประหาร และนายทหารจำนวนมากนั่งในตำแหน่งดังกล่าว พวกเขาเหล่านี้ก็มากำกับรัฐบาลจากการเลือกตั้ง 

2. สร้างอุตสาหกรรมการปฏิรูป โดยหลังจากมีการรัฐประหารเกิดขึ้น จะมีการตั้งคณะกรรมการชุดหนึ่งขึ้นมา มีการตั้งหน่วยงาน มีการประชุม มีการจ่ายเงินเดือน จ่ายเบี้ยประชุมต่างๆ ทำรายงานออกมาปึกๆ ซึ่งจะวนเวียนอยู่อย่างนี้ โดยได้ผลลัพธ์ของการปฏิรูปคือกองกระดาษโตๆ และมีคนเดิมๆ ที่วนเวียนซ้ำไปซ้ำมาในอุตสาหกรรมการปฏิรูป 

3. ทำให้วุฒิสภามีอำนาจขึ้นมาขี่คออยู่เหนือสภาผู้แทนราษฎร ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 270 บอกว่าคณะรัฐมนตรีต้องมีการรายงานความคืบหน้าการดำเนินงานตามแผนปฏิรูปประเทศต่อสภาผู้แทนราษฎรทุกๆ 3 เดือน ส.ส. ทำได้เพียงนั่งและอภิปรายแบบนี้ 3 เดือนต่อมาค่อยมาพบกันใหม่ แต่วุฒิสภา (ส.ว.) กลับมีอำนาจติดตามเสนอแนะและเร่งรัด ที่สำคัญคือเวลาที่มีการออกกฎหมายปฏิรูปก็ใช้กระบวนการนิติบัญญัติแบบพิเศษ คือใช้ที่ประชุมร่วมกันของ 2 สภา ปกติเริ่มสภาผู้แทนราษฎรแล้วไปที่วุฒิสภา ส.ว. ทำได้เพียงถ่วงดุลเล็กๆ น้อยๆ สุดท้ายอำนาจอยู่ที่ส.ส. นี่คือการริดรอนอำนาจ ส.ส. ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนอย่างชัดเจน รวมถึงหาก ส.ว. เกิดมีข้อสงสัยว่าเป็นกฎหมายปฏิรูปใช่หรือไม่ ก็สามารถเข้าชื่อประธานร้องต่อสภา ให้ตั้งกรรมาธิการพิจารณาร่วมกัน โดยที่ประธานกรรรมาธิการชุดนั้นคือประธานวุฒิสภา นี่คือตัวอย่างที่ ส.ว. เข้ามาครอบงำ ส.ส. มากขึ้นเรื่อยๆ 

“ทุกวันนี้ ส.ส. กำลังถูกลิดรอนอำนาจ เราถูกดูถูก ถูกกล่าวหาตลอดเวลาว่าไม่ดี จนทำให้เกิดการยึดอำนาจโดยอ้างว่าต้องเข้ามาปฏิรูปประเทศ ผมอยากบอกกับ ส.ส.ทุกท่านว่า นักการเมืองจากการเลือกตั้ง เรามาจากการเลือกตั้งของประชาชน ต้องผนึกกำลังป้องกันไม่ให้องค์กรแปลกปลอมเข้ามา มิใช่ คอยเปิดประตูให้เขาเข้ามาแทรกแซงอยู่เรื่อยๆ ซึ่งก็เป็นที่น่าเสียดาย เช่น การที่ไม่มีการบรรจุญัติตรวจสอบที่มา ส.ว.ในการพิจารณา” 

“ผมอยากเชิญชวน ส.ส.ทุกท่าน เราเป็นองค์กรผู้ใช้อำนาจรัฐเพียงองค์กรเดียวที่มาจากการเลือกตั้ง ใช้อำนาจแทนประชาชน นี่คือความศักดิ์สิทธิ์ จึงต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าเราสามารถปฏิรูปได้ในระบบปกติ ไม่ต้องใช้ระบบพิเศษ ไม่ต้องเปิดประตูเชิญคณะรัฐประหารเข้ามาปฏิรูป เราแข่งขันกันในระบบปกติ รณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง ได้เสียงข้างมากมาเป็นรัฐบาล เสียงข้างน้อยเป็นฝ่ายค้าน มีรัฐบาลเข้าบริหารประเทศ ฝ่ายค้านทำหน้าที่ตรวจสอบ นี่คือการปฏิรูปในระบบปกติ เราต้องปฏิรูปโดยใช้แรงของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากประชาชน ไม่จำเป็นต้องอาศัยทหาร ไม่จำเป็นต้องอาศัย ส.ว. ที่มาจากการแต่งตั้ง”

"Do you hear the people sing?" Protesters in Hong Kong sang this song last night. Are you watching, Thailand?




https://www.facebook.com/zenjournalist/videos/10156920132266154/
.

Hong Kong protesters chant 'Do you hear the people sing?'

...



Do you hear the people sing? - Les Miserables - High res, w/ lyrics
..

ร้องเพลง Do You Hear the People Sing? (ฉบับแปลภาษาไทย) ในงาน "75 ปีที่ผ่านและวันข้างหน้าของนิธิ เอียวศรีวงศ์" เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2558



prachatai
Published on May 23, 2015

แปลกนิ กรณี ส.ส. - ส.ว. ถือหุ้นสื่อ มีคำร้องส่งถึง กกต.เกือบ 100 เผย พิจารณาแล้วเสร็จคนเดียวคือ “ธนาธร”






Overview - เชือดธนาธร : แผนร้ายที่ไม่เคยเปลี่ยนของผู้มีอำนาจ
VOICE TV 21
Published on Jun 27, 2019

สถิติประเทศพอเพียง คน 1% ของประเทศ ถือครองทรัพย์สินกว่า 66.9% หมายความว่าคน 1% นี้ ถือครองทรัพย์สินมากกว่าครึ่งหนึ่งของประเทศ





3@LL.III.‏ @wor215 hours ago

ประเทศกำลัง ด้อยพัฒนา... หมดอนาคต..?? พรรคครูไทยเพื่อประชาชน เสนอให้รัฐบาลจัดทำ 'บัตรคนดี ปลดหนี้ประชาชน' ใครทำความดี ก็สะสมแต้ม ไปแลกเป็นเงินไปปลดหนี้สิน


ธปท.หั่นศก.ไทยโต 3.3% ส่งออกวูบหนักโต 0% "เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มที่จะขยายตัวชะลอได้อีก... การส่งออกมีโอกาสขยายตัวติดลบได้"





ธปท.หั่นศก.ไทยโต3.3%ส่งออกวูบหนักโต0%


26 มิ.ย. 2562
โพสต์ทูเดย์


ธปท.คาดเศรษฐกิจไทยทรุดได้อีก เนื่องจากผลกระทบสงครามการค้า ค่าเงินบาทแข็ง ทำส่งออกวูบหนัก และงบประมาณปี 2563 ล่าช้า


นายทิตนันทิ์ มัลลิกะมาส ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และในฐานะ เลขานุการ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เปิดเผยว่า กนง. ปรับลดการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ปีนี้เหลือ 3.3% จากเดิมคาด 3.8% ด้านปี 2563 ปรับลดลงเหลือ 3.7% จากเดิม 3.9% ขณะที่ส่งออกปรับลดลงเหลือโต 0% จากเดิม 3% ขณะที่ปี 2563 ปรับเพิ่มขึ้นโต 4.3% จากเดิม 4.1%





ทั้งนี้ การส่งออกขยายตัวชะลอลงกว่าที่ประเมินจากผลกระทบสงครามการค้า ด้านการบริโภคภาคเอกชนมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง แต่ยังได้รับแรงกดดันจากหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง รวมถึงรายได้และการจ้างงานที่มีสัญญาณชะลอลงในภาคการผลิตเพื่อส่งออก

สำหรับการลงทุนภาคเอกชนมีแนวโน้มขยายตัวชะลอลง ด้านการใช้จ่ายภาครัฐมีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่าที่ประเมินไว้ จากการใช้พ.ร.บ.งบประมาณ 2563 ได้ต้นปีหน้า 2563 จากเดิมที่ต้องเริ่มในวันที่ 1 ต.ค. 2563

ด้านค่าเงินบาทแข็งค่าเร็วไม่สอดคล้องกับปัจจัยพื้นฐาน จึงต้องติดตามใกล้ชิด ซึ่งธปท.จะมีการบริหารจัดการที่เข้มข้นมากขึ้น ส่วนมาตรการที่จะออกมาดูแลนั้น ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาและนำมาใช้เมื่อมีความจำเป็น

นายทิตนันทิ์ กล่าวว่า กนง.มีมติเป็นเอกฉันท์ ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.75% ต่อปี เนื่องจากเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่าที่ประเมินไว้ การดำเนินนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายจะและเอื้อต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจมากขึ้น

"เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มที่จะขยายตัวชะลอได้อีก จากเศรษฐกิจโลกกระทบการส่งออกทำให้มีโอกาสขยายตัวติดลบได้" นายทิตนันทิ์ กล่าว

Financial Times สื่อยักษ์อังกฤษวิเคราะห์ว่าไทยเป็น’คนป่วยแห่งเอเชียตะวันตกเฉียงใต้’